*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น
ชื่อของกรุง ‘โรม’ (Rome) อันเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกรในโลกยุคคลาสลิกของยุโรป และยังเป็นชื่อเมืองหลวงของประเทศอิตาลีในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากกษัตริย์ในตำนานอย่าง ‘โรมูลุส’ (Romulus) ซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็น ‘ปฐมกษัตริย์’ ผู้สถาปนากรุงโรมขึ้นมา แต่โรเมลุสไม่ได้เป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ เขามีฝาแฝดอีกคนหนึ่งชื่อว่า ‘เรมุส’ (Remus) และทั้งคู่มีเรื่องราวดราม่าที่เกี่ยวพันกับตำนานการสร้างกรุงโรม
เรมุส และโรมูลุส เป็นลูกฝาแฝดของเจ้าหญิงพระนามว่า ‘รีอา ซิลเวีย’ (Rhea Silvia) แห่งเมืองอัลบา ลองกา (Alba Longa) ซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของโรม ธิดาของกษัตริย์นูมิเตอร์ (Numitor) เจ้าหญิงถูกบีบบังคับให้ไปบวชเป็นผู้รับใช้เวสป้า (Vespa) เทพีแห่งครอบครัวของพวกโรมัน เพราะลุงแท้ๆ ที่ชื่ออะมูลิอุส (Amulius) ได้แย่งชิงอำนาจ สังหารเจ้าชายรัชทายาทและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
ทั้งนี้ นักบวชหญิงแห่งเวสป้า หรือบางทีก็เรียกว่า ผู้รักษาเปลวไฟแห่งโรมเป็นเทพีที่มักปรากฏพระองค์ในรูปของเปลวไฟ และวิหารของพระนางตั้งอยู่ในจัตุรัสโรมัน (Roman Forum) ประเด็นที่สำคัญ คือ นักบวชในอารามเทพีองค์นี้ต้องเป็นสาวบริสุทธิ์เท่านั้น (จึงเรียกกันว่า Vestal Virgin) ดังนั้นเรมุสและโรมูลุสจึงไม่ได้เกิดจากพ่อที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเทพเจ้า‘มาร์ส’ (Mars) เทพสำคัญองค์หนึ่งของชาวโรมัน
โดยปกติผู้คนมักนึกถึงเทพองค์นี้ในฐานะเทพเจ้าแห่งสงครามและดาวอังคาร เชื่อมโยงกับปกรณัมของ ‘อาเรส’ (Ares) หนึ่งใน 12 เทพเจ้าแห่งเขาโอลิมปุส (Olympus ซึ่งเทียบเคียงได้กับ เขาพระสุเมรุ หรือศูนย์กลางจักรวาลในจักรวาลปรัมปราของชาวกรีก) ที่น่าเกรงกลัวผสมรวมกับเทพมาร์สของชาวโรมัน
อนึ่ง เทพอาเรสที่เป็นเทพเจ้าสงครามของชาวกรีกนั้นไม่ใช่ผู้พิชิตแต่มีความน่าหวาดเกรง ขณะที่ชนชาวโรมันไม่ได้นับถือเทพมาร์สในสถานะเทพแห่งสงคราม แต่นับถือมาร์สในฐานะ ‘เทพบิดร’ ผู้ปกป้อง นับเป็นการรวมความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ดังนั้นการสร้างตำนานสมมติให้ฝาแฝดคู่นี้เป็นลูกของเทพเจ้ามาร์ส จึงเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์ผู้สร้างกรุงโรมเป็นบรรพชนผู้สืบสายตรงมาจากเทพบิดรของชาวโรมันนั่นเอง
ตำนานเรื่องนี้มีบางสำนวนที่เล่าต่างออกไปว่า ฝาแฝดโรมูลุสและเรมุสเป็นลูกที่เกิดจากวีรบุรุษอย่าง
เฮอร์คิวลิส (Hercules หรือเฮอราเคลส [Heracles] ของกรีก) ได้เสกเป่าลูกแฝดคู่นี้เข้าไปในท้องของหญิงสาวได้โดยไม่แปดเปื้อนมลทินในทำนองเดียวกับปกรณัมเรื่อง แม่พระนิรมลปฏิสนธิ หรือผู้ให้กำเนิดพระคริสต์ทั้งที่ยังบริสุทธิ์ผ่องแผ้วในคริสต์ศาสนา
อย่างไรก็ตาม เรื่องบิดาจะเป็นใครก็ไม่มีผล ด้วยท้ายที่สุดกษัตริย์อะมูลิอุสก็นำเด็กแฝดไปทิ้งแถวแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber river) แม่น้ำใหญ่สายสำคัญของกรุงโรม หวังให้ทั้งคู่ตายเพราะกลัวเป็นหนามยอกอกในภายหลัง แล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ มีแม่หมาป่า (she-wolf มีชื่อในภาษาละตินว่า Lupa) มาให้นมเรมุส และโรมิลุส จนเด็กน้อยทั้งคู่รอดตายได้ในที่สุด ซึ่งชาวโรมนับว่าฉากตอนนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง หากไม่มีแม่หมาป่าลูปา ทั้งเรมุส และโรมูลุสก็คงสิ้นใจตายไปหมด และกรุงโรมก็คงไม่ได้กำเนิดขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ ในกรุงโรมจึงมีการสร้างรูปปั้นแม่หมาป่าให้นมฝาแฝดมากมาย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ในตำนานยังระบุว่าที่อยู่ของแม่หมาป่าเป็นถ้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาพาลาไตน์ (Palatine hill) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางของกรุงโรม

ภาพที่ 1: ประติมากรรมหินอ่อนรูป เทพเจ้ามาร์ส ผู้เป็นพระเทพบิดรแห่งโรม
สร้างขึ้นช่วงระหว่าง พ.ศ. 650-750
แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:0_Statue_de_Mars_(Pyrrhus)_-_Musei_Capitolini_-_MC0058_(2).JPG

ภาพที่ 2: ประติมากรรมสำริดรูปแม่หมาป่า กำลังให้นม โรมูลุส และเรมุส สร้างขึ้นในโรมเมื่อปลาย
ศตวรรษที่ 15 และก็เป็นงานศิลปะชิ้นที่ดังขนาดว่าถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม
แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Capitoline_she-wolf_Musei_Capitolini_MC1181.jpg
เรื่องราวต่อจากนั้นเล่าว่ามีคนเลี้ยงแกะมาพบฝาแฝดคู่นี้แล้วเก็บมาเลี้ยง ทำให้สองแฝดมีสถานะเป็นคนเลี้ยงแกะ จนเมื่อเติบใหญ่แล้วทั้งคู่ได้รับรู้เรื่องความแค้นแต่หนหลังของครอบครัวที่แท้จริงจึงกลับไปแก้แค้น
อะมูลิอุส เสร็จแล้วจึงอัญเชิญกษัตริย์นูมิเตอร์ ผู้เป็นตากลับมาครองบัลลังก์ต่อ
แน่นอนว่า ฝาแฝดคู่นี้ก็มีสิทธิสืบทอดบัลลังก์ที่เมืองอัลบา ลองกา แต่พวกเขาเลือกไปหาที่สร้างเมืองใหม่กันเอง ทั้งสองคนเดินทางมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไทเบอร์ โรมูลุสเห็นว่าควรสร้างเมืองที่เนินเขาพาลาไตน์ แต่เรมุสไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าควรสร้างเมืองบนเนินเขาอเวนไตน์ (Aventine hill) มากกว่า
