Museum Core
เซนต์มิเนียโต ผู้ทอดสายตามองเมืองฟลอเรนซ์
Museum Core
16 ก.ย. 68 454
ประเทศอิตาลี

ผู้เขียน : กระต่ายหัวฟู

ภาพปก ด้านหน้าโบสถ์ซานมิเนียโตบนยอดเขา

               San Miniato al Monte (ซานมิเนียโตบนยอดเขา) เป็นกลุ่มโบสถ์และอารามตั้งอยู่บนยอดเขานอกกำแพงเมืองฟลอเรนซ์ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่เหนือจัตุรัสไมเคิลแอนเจโล (Piazzale Michelangelo จุดชมวิวเมืองฟลอเรนซ์) ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี เดินขึ้นไปไม่ไกลนักจะเป็นทางเข้าด้านข้าง ซึ่งผู้เขียนขอแนะนำว่าควรเลือกขึ้นจากบันไดด้านหน้าดีกว่า และผู้ที่มีกำลังขาแข็งแรงสามารถเดินข้ามแม่น้ำอาร์โนจากสะพานเวคคิโอไปยังโบสถ์ได้ดังเช่นเซนต์มิเนียโตเคยเดินเมื่อเกือบ 1,800 ปีมาแล้ว

               ไม่มีโบสถ์ใดในฟลอเรนซ์ที่มีประตูทางเข้าราวกับฉากละครเร้าอารมณ์ได้เท่าซานมิเนียโต ซึ่งมีความอลังการเสียจนไบรอัน เดอ พัลมา ผู้กำกับภาพยนตร์แนวทริลเลอร์เลือกนำไปใช้เป็นฉากเปิดภาพยนตร์เรื่องออพเซสชั่น (Obsession 1976) ก่อนพาคนดูตามพระเอกเข้าไปในสุสานมืดชวนหลอน (อย่างไรก็ตาม บันไดทางขึ้นโบสถ์แห่งนี้เป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินที่ห้ามพลาด)

               เซนต์มิเนียส (Saint Minias) หรือซานมิเนียโต ชื่อเรียกตามสำเนียงอิตาลี ได้รับการเคารพนับว่าเป็นมรณสักขี (Martyr หรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์) คนแรกของเมืองฟลอเรนซ์  ตำนานเรื่องนี้เกิดขึ้นราวปี ค.ศ.250 ในยุคที่ฟลอเรนซ์ยังเป็นเมืองโรมัน โดยกล่าวกันว่า แต่เดิมมิเนียสเป็นกษัตริย์ หรืออาจเป็นเจ้าชายชาวอาร์เมเนียนอยู่ในกองทัพโรมัน (บ้างว่าเป็นพ่อค้า) นับถือศาสนาคริสต์และขึ้นไปปลูกอาศรมบำเพ็ญพรตอยู่บนเขานอกเมืองฟลอเรนซ์ ในเวลานั้นจักรพรรดิดิซิอุส (Decius) บังคับให้ชาวคริสต์บูชาเทพโรมัน ใครไม่ยอมก็ปราบปรามอย่างโหดร้าย มิเนียส ผู้มีวัตรปฏิบัติเป็นที่นับถือของผู้คนถูกจับไปประหารด้วยวิธีต่างๆ เผาไฟก็ไม่ไหม้ ปล่อยลงในสนามกีฬาให้สิงโตมาทำร้ายก็ไม่เป็นผล (ซากอัฒจันทร์ของสนามนี้ ปัจจุบันอยู่ใต้วังเวคคิโอ (Palazzo Vecchio)) ในที่สุดมิเนียสถูกประหารด้วยการตัดศีรษะ ณ จัตุรัสซินญอเรีย (Piazza della Signoria) หน้าวังเวคคิโอ ตำนานเล่าว่ามิเนียสอุ้มศีรษะของตนและลุกขึ้นเดินออกจากประตูเมือง ข้ามแม่น้ำอาร์โน (เมืองสมัยนั้นเล็ก กำแพงยังอยู่แค่ฝั่งเหนือของแม่น้ำ ประตูเมืองอยู่ตรงกับสะพานเวคคิโอ) เดินกลับขึ้นไปยังอาศรม นอนลง และบอกแก่ผู้ศรัทธาว่า “จงฝังเราที่นี่” (ตำนานของมรณสักขีที่ถูกตัดศีรษะแล้วยังอุ้มหัวตัวเองเดินไปได้ มีอยู่มากมายหลายสิบท่านในหลายประเทศ)

