Museum Core
เมื่อลูกชวนไปพิพิธภัณฑ์
Museum Core
05 ส.ค. 68 460
ประเทศไทย

ผู้เขียน : รมย์ฤดี เวสน์

               ครั้งสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นเวลากว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว ภาพในความทรงจำที่นึกออกเป็นตึกเก่าๆ และสิ่งของที่จัดแสดงไว้ไม่เชิญชวนให้เข้าไปชม ซึ่งเป็นภาพจำที่แตกต่างห่างไกลจากการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศที่เคยมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชม ทำให้ผู้เขียนไม่เคยคิดหวนกลับไปอีกเลย ดังนั้นเมื่อลูกสาวมาชวนให้ไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้เขียนจึงตอบปฏิเสธในทันที

               ทว่า ลูกได้พยายามอธิบายว่าปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เมืองไทยได้ปรับปรุงให้ทันสมัยแล้ว เมื่อย้อนนึกอีกครั้งว่าลูกเรียนทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ความพยายามชักชวนนี้ลูกอาจอยากแสดงให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์มีอะไรน่าสนใจก็น่าลองไปดู ประกอบกับผู้เขียนอยากพาหลานๆ ให้ไปเยี่ยมชม เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ ชื่นชอบการไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์และเห็นคุณค่าสมบัติของชาติไทยด้วย ในที่สุดผู้เขียนจึงตอบตกลง

               ในวันเดินทาง ทั้งครอบครัวยกขบวนกันไปทั้งรุ่นยาย รุ่นลูกและรุ่นหลาน โดยมียายอาสาเป็นสารถีซึ่งแม้จะเปิดใช้แผนที่กูเกิล (Google map) ช่วยนำทางแล้วก็ยังขับรถหลงทางวนไปมาถึง 3 รอบ ทั้งที่สมัยก่อนผู้เขียนขับรถมาส่งลูกที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นประจำก็ตาม ความประทับใจแรกเกิดขึ้นเมื่อพิพิธภัณฑ์ให้นำรถเข้าไปจอดด้านในได้ ถัดมายายและหลานๆ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าเข้าชม นอกจากนี้ลูกได้นัดครอบครัวเพื่อนสมัยเรียนคณะโบราณคดีมาร่วมเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ด้วยกัน และที่สำคัญมีเพื่อนในรุ่นคนหนึ่งทำงานที่กรมศิลปากร มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์มาร่วมด้วย จึงมีทั้งกลุ่มเด็กโบราณฯ และกลุ่มหลานกับยาย  

               เมื่อเดินเข้าไปเยี่ยมชมอาคารแรก ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจกับการจัดแสดงนิทรรศการที่ทำได้ดีแบบมืออาชีพสมศักดิ์ศรีในฐานะพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของไทย ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมกำลังจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย เรื่อง “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” ซึ่งมีการจัดแสดงหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงด้วย ด้วยความสงสัยผู้เขียนได้ถามเพื่อนลูกคนที่ทำงานกรมศิลปากรว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนี้เป็นสิ่งทำจำลองหรือไม่ “ของจริงค่ะ ที่จารึกไว้เมื่อปีพ.ศ.1835 ผ่านมา 732 ปีแล้ว รวมทั้งสนธิสัญญาเบาว์ริง จินดามณีฯ ที่เคยได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยเรียนตอนเด็กล้วนเป็นฉบับจริงทั้งสิ้น” คำตอบทำให้ผู้เขียนตะลึงระคนดีใจที่โชคดีมากได้มาเห็นของจริงของแท้ด้วยตาตนเอง และขอเดินกลับไปดูศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงใหม่อีกครั้ง

               คราวนี้ผู้เขียนพินิจพิจารณาดูศิลาจารึกอย่างละเอียด “...พ่อกู ชื่อศรีอินทราทิตย์  แม่กูชื่อนางเสือง...” ประโยคนี้ทำให้ความทรงจำสมัยวัยนักเรียนแจ่มชัดขึ้น และยิ่งรู้สึกประทับใจที่ได้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ค้นพบและอ่านถอดความบนจารึกได้ โดยทรงค้นพบ ณ เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัยเมื่อครั้งทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎและยังทรงผนวชอยู่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2376