(พื้นที่ปัญหาข้างต้น คือพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไทเบอร์ บริเวณที่ไหลผ่านกรุงโรม ซึ่งมีเนินเขาจำนวน 7 ลูกตั้งอยู่ เนินเขาพาลาไทน์ที่โรมูลุสเลือกตั้งอยู่ตรงกลาง โดยมีเนินเขาลูกอื่นๆ โอบล้อม ส่วนเนินเขา
อเวนไตน์ที่เรมุสเลือกนั้นตั้งอยู่ทางใต้สุดของพื้นที่)
เรื่องราวบานปลายเมื่อทั้งคู่ทะเลาะกันใหญ่โตจนถึงขั้นทำการประลองกัน ในที่สุดโรมูลุสก็เป็นฝ่ายชนะการประลอง โดยมีซากศพของเรมุสเป็นเครื่องยืนยันชัยชนะในครั้งนั้น จากนั้นโรมูลุสจึงได้สร้างกรุงโรมลงบนเนินเขาพาลาไตน์ แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งโรม

ภาพที่ 3: แผนที่แสดงพื้นที่บริเวณฟากตะวันออกของแม่น้ำไทเบอร์ มีเนินเขาพาลาไทน์
ตั้งอยู่ตรงกลาง และมีเนินเขาอเวนไตน์ตั้งอยู่ทางใต้สุด
แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Seven_Hills_of_Rome.svg
มีเรื่องที่น่าสนใจมากเมื่อปี พ.ศ. 2563 ได้มีการขุดค้นพบโลงศพหิน (sachopagus) ที่ใช้สำหรับเป็นโลงศพในวัฒนธรรมโรมัน ซึ่งนักโบราณคดีชาวอิตาเลียนคาดคะเนว่ามีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,500 ปี เลยทีเดียว ซึ่งโลงหินนี้ขุดพบอยู่กับแท่นบูชารูปทรงกลม ตรงบริเวณ ‘เนินเขาพาลาไตน์’ ซึ่งเป็นบริเวณศูนย์กลางที่โรมูลุสเลือกเพื่อก่อตั้งกรุงโรมนั่นเอง สอดคล้องกับตำนานพอดิบพอดี จึงมีคนเชื่อว่าโลงหินดังกล่าวเป็นโลงศพของโรมูลุส (แม้ว่าอายุสมัยของโลงจะมีอายุศักราชน้อยกว่าที่ระบุในตำนานถึง 200 ปีก็ตาม)
ยิ่งไปกว่านั้น โลงหินใบนี้เป็นโลงเปล่า ไม่มีซากโครงกระดูกบรรจุไว้ภายในเลย ทำให้นักโบราณคดีหญิงชาวอิตาเลียน อย่าง อัลฟองซิน่า รุสโซ่ (Alfonsina Russo, พ.ศ. 2502-ปัจจุบัน) ซึ่งขณะที่มีการขุดพบโลงดังกล่าว เธอดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของ Rome’s Colosseum Archaeological Park ได้เสนอว่า สถานที่ขุดพบโลงหินนี้ ไม่ใช่สุสานของโรมูลุส แต่เป็นเหมือนอนุสาวรีย์ หรือพื้นที่พิเศษที่มีการเฉลิมฉลองลัทธิบูชาโรมูลุส
ทั้งนี้ คำอธิบายของรุสโซ่นับได้ว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพวกโรมันมีความเชื่อที่ว่า โรมุลุสไม่ได้ตาย แต่ขึ้นไปบนสวรรค์แล้วกลายเป็นเทพเจ้าที่มีชื่อว่า ‘ควิรินุส’ (Quirinus) ต่างหาก โลงหินที่ถูกขุดพบนี้จึงไม่ใช่โลงศพที่ใช้สำหรับฝังร่างของโรมูลุสดังคำสันนิษฐานของรุสโซ่ แต่เป็นเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมบางอย่างในการเฉลิมฉลองของลัทธิบูชาโรมูลุส และสอดคล้องกับความจริงที่ว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่า โรมุลุสมีตัวตนอยู่จริง?