Museum Core
ท่องเรือนิปปอนมารุ นาวาหงส์ขาวแห่งน่านน้ำแปซิฟิก
Museum Core
26 พ.ค. 68 340
ประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียน : สุวดี นาสวัสดิ์

               ตอนเที่ยงของวันธรรมดาวันหนึ่ง ท่ามกลางหนุ่มสาวออฟฟิศที่รีบสาวเท้าไปสู่จุดหมายในเมือง
โยโกฮามะ เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนเดินหันซ้ายแลขวามองหาพิพิธภัณฑ์ท่าเรือโยโกฮามะ (Yokohama Port Museum) ทันใดนั้นก็เห็นเรือสีขาวลำหนึ่งจอดนิ่งอยู่กลางวงล้อมของตึกสูงรายรอบ แม้ไม่ได้กางใบเรือออก แต่ดูจากลักษณะโครงสร้างก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่เรือลำนี้จะได้รับฉายาว่า “หงสาแห่งห้วงสมุทรแปซิฟิก (Swan of the Pacific)” และสมกับที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2017

 

ภาพที่ 1 เรือนิปปอนมารุจอดเทียบท่าถาวรในเมืองโยโกฮามะ

 

               อาคารจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ที่ผู้เขียนได้ไปชมมีหลายส่วนที่เล่าประวัติอันรุ่งเรืองและวิถีชีวิตของผู้คนในโยโกฮามะ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นมานานกว่า 150 ปี และอีกส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็น “เรือนิปปอนมารุ” เรือใบสีขาวที่ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยว และพิพิธภัณฑ์ศิลปะยานากิฮาระ เรียวเฮ (Ryohei Yanagihara) โดยสามารถซื้อบัตรเข้าชมแบบรวมหรือเฉพาะแห่งก็ได้ ค่าเข้าชมเฉพาะเรือนิปปอนมารุมีราคา 400 เยน (100 บาทโดยประมาณ)

               เรือนิปปอนมารุ (NIPPON MARU) เป็นเรือใบสำหรับฝึกนักเรียนเดินเรือของโรงเรียนพาณิชย์นาวีในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1930 ตลอดเวลา 54 ปีทำสถิติเดินเรือเป็นระยะทางราว 1,830,000 กิโลเมตร จนกระทั่งปลดระวางใน ค.ศ. 1984 มีนักเรียนผ่านการฝึกบนเรือนี้กว่า 11,500 คน ต่อจากนั้นเรือได้อยู่ในความดูแลของเมืองโยโกฮามะ และเข้าเทียบเรืออย่างถาวรที่ท่าเรือหมายเลข 1 ของบริษัทเดินเรือโยโกฮามะเมื่อ ค.ศ. 1985 ปัจจุบันได้รับการบำรุงรักษาเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกเดินเรือ

 

ภาพที่ 2 ภายในสะพานเดินเรือ หน้าปัดทางขวาคือเทเลกราฟใช้ส่งคำสั่งไปยังห้องเครื่องจักร

ทางซ้ายด้านบนเห็นตู้เก็บธงประมวล

 

               ผู้เขียนเดินตามลูกศรบอกทางขึ้นบันไดขนาดพอดีตัวไปที่ “สะพานเดินเรือ” เป็นห้องแรก กลางห้องเป็นที่ตั้งของพังงาเรือหรือพวงมาลัยที่ใช้บังคับทิศทางเรือ สิ่งของในห้องถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ มีโต๊ะวางแผนที่เดินเรือ (nautical chart) มีธงประมวลหรือธงสัญญาณ (code flag) ม้วนเก็บอยู่ในตู้ บนผนังมีโปสเตอร์ผ้าระบุความหมายของธงซึ่งเป็นทัศนสัญญาณใช้สื่อสารระหว่างเรือ เมื่ออยู่บนเรือแล้วมองออกไปเห็นอาคารแทนที่จะเป็นท้องฟ้าและทะเลก็ดูแปลกตาดี หากเงยหน้าขึ้นมองตามเส้นเชือกนับร้อยเส้นที่ทำหน้าที่ยึดโยงใบเรือ ผู้เขียนสังเกตเห็นความแข็งแรงของเชือกที่ต้องทนต่อสภาพอากาศแล้วก็อดทึ่งที่มนุษย์สามารถถอดรหัสของธรรมชาติและนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย

 

ภาพที่ 3 ป้ายอธิบายลักษณะของ “เครน” ว่าคล้ายกับนกกระเรียน

 

               พื้นเรือทำจากไม้สักหนา 65 มิลลิเมตร ซึ่งในอดีตกะลาสีต้องขัดถูพื้นด้วยกะลามะพร้าว อุปกรณ์บนเรือถูกจัดวางไว้เสมือนพร้อมใช้งาน สังเกตเห็นได้ว่าแต่ละอย่างมีขนาดใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นเส้นเชือก น็อต หรือโซ่ สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากเป็นป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่มีภาพวาดเปรียบเทียบรูปสัตว์กับอุปกรณ์นั้นๆ ทำให้เข้าใจง่าย ตัวอย่างเช่น “เครนยกสมอ” เป็นภาพเครนแขนยืนลักษณะคล้ายนกกระเรียน ส่วนเชือกที่ม้วนให้พร้อมใช้ก็มีส่วนปลายตั้งขึ้นลักษณะคล้ายงูที่ชูคอ หรือน็อตที่ใช้ขันเพื่อยึดสมอเรือมีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ

