“เกษตรศาสตร์” เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านบางเขนที่ใครต่างรู้จัก สีเขียวใบไม้เป็นสีประจำสถาบัน สื่อความหมายถึงการเกษตรและพืชพันธุ์ที่สอดคล้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ นับได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว้างขวางมากกว่า 800 ไร่ นอกจากอาคารเรียนและสำนักงานแล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่าภายในมหาวิทยาลัยมีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ถึง 11 แห่ง กระจายตามคณะต่างๆ ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาประมง ณ คณะประมง และพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์ทางสัตวแพทย์ ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จึงอยากแบ่งปันประสบการณ์เที่ยวชม “พิพิธภัณฑ์สัตว์โลก” ทั้ง 2 แห่งนี้
“พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาประมง” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2507 โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม
เมื่อเดินเข้าภายในอาคาร สิ่งแรกที่ได้เห็นเป็นโครงกระดูกของวาฬบรูด้าที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า ใกล้กันมีกระดูกของโลมาและพะยูนจัดแสดงไว้ด้วย ซึ่งสัตว์ทั้ง 3 ชนิดนี้ คนมักนิยมเรียกจนปากว่า “ปลา” แท้จริงแล้วพวกมันจัดเป็น “สัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนม”
โดยเฉพาะพะยูนกับวาฬบรูด้าจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ป่าสงวนด้วย และมีข้อมูลความรู้ที่น่าสนใจว่าทั้งวาฬและโลมาไม่มีริมฝีปากสำหรับดูด ตัวแม่ก็ไม่มีหัวนมอย่างมนุษย์ วิธีการให้นมจึงเป็นการฉีดนมออกจากร่องข้าง
ลำตัวพุ่งผ่านเข้าไปในปากลูกได้เลย

ภาพที่ 1 การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ
ถัดจากนิทรรศการด้านหน้าเป็นโซนสัตว์สตัฟฟ์ ซึ่งจัดแสดงไว้ทั้งในตู้และนอกตู้เพื่อให้เห็นรายละเอียดอย่างใกล้ชิด บริเวณนิทรรศการมีสัตว์สำคัญ 3 ชนิด คือ 1) “ปลาฉนาก” ปลาที่มีจงอยปากแบนยาว มีฟันโผล่เป็นซี่ข้างจงอยปากเอาไว้ล่าเหยื่อ ขนาดยาว 3-5 เมตรและเป็นปลาที่อยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม หรือเรียกว่า “ปลาสองน้ำ” ทั้งนี้ มีรายงานว่าเคยพบปลาฉนากทั้งหมด 3 ได้แก่ “ปลาฉนากจงอยกว้าง” มีขนาดใหญ่ที่สุด เคยพบในแม่น้ำเจ้าพระยาและบึงบอระเพ็ด นครสวรรค์ “ปลาฉนากเขียว” เคยพบในทะเลอันดามัน และ “ปลาฉนากจงอยแคบ” ที่มีจงอยปากเรียวเล็กมาก บันทึกว่าเคยพบแค่ครั้งเดียวที่นนทบุรี อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องเศร้าที่ปลาฉนากทั้ง 3 ชนิดล้วนสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว คงเหลือแต่เพียงฟันเลื่อยไว้ให้ได้ศึกษาเท่านั้น
2) “ปลาโรนิน” ปลาที่อาศัยอยู่ตามบริเวณพื้นทะเลที่เป็นดินทรายปนโคลน มีขนาด 80-270 เซ็นติเมตร ส่วนครีบหลังมีหนามเรียงตัวกัน ซึ่งหนามเกราะนี้มีคนนิยมนำไปทำเครื่องประดับและแส้ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ว่าช่วยป้องกันอาคมได้ จนเป็นสาเหตุทำให้ปลาโรนินโดนล่าและใกล้สูญพันธุ์จนกระทั่งในปีพ.ศ.2561 จึงมีการออกกฎหมายคุ้มครองห้ามจับปลาโรนินเพื่ออนุรักษ์ แม้กระทั่งซากก็ห้ามครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน
3) “ปลาพระอาทิตย์” ปลาทะเลที่มีรูปร่างตัวแบน หางสั้นกุด มีครีบบน-ล่างยื่นออกมาดูคล้าย “จานติดปีก” ที่มีขนาดกว้างถึง 3 – 3.2 เมตร และเป็นปลากระดูกแข็งที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก หนักได้มากถึง 2,300 กิโลกรัม หรือมากกว่า 2 ตันทีเดียว ด้วยรูปลักษณ์ประหลาดปลาพระอาทิตย์จึงได้รับฉายาว่า “ปลาที่พระเจ้าไม่รัก” ปลาชนิดนี้ว่ายน้ำได้ช้า ชอบนอนตะแคงบนผิวน้ำเพื่ออาบแดด ทำให้โดนล่าได้ง่าย

ภาพที่ 2 ปลาโรนิน
หลังจากนั้นผู้เขียนมาเยี่ยมชมที่ “พิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์ทางสัตวแพทย์” สถานที่จัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคสัตว์ โครงกระดูกสัตว์ ตัวอย่างสัตว์ดอง ทั้งสัตว์ที่มีสภาพปกติและผิดปกติ เพื่อการศึกษาค้นคว้าของคณะสัตวแพทยศาสตร์
ภายในห้องจัดแสดง มีโครงกระดูกของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง ควาย ม้า อูฐ นกกระจอกเทศ เป็นต้น ตั้งเรียงรายเป็นแถวแสดงการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร อาทิ วัวกับม้ามีสี่เท้าเหมือนกัน แต่เท้าของวัวเป็น “กีบคู่” ขณะที่เท้าม้าเป็น “กีบเดี่ยว” ซึ่งสัมพันธ์กับวิวัฒนาการการรับน้ำหนัก หรือเท้าที่สัมผัสพื้นตอนยืนที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีกะโหลกสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษของแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันไปจัดแสดงไว้ในตู้กระจก เช่น เสือ สุนัข แมว ฯลฯ
โครงกระดูกของอูฐกับม้ามีขนาดใหญ่และสูงกว่าที่ผู้เขียนคาดคิดไว้มาก เคยเห็นจากสื่อต่างๆ คิดว่าตัวขนาดกลาง ไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อได้เห็นโครงกระดูกจริง อูฐมีความสูงประมาณ 3 เมตร และม้าสูงประมาณ 2 เมตร จึงไม่น่าแปลกใจว่าอุบัติเหตุจากการตกม้าสามารถทำให้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังกรณีข่าวของ
“คริสโตเฟอร์ รีฟ” นักแสดงชาวอเมริกัน ผู้รับบทซุปเปอร์แมน เกิดอุบัติเหตุตกม้าบาดเจ็บสาหัสและทำให้เขากลายเป็นผู้พิการ มีอาการอัมพาตเกือบทั้งตัวนาน 9 ปีก่อนเสียชีวิต ปัจจุบันมีสถิติอุบัติเหตุจากกีฬาขี่ม้าเฉพาะในสหรัฐอเมริกาประมาณ 100,000 ครั้งต่อปี และร้ายแรงกว่าอุบัติเหตุจากการขับขี่จักรยานยนต์มาก โดยมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า 75% หากผู้ขี่ม้าได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและคอ แม้มีการใส่หมวกนิรภัยป้องกันไว้แล้ว

ภาพที่ 3 การจัดแสดงโครงกระดูกสัตว์ต่างๆ
https://vet.ku.ac.th/vv2018/index.php/museum
นอกจากนิทรรศการชั้นล่างแล้ว ชั้นที่ 2 และ 3 ของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการ “งานหุ่นจำลองยางพารา” และ “โรงงานผลิตสื่อการเรียนการสอนจากยางพารา” ซึ่งอาจดูไม่เกี่ยวข้องกัน ทว่าในการศึกษาของสัตวแพทย์ต้องศึกษาเกี่ยวกับเส้นเอ็น กล้ามเนื้อที่เป็นรายละเอียดที่สำคัญไม่แพ้โครงกระดูก รวมถึงการนำสัตว์ตายแล้วที่ได้รับบริจาคมาทำเป็นหุ่นจำลองขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ด้วยการหล่อแบบจากยางพาราแล้วพ่นสีให้เหมือนจริงแบบธรรมชาติแทนการเคลื่อนย้ายสัตว์สตัฟฟ์ของจริงทุกครั้ง ซึ่งพิพิธภัณฑ์ทำจำลองได้ค่อนข้างสมจริงมาก
หลังจากชมพิพิธภัณฑ์สัตว์โลกทั้งสองแห่งแล้ว ผู้เขียนรู้สึกประทับใจในการออกแบบและจัดแสดงนิทรรศการที่ทำได้ดีและมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะการจัดเก็บตัวอย่างสัตว์จริงที่มีการรักษาสภาพไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งสัตว์สตัฟฟ์และโครงกระดูก ทำให้เห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชิ้นส่วนและอวัยวะต่างๆ บนร่างกาย ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจและจินตนาการถึงชีวิตสัตว์ชนิดนั้นๆ ได้ชัดเจน รวมถึงปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ด้วยการเสริมข้อมูลความรู้เรื่องสัตว์สูญพันธุ์และสัตว์สงวน ซึ่งบางชนิดมีตัวอย่างจัดแสดงเฉพาะที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย เช่น ปลาฉลามหางไหม้ไทย ปลาหวีเกศ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การเดินทางสำหรับบุคคลภายนอกอาจไม่สะดวกนัก และสภาพของพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างเก่า แต่หากใครต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ด้านการประมงและสัตวแพทย์ แน่นอนว่าที่นี่เป็นแหล่งค้นคว้าวิจัยที่มีข้อมูลมากมาย และสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาอย่างยาวนาน รวมถึงพิพิธภัณฑ์อีก
9 แห่งที่เหลือในมหาวิทยาลัยที่รอผู้สนใจเข้าไปศึกษาเยี่ยมชม