เมืองกวีเญิน (Quy Nhon) ในจังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์ (Binh Dinh) ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม อาจไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวชาวไทยมากนัก เมืองนี้อยู่ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดประมาณ 45 กิโลเมตร และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์กวางจุง (Quang Trung) ซึ่งตั้งชื่อตามจักรพรรดิกวางจุง จักรพรรดิลำดับที่สองของราชวงศ์เตยเซิน (Tây Sơn dynasty) กบฏชาวนาที่ก่อตั้งราชวงศ์เตยเซินเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนถูกราชวงศ์เหงวียน (Nhà Nguyễn) ราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนามพิชิตลงได้
ผู้เขียนเดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์ในช่วงเวลาเที่ยง และพบว่าพิพิธภัณฑ์ปิดทำการเป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อพักกลางวัน โดยพิพิธภัณฑ์เปิดทุกวันเวลา 07.00 - 11.30 และ 13.30 -17.00 น. ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามอย่างฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม ดังนั้น การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในเวียดนามควรตรวจสอบเวลาเปิดปิดก่อนเดินทาง ทั้งนี้ ค่าตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์มีราคา 50,000 VND หรือราว 73 บาทโดยประมาณ
อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารหลังเดียวขนาดใหญ่ ในวันที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมสังเกตเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวเวียดนามอยู่บ้างแต่ไม่พบนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย ซึ่งอาจมีปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์อยู่ไกลจากตัวเมือง หรือเมืองกวีเญินไม่ค่อยเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เป็นได้

ภาพที่ 1 รูปปั้นสามพี่น้องราชวงศ์เตยเซิน
เมื่อเดินเข้าไปภายในอาคาร สายตาผู้เขียนก็ปะทะกับรูปปั้นของสามพี่น้องเตยเซิน แน่นอนว่า จุดเริ่มต้นของนิทรรศการเป็นการเล่าเรื่องว่ากบฏเตยเซินขึ้นมาเรืองอำนาจได้อย่างไร โดยย้อนรอยประวัติศาสตร์กลับไปช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 18 ช่วงที่ราชวงศ์เล (Lê Dynasty) เริ่มเสื่อมอำนาจลง ตระกูลจิ่งห์ (Trịnh) แย่งชิงอำนาจกับตระกูลเหงวียน (Nguyễn) ทว่าไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จ ทั้งสองฝ่ายจึงเจรจาสงบศึกชั่วคราวและแบ่งเขตการปกครอง โดยตระกูลจิ่งห์ปกครองตอนเหนือ และตระกูลเหงวียนปกครองตอนใต้ ต่อมาราษฎรส่วนใหญ่ไม่พอใจการเก็บภาษีของผู้ปกครอง ในปีค.ศ. 1771 กลุ่มเตยเซินที่เป็นชาวนา นำโดยสามพี่น้อง ได้แก่ เหงวียนหญัก (จักรพรรดิท้ายดึ๊ก) เหงวียนเหวะ (จักรพรรดิกวางจุง) และเหงวียนหลือ ได้ก่อการจลาจลเพื่อยึดอำนาจ (พวกกบฏเตยเซินมีแซ่เหงวียนเหมือนกับตระกูลเหงวียนที่เป็นชนชั้นปกครอง แต่ไม่เกี่ยวข้องกัน)
ตระกูลเหงวียนพ่ายแพ้และหนีการไล่ล่าของกลุ่มเตยเซินเข้ามาลี้ภัยยังสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ขณะที่เหงวียนหญักปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิท้ายดึ๊กในปีค.ศ. 1783 แต่ยังปราบอิทธิพลตระกูลเหงวียนได้ไม่เด็ดขาด เนื่องจากเหงวียน ฟุก อั๊ญ (Nguyễn Phúc Ánh) หรือคนไทยรู้จักในนาม “องเชียงสือ” ทายาทที่เหลืออยู่ของตระกูลเหงวียนได้ขอความช่วยเหลือจากราชสำนักสยามเพื่อกอบกู้บ้านเมืองทวงคืนอำนาจจากกลุ่มเตยเซิน

