Museum Core
ฟังข้าวของเล่าเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ โบโจ๊ก อองซาน และบ้านอู ถั่น ในย่างกุ้ง
Museum Core
26 ส.ค. 68 672
ประเทศพม่า

ผู้เขียน : บัณฑิต ศิริรักษ์โสภณ

               การพิพิธภัณฑ์ในประเทศพม่าเริ่มขึ้นภายหลังการได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2491 มีการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเป็นแห่งแรกในนครย่างกุ้ง และอีกหลายแห่งภายหลัง ปัจจุบันหน่วยงานพิพิธภัณฑ์ในพม่าอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม มีการจำแนกประเภทพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์โบราณคดี พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมระดับภูมิภาค และอนุสรณ์สถาน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงอื่น และหน่วยงานเอกชน

               ทั้งนี้ การจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดแสดงข้าวของในวัด แหล่งโบราณสถาน อาคารสมัยใหม่ พระราชวัง บ้านของบุคคลสำคัญที่เคยพำนัก อาทิเช่น พระราชวังมัณฑะเลย์ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่ตกแต่งประดับประดาด้วยสีทอง หรือข้าวของภายในบ้านที่อดีตเจ้าของหรือผู้อยู่อาศัยค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ทว่า ข้าวของเหล่านั้นยังคงสามารถถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตที่เคยผูกพันกับผู้ครอบครอง ทำให้เรื่องเล่ากลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ดังเช่นพิพิธภัณฑ์สองแห่งซึ่งเคยเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของพม่าที่ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชม

 

พิพิธภัณฑ์โบโจ๊ก อองซาน (ဗိုလ်ချုပ် အောင်ဆန်း ပြတိုက်)

               ในวันที่ 19 กรกฎาคม ทุกปีรัฐบาลพม่าจะจัดงานรำลึก “วันผู้เสียสละแห่งเมียนมา” ที่อนุสาวรีย์วีรชนเพื่อรำลึกถึงการลอบสังหารนายโบโช๊ก อองซาน (Bogyoke Aung San) หรือคนไทยรู้จักในนาม “นายพลอองซาน” นักต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชของพม่า และสหายร่วมอุดมการณ์อีก 8 คน เมื่อปี พ.ศ. 2490 ทำให้บ้านนายพลอองซานกลายเป็นสถานที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์แห่งหนึ่งที่ชาวพม่าบางส่วนไปเคารพวีรบุรุษประจำชาติ ปัจจุบันบ้านหลังนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์นายพลอองซาน (Bogyoke Aung San Museum) ตั้งอยู่ในย่านที่ร่มรื่นบนเนินเขาในนครย่างกุ้ง ห่างไปไม่ไกลจากเจดีย์ชเวดากอง ตัวอาคารไม้สองชั้นสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมเมื่อปี พ.ศ. 2464 นายพลอองซานย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้กับครอบครัวในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2488 โดยเช่าจากคู่สามีภรรยาชาวจีน จนกระทั่งถูกลอบสังหารในอีก 2 ปีถัดมา ขิ่น จี (ภรรยา) ยังคงเลี้ยงดูลูกสามคน ได้แก่ อองซาน อู อองซานลิน และอองซาน ซูจี ในบ้านหลังนี้จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2496 เมื่ออองซานลิน ลูกชายคนที่สองจมน้ำเสียชีวิตในสระว่ายน้ำ จึงย้ายครอบครัวไปอยู่ที่คฤหาสน์สมัยอาณานิคมริมฝั่งทะเลสาบอินยา

               รัฐบาลพม่าได้ซื้อบ้านหลังนี้ในราคาราว 30,000 จ๊าด (37.5 ดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น) เพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ ในทัศนะของผู้เขียนคิดว่า “บ้าน” เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของมนุษย์ ดังนั้นการแปลงบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทำให้ผู้ชมได้เห็นความเป็นปุถุชนธรรมดาสามัญของอองซานที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ข้าวของเครื่องใช้ก็ธรรมดาทั่วไปเลี่ยงโอ้อวดความหรูหรา

               โดยนิทรรศการเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเด็กผ่านการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวมากมาย ทั้งเสื้อผ้า หนังสือ รูปถ่ายสมาชิกในครอบครัวในอิริยาบถที่ดูผ่อนคลาย รถยนต์ยี่ห้อวูลส์ลีย์ (Wolseley) สีดำจากอังกฤษ รวมถึงเสื้อคลุมที่นายชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียมอบให้เมื่อครั้งไปเยือนอังกฤษ

               บรรยากาศในบ้านปลอดโปร่ง ลมพัดเย็นและแสงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างตลอดทั้งบ้าน เมื่อเข้ามาภายในก็พบกับห้องทานอาหาร บนโต๊ะมีป้ายชื่อบอกตำแหน่งที่นั่งของสมาชิกในครอบครัว โดยมีเมนูโปรดเป็นถั่วต้ม (ပဲပြုတ်) และขนมปังอินเดียหรือโรตีโอ่ง (နံပြား) ถ้วยจานชามวางเรียงซ้อนกันอยู่หลายใบในตู้ เครื่องเรือนในบ้านทำด้วยไม้ที่ดูหนาหนัก มีทางเดินเชื่อมไปยังห้องรับแขกที่มีโซฟาสำหรับนั่งเล่นและอ่านหนังสือ

 

ภาพที่ 1 ห้องรับแขกในพิพิธภัณฑ์โบโจ๊กอองซาน

 

ภาพที่ 2 การ์ดเกมของอองซาน ลิน การ์ดหลายใบมาจากกล่องบุหรี่

บางใบเขียนภาพวาดและสัญลักษณ์ด้วยลายมือ

 

               จากนั้นเมื่อเดินขึ้นไปบนชั้นสองมีห้องนั่งเล่นและห้องอ่านหนังสือที่มีหนังสืออยู่ในชั้นกว่า 240 เล่ม ตั้งแต่หมวดกลศาสตร์ประยุกต์ การทหาร การป้องกันทางอากาศ ไปจนถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองและงานวรรณกรรมอย่าง ดี.เอช. ลอว์เรนซ์ นักประพันธ์ชาวอังกฤษ โซนห้องนอนแยกเป็น 2 ห้อง ได้แก่ ห้องที่มีเตียงสามหลังรวมอยู่ในห้องเดียวกันเป็นห้องนอนของลูก มีข้าวของเด็กๆ จัดวางไว้อย่างการ์ดเกม สมุดการบ้าน
ของอองซานลินขอบกระดาษย่น สีหมึกซีดจางไปตามกาลเวลา เก็บไว้ในตู้กระจกอย่างเป็นระเบียบ อีกห้องที่เหลือเป็นห้องนอนของอองซานและภรรยา ส่วนห้องน้ำถูกปิดล็อกไว้

               นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลบนผืนป้ายไวนิล เล่าเรื่องราวชีวิตของนายพลอองซานเมื่อครั้งเยาว์วัย บทบาทนักศึกษามหาวิทยาลัย จนกระทั่งเข้าสู่ชีวิตทางการเมือง ตลอดจนการประดับรูปถ่ายของอองซานและครอบครัวบนฝาผนัง ในโซนห้องประชุมพิเศษบนชั้นบนของบ้านตกแต่งด้วยข้อความ ว่า “ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่สมบูรณ์แบบ” ซึ่งตัดทอนมาจากบางส่วนของคำปราศรัย และแนวทางการอธิบายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2490

               เรื่องราวต่างๆ ในบ้านหลังนี้ผ่านมานานเกือบแปดสิบปี ไม่หลงเหลือใครที่เคยอยู่ร่วมยุคสมัยนั้นให้สอบถามข้อมูล เรื่องราวของนายพลอองซานถูกจดจำเพียงเล็กน้อยผ่านหนังสือเรียน จึงไม่น่าแปลกใจที่วีรกรรมของเขาเลือนหายจากความทรงจำของผู้คน คนพม่ารุ่นใหม่แทบไม่รู้จักวีรบุรุษแห่งชาติผู้นี้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออองซาน ซูจี บุตรสาวก้าวเข้ามามีบทบาทในฐานะนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 รูปของซูจีก็ถูกนำมาแทนที่รูปผู้เป็นพ่อ

