Museum Core
ศิลาโรเซ็ตตา กุญแจไขสู่โลกของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณที่พิพิธภัณฑ์ GEM อยากทวงคืน
Museum Core
09 ม.ค. 69 165

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

               หลังจากกองทัพฝรั่งเศสภายใต้การนำของจอมคนรูปร่างสันทัดอย่าง นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte, พ.ศ. 2312-2364) ได้รุกเข้าไปในแผ่นดินอียิปต์เมื่อ พ.ศ. 2341 กองทัพขนาดเกือบ 300 ลำเรือ อันมีกลุ่มปัญญาชนของฝรั่งเศส จำนวน 175 คน ติดตามไปด้วยก็ได้รุกเข้าไปสำรวจยังดินแดนโบราณอันลี้ลับอย่างละเอียดถี่ถ้วนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของยุโรปชนในยุคสมัยดังกล่าว

               ฝรั่งเศสต้องการศึกษาเพื่อให้ตนเองกลายเป็นชาติผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่แห่งอดีตกาลของอียิปต์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะรากฐานทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดในดินแดนไอยคุปต์แห่งนั้น เพื่อประโยชน์ของชาติฝรั่งเศสเองด้วยและเป็นเหตุที่มาให้ฝรั่งเศสต้อง นำกลุ่มปัญญาชนเกือบ 200 คนเข้าไปในดินแดนที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิสงครามแห่งนี้

               ปัญญาชน และกองกำลังทหารฝรั่งเศสต่างพากันออกสำรวจสืบค้นแหล่งทรัพยากรทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ พร้อมกับการรณรงค์สงคราม ทำให้กองทัพของนโปเลียน ผู้ยังไม่ได้ก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส ได้ค้นพบศิลปวัตถุในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณเป็นจำนวนมาก และทั้งหมดถูกเก็บรวบรวมไว้ในกองทัพด้วยเป้าหมายว่าจะนำกลับไปยังกรุงปารีสหลังเสร็จศึกสงครามแล้ว

               เมื่อยึดครองกรุงไคโรจากราชวงศ์ของพวกมัมลุก (Mamluk) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มนักรบทาสของโลกอิสลามได้สำเร็จแล้ว นโปเลียนก็จัดตั้ง สถาบันเอกิปต์ (Institut d'Égypte หรือ Egyptian Scientific Institute ในภาษาอังกฤษ) ขึ้น ณ ที่นั้น ในปี พ.ศ. 2341 ปีเดียวกับที่ยกทัพเข้ามาในอียิปต์

               สถาบันแห่งนี้นับเป็นปฐมบทแห่งการศึกษาวิชา ‘อียิปต์วิทยา’ (Egyptology) โดยมีนักคณิตศาสตร์อย่าง กัสปาร์ มงจ์ (Gaspard Monge, พ.ศ. 2289-2361) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์เป็นประธาน และนโปเลียนรั้งตำแหน่งรองประธานสถาบันฯ เอง ภายในสถาบันแบ่งออกเป็น 4 แผนก ได้แก่ แผนกคณิตศาสตร์ แผนกฟิสิกส์และประวัติศาสตร์ธรรมชาติ เศรษฐศาสตร์การเมือง แผนกศิลปะและวรรณกรรม

               บทบาทหน้าที่ และความสำคัญของสถาบันแห่งนี้ คือ เร่งผลิตองค์ความรู้ด้านอียิปต์วิทยา เพื่อสนับสนุนกองกำลังสำรวจของฝรั่งเศส จึงมีการเตรียมความพร้อมในการสำรวจบุกเบิกดินแดนไอยคุปต์ของกองทัพฝรั่งเศสอย่างจริงจังและเห็นได้อย่างชัดเจน

 

ภาพที่ 1 การพิชิตอียิปต์ การยึดเมืองไคโร และเมืองอเล็กซานเดรีย ในปี พ.ศ. 2341 ภาพในหนังสือ
Collection complète des tableaux historiques de la révolution française, second volume, édition 1802, Musée de la Révolution française (หนังสือรวมภาพเขียนประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส เล่มที่ 2 ฉบับปี 1802
พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติฝรั่งเศส)

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:D%C3%A9barquement_de_Napol%C3%A9on_en_Egypte_juillet_1798,_Mus%C3%A9e_de_la_r%C3%A9volution_fran%C3%A7aise_-_Vizillejpg.jpg

 

               ภารกิจการสำรวจอียิปต์ในครั้งนั้นยังคงดำเนินต่อไปวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2342 วิศวกรควบตำแหน่งนายทหารแห่งกองทัพฝรั่งเศสชื่อว่า ปิแอร์-ฟรองซัวส์ บูชาร์ด (Pierre-François Bouchard, พ.ศ. 2314-2365) ได้ค้นพบศิลาจารึกหลักหนึ่งที่อาจเคยตั้งไว้ในวิหารแห่งหนึ่งในเมืองซาอิส (Sais) ของอียิปต์ในช่วงราชวงศ์ทอเลมี (Ptolemy dynasty, ราชวงศ์กรีกเชื้อสายมาซิโดเนีย (Macedonia) ที่เข้าปกครองอียิปต์หลังจากตกเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แต่ถูกเคลื่อนย้ายนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของป้อมจูเลียน (Fort Julien) ที่เมืองราชิด (Rashid) ในเขตพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

               เมืองราชิดนี้ ฝรั่งเรียกกันว่า “เมืองโรเซ็ตตา” ดังนั้นศิลาจารึกหลักนี้จึงถูกเรียกว่า ศิลาโรเซ็ตตา (Rosetta stone) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลาจารึกหลักสำคัญที่สุดในการเบิกทางสู่การศึกษาประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ เพราะศิลาโรเซ็ตตาถูกจารึกข้อความเป็น 2 ภาษา คือ ภาษาอียิปต์โบราณ และภาษากรีกโบราณ ซึ่งมีเนื้อความเหมือนกัน นับเป็นจารึกในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณหลักแรกที่เขียนขึ้นด้วย 2 ภาษาที่ถูกค้นพบในโลกสมัยใหม่

               อีกทั้งศิลาโรเซ็ตตายังเขียนขึ้นด้วยตัวอักษร 3 ชนิด ได้แก่ อักษรไฮโรกลิฟ  (Hieroglyphic) อักษรเดโมติค (Demotic) และอักษรกรีกโบราณ โดยอักษรสองรูปแบบแรกเขียนขึ้นในภาษาอียิปต์โบราณ ซึ่งผลการศึกษาในภายหลังทำให้ทราบว่า อักษรไฮโรกลิฟเป็นอักษรที่ใช้สำหรับพิธีกรรม และศาสนา ส่วนอักษรเดโมติคเป็นอักษรที่ใช้ในงานทั่วไปในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ

               การเขียนขึ้นด้วยอักษรและภาษากรีกโบราณที่ยังมีผู้อ่านออกและเข้าใจความหมายของศิลาโรเซ็ตตาได้เป็นใบเบิกทางสำคัญ ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังสามารถอ่านทั้งตัวอักษรไฮโรกลิฟและอักษรเดโมติค รวมถึงสามารถทำความเข้าใจในภาษาอียิปต์โบราณได้อีกด้วย

               ศิลาโรเซ็ตตาจึงถูกส่งไปยังสถาบันเอกิปต์ เพื่อทำการคัดลอก ศึกษา และเผยแพร่ในสื่อต่างๆ ของฝรั่งเศส จนมีการทำสำเนาภาพพิมพ์หิน และแบบจำลองปูนปลาสเตอร์ของศิลาโรเซ็ตตากันอย่างแพร่หลายในหมู่พิพิธภัณฑ์ และนักวิชาการในยุโรปขณะนั้น ใครๆ ก็อยากถอดรหัสตัวอักษรของวัฒนธรรมที่เก่าแก่เนิ่นนาน แถมยิ่งใหญ่ระดับที่สร้างพีระมิดขนาดมหึมาอย่างอียิปต์ได้

 

ภาพที่ 2: ศิลาโรเซ็ตตา

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Rosetta_Stone.JPG

 

               แท้จริงแล้ว ศิลาโรเซ็ตตาควรถูกนำกลับไปเก็บรักษาไว้ที่กรุงปารีส ทว่าโชคร้ายที่ในขณะนั้น ทัพของฝ่ายอังกฤษที่ร่วมมือกับจักรวรรดิออตโตมัน (ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่โดยนิตินัย) บุกเข้าโจมตีจนฝ่ายฝรั่งเศสพ่ายแพ้ และต้องถอนทัพไปในที่สุดทั้งนี้ ก่อนฝรั่งเศสถอนทัพได้มีการจัดทำสนธิสัญญายอมจำนนอเล็กซานเดรีย พ.ศ. 2344 (the Capitulation of Alexandria 1801) ซึ่งมีข้อตกลงหนึ่งที่ระบุว่า ฝรั่งเศสต้องส่งมอบสมบัติทั้งหมดที่สำรวจพบในอียิปต์ให้แก่อังกฤษ

               ดังนั้น โลกจึงรู้จักชื่อ ศิลาโรเซ็ตตาผ่านการนำไปจัดแสดงที่บริติช มิวเซียม (British Museum) ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2345 เป็นต้นมา โดยระยะเริ่มแรกของการจัดแสดง ศิลาจารึกหลักนี้นับเป็นโบราณวัตถุยอดนิยมที่ใครๆ ต่างพากันซื้อตั๋วเข้าไปชมเป็นอันดับหนึ่งของบริติช มิวเซียมเลยทีเดียว

               อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีใครอ่านตัวอักษรของอียิปต์โบราณได้ ไม่ว่าจะเป็นอักษรไฮโรกลิฟหรืออักษรเดโมติ กว่าจะมีการถ่ายถอดตัวอักษร และข้อความที่เขียนด้วยอักษร และภาษากรีกโบราณได้อย่างเป็นทางการก็ล่วงเข้าปี พ.ศ. 2346 หรือ 1 ปีเต็ม หลังจากศิลาโรเซ็ตตาถูกนำไปอวดโฉมที่บริติช มิวเซียมแล้ว

               และยังต้องรอจนถึง ปี พ.ศ. 2365 กว่านักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศสอย่าง ฌ็อง-ฟรองซัวส์ ชองโปลิยง (Jean-François Champollion, พ.ศ. 2333-2375) ควบคู่กับนักอ่านจารึกจะสามารถถ่ายถอดตัวอักษรอียิปต์โบราณทั้ง 2 ชุดออกได้ และประกาศที่กรุงปารีส กระนั้นก็ยังเป็นเพียงจุดตั้งต้นของการเริ่มอ่าน และถ่ายถอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆ นานาของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณผ่านตัวอักษรของเจ้าของวัฒนธรรมเอง และยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะมีการอ่านตัวอักษรของอียิปต์โบราณได้อย่างมั่นใจ และผิดพลาดน้อยที่สุด

               อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ศิลาโรเซ็ตตาเป็นกุญแจดอกแรกที่ไขปลดล็อกปริศนาอันลี้ลับของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณออกมาได้ นับว่าศิลาจารึกหลักนี้เป็นโบราณวัตถุที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในแวดวงการศึกษาทางด้านอียิปต์วิทยา จึงไม่แปลกอะไรที่รัฐบาลประเทศอียิปต์อยากได้ศิลาโรเซ็ตตากลับคืนสู่มาตุภูมิ มีการไถ่ถามทวงคืนไปที่บริติช มิวเซียม และรัฐบาลประเทศอังกฤษอยู่หลายครั้งตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

               จนกระทั่งเมื่อประเทศอียิปต์ได้เริ่มเมกะโปรเจคสร้าง พิพิธภัณฑ์อียิปต์โบราณ(Grand Egyptian Museum หรือชื่อย่อว่า GEM) รวบรวมโบราณวัตถุสำคัญในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณทั้งหมดมาจัดแสดงไว้ โดยมีการประกาศโครงการมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่เพิ่งเริ่มก่อสร้างจริงเมื่อปี พ.ศ. 2548 และเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 มีโครงการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของอียิปต์จากชาติมหาอำนาจ จำนวน 3 ชิ้น กลับคืนสู่เหย้าอย่างจริงจัง ได้แก่ ศิลาโรเซ็ตตา ประติมากรรมรูปพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) จัดแสดงที่เพอร์กามอน มิวเซียม (Pergamon Museum) ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และแผ่นภาพสิบสองราศีจากวิหารเดนดารา (Dendara temple) จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่าทุกประเทศต่างปฏิเสธที่จะส่งคืนกลับสู่ผืนแผ่นดินอียิปต์อย่างไม่ใยดี

 

ภาพที่ 3: ฌ็อง-ฟรองซัวส์ ชองโปลิยง

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Jean-Fran%C3%A7ois_Champollion,_by_L%C3%A9on_Cogniet.jpg

 

ภาพที่ 4: ส่วนหนึ่งของการจัดแสดงภายใน Grand Egyptian Museum

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Grand_Staircase_(GEM).jpg

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