               จากนั้นมีการสร้างศาลบูชาตรงหลุมฝังศพ หลายร้อยปีผ่านไป ศาลได้กลายเป็นโบสถ์หลังเล็ก โบสถ์ที่เห็นในปัจจุบันก็สร้างบนพื้นที่เดียวกับโบสถ์หลังเดิมในปี ค.ศ.1013 โดยบิชอปแห่งฟลอเรนซ์ อาลิบรันโด (Alibrando) สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1207 ทว่าการประดับตกแต่งด้านหน้า (façade) ด้วยหินอ่อนตามแบบนิยมในยุคนั้น ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียวเพราะเงินทุนหมด จนสมาคมผู้นำเข้าขนสัตว์ (Arte di Calimala) กิลด์ที่มั่งคั่งของเมืองให้ทุนสร้างจนสำเร็จ รวมถึงภาพโมเสกที่หน้าจั่วด้วย ดังเห็นจากรูปปั้นนกอินทรีบนยอดจั่ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกิลด์ที่ให้การสนับสนุน

 

ภาพที่ 1 โมเสกเหนือแท่นบูชาภายในโบสถ์

 

               ภาพโมเสกบนหน้าจั่วเป็นภาพเดียวกับโมเสกเหนือแท่นบูชาใหญ่ภายในโบสถ์ แต่ภาพด้านในมีรายละเอียดมากกว่า มีจารึกเวลาไว้ใต้ภาพเป็นปี ค.ศ.1297 แต่ไม่ทราบชื่อศิลปิน ลักษณะภาพเป็นรูปแบบศิลปะไบแซนไทน์ที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด  แสดงรูปพระคริสต์ประทับอยู่ระหว่างพระแม่มารีและเซนต์มิเนียโตที่ถือมงกุฎของมรณสักขี รายล้อมด้วยสัญลักษณ์แทนผู้เผยแพร่ศาสนาทั้งสี่ (Four Evangelists) ได้แก่ นกอินทรี (นักบุญจอห์น)  เทวดา (นักบุญแมทธิว) สิงโต (นักบุญมาร์ก) และวัว (นักบุญลุค)

               โบสถ์ซานมิเนียโตเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ทัสคานี มีเสาค้ำคานหรือค้ำเพดานทรงโค้งจำนวนมาก หัวเสามีรูปร่างไม่เหมือนกันเพราะใช้วัสดุก่อสร้างซ้ำที่นำมาจากอาคารโรมันเก่า ทั้งนี้ โบสถ์ซานมิเนียโตเป็นสถานที่มีการนำหัวเสาโรมันมาใช้ซ้ำมากที่สุดแห่งหนึ่ง ภายในโบสถ์มีการยกพื้นบริเวณแท่นบูชาและข้างใต้เป็นสุสาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในยุคสมัยนั้น ด้านในสุดของสุสานเป็นแท่นบรรจุอัฐิธาตุของเซนต์มิเนียโต เพดานโค้งเหนือแท่นนี้เป็นงานจิตรกรรมฝีมือของทัดดิโอ กัดดี (Taddeo Gaddi ศิษย์เอกของจอตโต (Giotto) เขาเป็นคนวาดภาพต้นไม้แห่งชีวิตและเดอะลาสซับเปอร์ไว้ที่โบสถ์ซานตาโครเซ่) วาดไว้ประมาณปี ค.ศ.1341- 42 เป็นภาพวาดที่มีพื้นหลังสีน้ำเงินสดใส เสียดายที่บริเวณนั้นปิดเพื่อซ่อมแซมภาพวาด ผู้เขียนจึงได้ชมศิลปินที่กำลังซ่อมภาพแทน คล้ายกับฉากในภาพยนตร์ออพเซสชั่น