               อรรถรสแห่งการชมนิทรรศการยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นหลังได้ฟังข้อมูลอธิบายเพิ่มเติมจากเพื่อนลูกว่า ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยหมู่พระที่นั่งต่างๆ ที่ได้รับการบูรณะจนกลับมาสง่างามทุกองค์ ซึ่งหากมีเวลาเยี่ยมชมเพียงหนึ่งวันอาจไม่เพียงพอ และเมื่อเดินต่อไปยังอาคารอื่นๆ ผู้เขียนก็รู้สึกเห็นด้วยตามคำพูดนั้น แน่นอนว่าภาพจำครั้งเก่าของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้มลายหายไปสิ้น คงมีแต่ความตื่นตาตื่นใจ ปลื้มใจและภูมิใจในสมบัติของแผ่นดินไทย การจัดวางทำได้อย่างงดงามอลังการ การจัดแสงไฟยิ่งเสริมเสน่ห์ชวนให้สัมผัสมนต์ขลังในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของศิลปะโบราณวัตถุแต่ละชิ้น ทุกห้องนิทรรศการจัดแสดงอย่างเป็นสัดส่วนสะอาดตาน่าชม ไม่น้อยหน้าไปกว่าพิพิธภัณฑ์ของชาติอื่นเลย

               เมื่อตอนที่เดินผ่านพระตำหนักแดงเดิมผู้เขียนคิดว่าไม่เข้าไปชมด้านใน ทว่าเพื่อนลูกให้ข้อมูลว่าเป็นพระตำหนักองค์จริงดั้งเดิมที่รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระพี่นางพระองค์เล็ก อีกทั้งภายในยังมีพระแท่นบรรทมและรองพระบาทของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 จัดแสดงไว้ด้วย ผู้เขียนจึงรีบเลี้ยวเดินขึ้นไปชมพระตำหนักพร้อมกับหลาน ซึ่งเด็กๆ ดูเพลิดเพลินมากเพราะมีสิ่งของเครื่องใช้ ของเด็กเล่นที่เคยเป็นของเชื้อพระวงศ์ในวัยเยาว์จัดแสดงไว้ด้วย เช่น พระอู่ บ้านตุ๊กตาแสนน่ารักฯ

 

ภาพที่ 1 รองพระบาทปักหักทองขวางของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2

 

               วันนั้นอากาศดีไม่มีแดดทำให้ระหว่างทางเดินเยี่ยมชมแต่ละอาคารเป็นไปอย่างสบายๆ พื้นที่โดยรอบพระที่นั่งแต่ละองค์สะอาดตาสวยงามดูเพลินตาเพลินใจ จนกระทั่งถึงโรงพระราชรถก็ใช้เวลาชมความงามของ
พระราชรถแต่ละองค์ที่มีความวิจิตรอลังการเกินคำบรรยาย มองเห็นชาวต่างชาติยืนแหงนคอมองด้วยความตะลึง ไม่ขยับเขยื้อนเลยราวต้องมนต์สะกดในความประณีตของช่างฝีมือไทย ต่อมาผู้เขียนเดินมาที่ห้องนิทรรศการศิลปะชวา อาคารมหาสุรสิงหนาท บริเวณใกล้ทางออกพบประติมากรรมรูปพระคเณศสี่กรองค์ใหญ่มหึมาสูง 172 ซม. ซึ่งผู้สำเร็จราชการฮอลันดาได้นำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในครั้งเสด็จประพาสชวา เมื่อปี พ.ศ. 2439 อนึ่ง เคยมีข่าวว่าประเทศอินโดนีเซียได้ทำหนังสือขอคืนด้วย ผู้เขียนจึงยืนพินิจอยู่นานและพลางคิดว่าประติมากรรมชิ้นนี้ได้ถวายเป็นสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์แล้ว การขอทวงคืนจะเป็นไปได้อย่างไรกัน

 

ภาพที่ 2 พระคเณศสี่กรแกะสลักจากหินภูเขาไฟ

แหล่งที่มาภาพ: กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.) โบราณวัตถุ ๑๐ ชิ้นห้ามพลาดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร.  

สืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/33603

 

               ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นอดีตลูกรถไฟรู้สึกประทับใจกับ “รถไฟจำลอง” เครื่องราชบรรณาการจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษที่ถวายแด่รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2398 ขบวนรถไฟขนาดเล็กที่ย่อส่วนจากรถไฟจริง ประกอบด้วยหัวรถจักรไอน้ำแบบมีปล่องควัน มีพ่วงท้ายตู้โดยสาร 2 – 3 ตู้ แม้โมเดลย่อส่วนแล้วก็ดูมีขนาดใหญ่โตและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีความสวยงามสมพระเกียรติที่พระราชินีอังกฤษมอบถวายแด่พระเจ้ากรุงสยาม และเครื่องราชบรรณาการชิ้นนี้น่าจะมีนัยสำคัญจุดประกายให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนากรมรถไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2433 และเปิดการเดินรถไฟได้ในปีพ.ศ.2439

 

ภาพที่ 3 รถไฟจำลอง“เครื่องราชบรรณาการ” จากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ

แหล่งที่มาของภาพ : ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย. (25 ม.ค. 2557). สืบค้นจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=790048514343355&id=129946050353608&set=a.135499539798259&locale=km_KH

 

               หลังจากเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาก็มาถึงห้องจัดแสดงสมบัติแผ่นดินชิ้นสำคัญที่เพิ่งได้กลับคืนมาจากสหรัฐอเมริกาเป็นประติมากรรมที่เชื่อว่าเป็นรูปเคารพของกษัตริย์ในสถานะเทพ มีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่า “Golden Boy” ซึ่งมีความงามสง่าและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบ นับเป็นความสำเร็จที่ควรสรรเสริญให้กับทุกภาคส่วนที่มีบทบาทช่วยกันติดตามกลับคืนสู่แผ่นดินไทย

               ผู้เขียนเดินชมห้องนิทรรศการอย่างเพลิดเพลินไม่อยากกลับจนลูกสาวเอ่ยว่าคนที่ไม่อยากมา..กลายเป็นคนที่ไม่อยากกลับ การอธิบายถึงความประทับใจในสมบัติศิลป์ของแผ่นดินแต่ละชิ้นคงสาธยายได้ไม่หมด สรุปประสบการณ์การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แล้วกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจและภูมิใจในสมบัติของชาติ และมีความดีใจเมื่อแบ่งปันภาพสิ่งของสวยงามต่างๆ ให้เพื่อนดูแล้วไม่มีใครรีรอต่างอยากไปเยี่ยมชมบ้างในอีกไม่กี่วันต่อมา

                เมื่อผู้เขียนถามหลานๆ ว่าประทับใจอะไรมากที่สุด หลานชายวัย 9 ขวบ ตอบว่าเป็นศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง หลานสาววัย 5 ขวบตอบว่าชอบบ้านตุ๊กตา สำหรับยายชอบทุกอย่างแม้จะยังเดินดูได้ไม่ครบถ้วน และยังจุดประกายความคิดว่าแท้จริงแล้วในประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ดีๆ น่าชมอีกหลายแห่งที่ต้องค้นหาข้อมูลเพื่อวางแผนไปเยี่ยมชมให้ครบถ้วนแล้ว

                ท้ายที่สุด ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้ดูแลบริหารจัดการทำให้พิพิธภัณฑ์ไทยงามสง่าน่าชมไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.) โบราณวัตถุ ๑๐ ชิ้นห้ามพลาดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร.  สืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/33603

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. (27 ม.ค. 2565). “รถไฟจำลองของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย คอคอดกระ กับกำเนิดการรถไฟในประเทศสยาม”. สืบค้นจาก https://www.museumsiam.org/km-detail.php?CID=177&CONID=4799

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