               แน่นอนว่า การดำรงอยู่ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงมุ่งหวังว่าการนำเสนอเรื่องราวของนายพลอองซานผ่านการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างสมจริงนั้นจะช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักตัวตนของเขา ผู้นำทางการเมืองที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย และตระหนักถึง ‘จิตวิญญาณของอองซาน’ ที่ซื่อสัตย์ ไม่เห็นแก่ตัว ทำงานหนักเพื่อผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการส่งต่ออุดมการณ์นี้ไปยังคนรุ่นถัดไป หรือสร้างบทสนทนากับผู้เข้าชมที่เป็นคนยุคปัจจุบัน อาทิเช่น เทต ทุน อ่อง (Tet Htut Aung) ได้กล่าวหลังจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ว่า “ผมไม่อยากเป็นทหารเหมือนโบโจ๊ก ผมกลัวปืน แต่ผมอยากเป็นหมอ และผมอยากเป็นคนซื่อสัตย์เหมือนโบโจ๊กด้วย”

 

บ้านอู ถั่น (ဦးသန့်ဂေဟာ၏ ပြခန်)

               บ้านอู ถั่น (U Thant House) เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์บ้านประวัติศาสตร์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับบุคคลสำคัญของพม่า อู ถั่น (U Thant) เป็นนักการทูตชาวพม่าที่มีบทบาทสำคัญมาก เขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสหประชาชาติชาวเอเชียคนแรก และมีบทบาทในการคลี่คลายวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ยุติการเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต รวมถึงการมีส่วนช่วยในการยุติสงครามกลางเมืองในคองโก
อีกด้วย

               บ้านอู ถั่น ตั้งอยู่บนถนนอินยาในย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นนำของพม่าที่ค่อนข้างเงียบสงบ บ้านสร้างด้วยอิฐสีเหลืองสองชั้นร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่เคยเป็นบ้านพักของอดีตเจ้าอาณานิคมอังกฤษ หลังพม่าได้รับเอกราช บ้านหลังนี้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพม่า อู ถั่น และครอบครัวอาศัยที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 – 2500 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการของอู นุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ต่อมาลาออกและย้ายไปนิวยอร์กเมื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติในปีพ.ศ. 2504-2514 หลังจากนั้นบ้านหลังนี้ก็ค่อย ๆ ทรุดโทรม หลังคาถูกพายุไซโคลนนาร์กิส (Cyclone Nargis) ทำลายในปี พ.ศ. 2551 ภายหลัง ตั้น เมี่ยน-อู (Thant Myint-U) หลานชายของอู ถั่น ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ ได้ดำเนินการปรับปรุงบ้านและเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากกองทุนมรดกโลกย่างกุ้ง (Yangon Heritage Trust : YHT) เป็นองค์กรนอกภาครัฐที่จดทะเบียนในพม่า มีกองทุนเอกชนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ ประกอบด้วยสถาปนิก นักออกแบบ วิศวกร ช่วยเหลือให้คำแนะนำในการบูรณะซ่อมแซมอาคารเก่าในพม่า เพื่อพัฒนาให้บ้านหลังนี้เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ

 

ภาพที่ 3 บ้านอู ถั่น และภาพที่ 4 ภาพถ่ายจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวของอู ถั่น

 

 

               ในปีพ.ศ. 2559 บ้านอู ถั่น จัดแสดงนิทรรศการถาวรในชื่อ “U Thant, His life and Legacy” ซึ่งนำเสนอชีวประวัติของอู ถั่น ตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็ก ผลงานและความสำเร็จ โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเฉพาะวันศุกร์ - อาทิตย์ ซึ่งผู้ชมกลุ่มใหญ่เป็นนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติในย่างกุ้ง ทั้งนี้ คนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ผ่านกา ติดต่อเพื่อนัดหมายทางโทรศัพท์หรืออีเมล โดยพิพิธภัณฑ์มีภัณฑารักษ์บริการนำชมทั้งภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ

               นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงประวัติศาสตร์ของพม่าในยุคสงครามเย็น สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศของพม่าภายหลังการประกาศเอกราช ตลอดจนเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชวนสนทนาและอภิปรายในหลากหลายประเด็น ใช้เป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลจากองค์กรระดับนานาชาติและนักวิชาการจากทั่วโลก ตลอดจนร่วมทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ยูนิเซฟจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพในพม่า โดยเฉพาะการให้ความเข้าใจแก่เยาวชนเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพ การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในพม่าในปี พ.ศ. 2564