 

ภาพที่ 2 ศิลปินกำลังซ่อมแซมภาพของทัดดิโอ กัดดี

 

               บนผนังเหนือทางเดินกลางโบสถ์ยาวไปจนจรดแท่นบูชาใหญ่ มีการกรุประดับด้วยหินอ่อนสีขาว/เขียวเป็นลวดลายเช่นเดียวกับด้านหน้าโบสถ์ ลวดลายของหินอ่อนที่ปูพื้นทางเดินกลางโบสถ์เป็นส่วนที่เก่าแก่ตั้งแต่เริ่มสร้าง และเป็นไฮไลท์ที่ชวนให้ผู้คนมาดู รูป 12 จักรราศีรูปนี้คล้ายคลึงกับภาพบนพื้นของหอศีลจุ่มจิโอวานนีที่ตั้งอยู่หน้าอาสนวิหารฟลอเรนซ์

 

ภาพที่ 3 ลวดลาย 12 จักรราศี บนพื้นโบสถ์ซานมิเนียโต

 

               โบสถ์นี้ยังเป็นแหล่งรวมผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน รวมถึงเป็นศูนย์รวมเรื่องเล่า ดังเช่นภาพวาดในพลับพลาที่ตั้งอยู่ตรงสุดทางเดินหน้าแท่นบูชายกพื้นที่วาดโดยอันโญโล กัดดี (Agnolo Gaddi ลูกของทัดดิโอ กัดดี วาดรูปนี้ไว้ประมาณปี ค.ศ.1394-96) รูปนักบุญที่ยืนด้านขวา คือ เซนต์มิเนียโต ส่วนด้านซ้าย คือ เซนต์จิโอวานนี่ กูอัลแบร์โต (St.Giovanni Gualberto (ค.ศ.985-1073)) โดยตำนานเล่าว่าเขาเข้ามาสารภาพบาปในโบสถ์ซานมิเนียโต และภาพพระคริสต์บนไม้กางเขนได้ค้อมศีรษะให้ เพื่อชื่นชมที่เขาไม่ล้างแค้นและให้อภัยคนที่ฆ่าพี่ชาย เขาตัดสินใจออกบวชและกลายเป็นนักบุญที่ได้รับความยกย่องมาก (ไม้กางเขนที่กล่าวถึงนี้ปัจจุบันตั้งอยู่ในโบสถ์ซานตาทรินิต้า (Santa Trinita) เมืองฟลอเรนซ์) ด้านซ้ายของทางเดินในโบสถ์มีสุสานทำเป็นห้องสวดมนต์เล็กๆ สร้างในปี ค.ศ.1460-68 เพื่อฝังศพของคาร์ดินัลหนุ่มชาวโปรตุเกสที่เสียชีวิตที่ฟลอเรนซ์ ซึ่งเขาสั่งเสียไว้ว่าขอให้ฝังเขาที่ซานมิเนียโต ทั้งนี้ เขามีศักดิ์เป็นหลานของกษัตริย์โปรตุเกสในห้องสุสานจึงมีชิ้นงานศิลปะที่น่าชมของศิลปินหลายคนทั้งจิตรกรรม หินอ่อนของตัวสุสาน และกระเบื้องเคลือบสีบนเพดานที่เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของรอบเบีย (Luca della Robbia)

 

ภาพที่ 4 (ซ้าย) โถงทางเดิน มองเห็นลวดลายบนพื้น ผนัง และพลับพลา ภาพโมเสกอยู่ลึกเข้าไปในความมืด
(ขวา) สุสานของคาร์ดินัลโปรตุเกสตกแต่งด้วยหินอ่อนแกะสลัก

 