 

ภาพที่ 4 ห้องนอนของคนเรือ

 

               การเดินตามลูกศรไปเรื่อย ๆ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและลุ้นว่าจะได้เจออะไร ผู้เขียนก้าวลงบันไดแคบไปยังด้านล่างที่เป็นห้องโถงเล็ก มีป้ายแสดงภารกิจสำคัญของเรือทั้งการเดินทางไปช่วยสงครามเกาหลี และการร่วมงานเฉลิมฉลองที่ออสเตรเลียและแคนาดา บางห้องที่สามารถเข้าไปชมได้จะเห็นเครื่องเรือนทำจากไม้ เช่น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ ชั้นวางแก้ว ส่วนห้องนอนของคนเรือมีเตียงไม้สองชั้น 8 เตียง บนเตียงมีผ้าห่มพับไว้อย่างสวยงามเป็นรูปร่างต่างๆ ซึ่งการพับผ้าแบบนี้เป็นกิจกรรมงานฝีมือเพื่อผ่อนคลายระหว่างเดินทางไกล ทำนองเดียวกับการผูกเงื่อนรูปร่างต่าง ๆ (boatman knot) ให้เหมาะสมตามการใช้งาน

 

ภาพที่ 5 ผ้าห่มพับเป็นรูปหัวใจ (ซ้าย) และหน่อไม้ (ขวา)

 

               การเดินทางรอนแรมกลางมหาสมุทรทำให้เรือมีสิ่งจำเป็นในการยังชีพอย่างครบถ้วน ทั้งห้องพยาบาลที่มีอุปกรณ์ผ่าตัด ห้องพักผู้ป่วย ห้องครัว น้ำดื่มน้ำใช้มีปริมาณจำกัดเพราะต้องใช้ปั๊มสูบน้ำจืดขึ้นมาจากแท็งก์น้ำใต้ท้องเรือ ภายในห้องอาหารมีเปียโนตั้งอยู่ 1 หลัง เมื่อเดินลึกเข้าไปเป็นห้องรับรองแขกที่จัดไว้อย่างหรูหรา นอกจากนี้ยังมีห้องประชุม และใกล้กันนั้นคือห้องพักกัปตันที่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำส่วนตัว

 

ภาพที่ 6 ห้องพักกัปตัน บนเตียงมีผ้าห่มพับเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ ทางขวามือมีวัตถุสีขาวลักษณะยาวรี
วางอยู่บนโต๊ะ เรียกว่า subscuttle ใช้ติดกับหน้าต่างเรือเพื่อรับกระแสลมเข้ามาในห้อง

 

ภาพที่ 7 ห้องครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัว และตัวอย่างอาหาร

ปกติจะมีคนครัว 10 คน เตรียมอาหารให้ลูกเรือกว่า 100 คน

 

               ถัดมาเป็นห้องวิทยุ เรือนิปปอนมารุมีนามเรียกขาน (call sign หรือหมู่อักษรสี่ตัวเพื่อใช้ในการพิสูจน์ทราบเรือสินค้าที่จดทะเบียน) ว่า “JFLC” ในระหว่างเดินเรือจะมีหัวหน้าห้องวิทยุและเจ้าหน้าที่ผลัดเวรประจำการตลอด 24 ชั่วโมง ในห้องมีเครื่องโทรสารคอยรับแผนที่สภาพอากาศและข่าวหนังสือพิมพ์ประจำวัน เมื่อเดินออกจากห้องวิทยุไปทางท้ายเรือจะเห็นพังงาถือท้ายสำหรับใช้บังคับหางเสือ

 

ภาพที่ 8 ด้านข้างของเรือนิปปอนมารุ มองเห็นเรือบดสีส้มที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสาร
จะนำอุปกรณ์วิทยุลงเรือไปด้วย (คำว่า เรือบด มาจากคำศัพท์ boat ในภาษาอังกฤษที่ออกเสียงว่า โบต
แต่ออกเสียงลากเข้าความสู่ภาษาไทย)

 

              เส้นทางเดินชมเรือนิปปอนมารุมาสิ้นสุดลงตรงนี้ เวลาเพียงสองชั่วโมงอาจไม่ได้ทำให้เข้าใจกลไกต่าง ๆ ในเรือได้ทั้งหมดก็จริง แต่ก็สร้างความเพลิดเพลินไม่น้อย ผู้ชมได้เห็นว่ากว่าเรือลำหนึ่งจะแล่นได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายส่วน ทั้งเครื่องยนต์กลไกและอุปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งคนเรือ ซึ่งต้องมีจิตใจเข้มแข็ง รู้หน้าที่ และเข้าใจกฎหรือสัญญาณที่กำหนดไว้ เรือจึงจะแล่นฝ่าคลื่นลมไปสู่จุดหมายได้ แม้ปัจจุบันนิปปอนมารุไม่ได้ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรแล้ว แต่ก็ยังอวดโฉมบอกเล่าเรื่องราวการเดินเรือให้แก่ผู้สนใจไปได้อีกนาน

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