               เมื่อผู้เขียนก้าวเท้าเข้าไปในบ้านก็มีภาพขยายใหญ่รูปอู ถั่น บนหน้าปกนิตยสารนิวส์วีก ซึ่งเขาถ่ายรูปนี้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์การสหประชาชาติ ปี พ.ศ. 2509 ในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง มีภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ของเลขาธิการสหประชาชาติ วาดโดยเนย์ เมียว ซาย (Nay Myo Say) ศิลปินชาวพม่า และภาพถ่ายคู่กับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ร่วมกับการจัดแสดงเอกสารและคลิปเสียงที่บันทึกไว้

               นอกจากนี้ส่วนอื่นๆ ของบ้านมีการนำข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวมาจัดวางเอาไว้ เช่น หมวก สมุดบันทึก จดหมาย หนังสือเดินทาง ฯลฯ รวมถึงภาพถ่ายส่วนตัวของอู ถั่น และครอบครัวด้วย

               เมื่อขึ้นไปบนชั้นสอง แบ่งพื้นที่เป็นห้องทำงาน มีโต๊ะทำงาน ลูกโลกตั้งโต๊ะ และจานดาวเทียมวางประดับไว้ ซึ่งแสดงถึงความสนใจและหลงใหลใฝ่รู้เกี่ยวกับโลกและอวกาศของอู ถั่น ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งโซนนี้นับเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ที่ผู้ชมมักหยิบแว่นตากรอบโค้งกลมขอบบนหนาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาลองเล่นสนุกกับการสวมบทบาทสมมติเป็นอู ถั่น บุคคลที่มีความเป็นมนุษย์ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับทุกคน

               โซนพื้นที่ห้องอื่นมีบอร์ดนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและบทบาทของอู ถั่น ทั้งในพม่าและนิวยอร์ก ประกอบกับการจัดแสดงมัลติมีเดีย 16 เรื่อง นำเสนอสุนทรพจน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นการแสดงให้ผู้ชมเห็นถึงบทบาทสำคัญของอู ถั่น ในฐานะนักการทูตชาวพม่าสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ

 

ภาพที่ 5 โต๊ะทำงานของอู ถั่น

 

               ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำหน้าที่มากกว่าการจัดแสดงนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงบุคคลสำคัญในอดีตเท่านั้น แต่ผู้มาเยี่ยมชมโดยเฉพาะเยาวชน สามารถเรียนรู้ ประเมินและวิเคราะห์ได้ว่าอู ถั่น เป็นคนแบบไหน มีวิธีการทำงานเพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองอย่างไร และวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคลได้หลังจากชมพิพิธภัณฑ์

               ทั้งพิพิธภัณฑ์โบโจ๊ก อองซาน และบ้านอู ถั่น จึงเป็นตัวอย่างพื้นที่เล็ก ๆ ที่แสดงให้วิธีการนำเสนอเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของวีรบุรุษและบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ผ่านการสร้างความทรงจำร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะ และถ่ายทอดสืบต่อไปให้คงอยู่ ไม่ให้เลือนหายตายไปจากความคิด ความทรงจำของชาวพม่า เพื่อมุ่งหวังว่าเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพและประชาธิปไตยจะผลิดอกออกผลขึ้นบนดินแดนแห่งนี้ในวันใดวันหนึ่ง

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ปณิตา สระวาสี และคณะ. (2561). พิพิธภัณฑ์บ้าน : คุณค่าและความหลากหลาย. กรุงเทพฯ : ศูนย์           มานุษยวิทยาสิรินธร.

Lowenthal, D. (1985). The Past Is a Foreign Country. Cambridge: Cambridge University Press.

Nora, P. (1989). Between Memory and History: Les Lieux de Mémoire. Representations 26: 7-24.

Thant Myint-U. (2001). The Making of Modern Burma. Cambridge: Cambridge University Press.

Zan, N.M. (2016). Museums in Myanmar: Brief History and Actual Perspectives. In: Sonoda, N. (eds) New Horizons for Asian Museums and Museology. Springer, Singapore.
https://doi.org/10.1007/978-981-10-0886-3_2

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