               ในปี ค.ศ.1529-30 มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โบสถ์ต้องเผชิญปัญหา คือ สเปนและฝรั่งเศสแย่งชิงอำนาจเหนืออิตาลี ซึ่งมีสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 7 (Clement VII) คนในตระกูลเมดิซี ปกครองเมืองฟลอเรนซ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนได้เป็นสันตะปาปา ขณะที่เขาดำรงตำแหน่ง โรมถูกปล้นทำลายย่อยยับโดยกองทัพของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (เยอรมัน) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสเปน ทำให้ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน (Sack of Rome ปี 1527) ทำให้เมืองฟลอเรนซ์ถูกยึด โดยฝ่ายสาธารณรัฐที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเมดิซีค่อนข้างเอนเอียงเข้าเป็นฝ่ายฝรั่งเศสมาโดยตลอด กลับกลายเป็นว่าเมืองฟลอเรนซ์ถูกฝรั่งเศสทิ้งให้โดดเดี่ยว เพราะฝรั่งเศสรบแพ้สเปน

               ในฐานะสถาปนิก ไมเคิลแอนเจโล ถูกเลือกให้เป็นผู้บังคับบัญชาป้อมปราการ เขาสร้างป้อมปราการรูปดาวและติดตั้งปืนใหญ่เพื่อป้องกันเมืองที่โบสถ์ซานมิเนียโตตั้งอยู่บนเนินเขานอกกำแพงเมือง ซึ่งยังคงหลงเหลือร่องรอยอยู่โดยรอบโบสถ์ในปัจจุบัน เขาหุ้มหอระฆังด้วยฟูกเพื่อป้องกันกระสุนของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมืองฟลอเรนซ์ยอมแพ้หลังจากโดนล้อมอยู่ 11 เดือน เมื่อเมดิซีกลับคืนสู่อำนาจ ผู้นำของสาธารณรัฐจำนวนมากถูกประหารหรือเนรเทศ ไมเคิลแอนเจโลเองก็ถูกตัดสินประหาร แต่เขาเป็นศิลปินที่สร้างผลงานไว้มากจึงได้รับอภัยโทษเพื่อสร้างห้องเก็บเครื่องพิธี (Sacristy) สำหรับเป็นสุสานของเมดิซีในโบสถ์ซานลอเรนโซให้เสร็จ เขาออกจากฟลอเรนซ์ไปโรมในปี ค.ศ.1534 ตามคำสั่งของสันตะปาปาเพื่อทำงานในโบสถ์ซีสทีน และไม่ได้กลับมาอีกเลยจนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ.1564

 

ภาพที่ 5 สุสานของโบสถ์ซานมิเนียโต มองเห็นเมืองและแนวกำแพงเมืองฟลอเรนซ์

 

              ในบทกวีดีไวน์คอมเมอดี้ (The Divine Comedy ของดันเต้ (Dante) กล่าวถึงโบสถ์เพียง 3 แห่งในเมืองฟลอเรนซ์ และมีซานมิเนียโตเป็นหนึ่งในนั้น โดยเขียนถึงว่า “ซึ่งมีโบสถ์ยืนตระหง่าน...และมองลงมาอย่างสง่างาม”  ภาพเมืองฟลอเรนซ์ที่มองจากลานหน้าโบสถ์ซานมิเนียโตอาจไม่เห็นแม่น้ำอาร์โนอย่างถนัดชัดตา แต่มองเห็นเมืองและแนวกำแพงที่สวยงาม ผู้เขียนชอบมุมนี้มากกว่าจัตุรัสไมเคิลแอนเจโล และพลางนึกในใจว่าหากผู้เขียนเป็นชาวเมืองฟลอเรนซ์ (มีฐานะดีพอ) เมื่อตายแล้วคงอยากฝังร่างไว้ที่สุสานของโบสถ์นี้เพื่อทอดตามองเมืองที่รักไปตลอดกาล

ผู้สนใจอ่านเรื่องศิลปะในโบสถ์ซานมิเนียโต คลิกไปที่ http://www.churchesofflorence.com/sanminiato.htm

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