ภาพที่ 2 ศตวรรษที่ 18 ถูกเรียกว่า “ศตวรรษแห่งการก่อจลาจลของชาวนา”
ด้วยเหตุนี้ทัพสยามจึงเข้ามามีบทบาทในการศึกระหว่างราชวงศ์เตยเซินกับตระกูลเหงวียน โดยการสู้รบทางเรือระหว่างกองทัพสยามกับกองกำลังของราชวงศ์เตยเซิน เกิดขึ้นที่ ยุทธนาวีสักเกิ่ม-สว่ายมุ๊ต (Battle of Rạch Gầm-Xoài Mút) ซึ่งเป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย นับเป็นศึกครั้งสำคัญและเล่าเรื่องด้วยภาพวาดขนาดใหญ่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์เป็นภาพเหตุการณ์ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1785 ขบวนเรือของสยามเคลื่อนมาถึงบริเวณที่กองทัพเตยเซินดักซุ่มอยู่ ปิดกั้นเส้นทางทำให้กองทัพสยามติดอยู่กลางแม่น้ำ เรือรบ 300 ลำ และกองกำลังพล 20,000 – 50,000 นายของกองทัพสยามปราชัยภายในเพียงวันเดียว กองทัพสยามเหลือไม่กี่พันคนต้องถอยร่นกลับสยาม โดยองเชียงสือหนีไปเมืองฮ่าเตียน (บันทายมาศ)

ภาพที่ 3 ภาพวาเล่าเหตุการณ์ศึกสักเกิ่ม-สว่ายมุ๊ต
ภาพวาดสุดท้ายในพิพิธภัณฑ์เป็นภาพเล่าเรื่องเหตุการณ์หลังจากทั้งสามพี่น้องเตยเซินพิชิตตระกูลเหงวียน ครองอำนาจในภาคใต้แล้วขึ้นไปรบเอาชนะตระกูลจิ่งห์ที่ครองอำนาจในภาคเหนือ รวมแผ่นดินเหนือใต้ให้เป็นหนึ่งเดียว อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์เตยเซินมีจักรพรรดิครงราชย์เพียงสามพระองค์ หลังจากนั้นก็พ่ายแพ้ให้กับองเชียงสือ และเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เหงวียนปกครองอีกครั้ง โดยองเชียงสือปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์นามว่า จักรพรรดิซาลอง (Gia Long) นับเป็นการปิดฉากการเรืองอำนาจของราชวงศ์เตยเซินเหนือแผ่นดินเวียดนาม
นอกจากภาพวาดเล่าลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์แล้ว พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงวัตถุด้วย เช่น เหรียญตราที่ผลิตขึ้นช่วงจักรพรรดิท้ายดึ๊ก (ครองราชย์ช่วงปี 1778 – 1793) กระถางธูปที่หล่อขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 ตรงกับราชวงศ์ชิง ค้นพบที่ท่าเรือในจังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์ คำสั่งของแม่ทัพเพื่อรวบรวมพลทหารในปีที่สี่ของรัชสมัยจักรพรรดิกวางจุง (ค.ศ. 1791) คำสั่งเรียกเก็บภาษีช่วงปีที่ 3 ของรัชสมัยจักรพรรดิกวางจุง และตราพระราชลัญจกรของจักรพรรดิกวางจุง

ภาพที่ 4 ภาพถ่ายสุสานของสามพี่น้องเตยเซิน
แน่นอนว่า เนื้อหาของนิทรรศการที่กล่าวมานั้น โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของสยามอาจไม่คุ้นหูคนไทยทั่วไปมากนัก หรือลบเลือนไปจากความคิดความทรงจำ หรืออาจไม่ทราบมาก่อนเช่นผู้เขียนที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้ในวิชาประวัติศาสตร์ จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้มีโอกาสได้รู้เรื่องราวนี้ และเกิดความสนใจอยากมาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ภายในพิพิธภัณฑ์มีการให้ข้อมูลเรื่องราวของราชวงศ์เตยเซินเป็นภาษาอังกฤษเพียงคร่าวๆ รวมถึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก