Museum Core
Medieval Theatre: ในโมงยามที่ละครถูกใช้เป็นเครื่องมือสอนศาสนา
Museum Core
30 ม.ค. 69 55

ผู้เขียน : จิรภัทร คงถนอมธรรม

               ย้อนกลับไปสมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนคริสต์ ละครคริสต์มาส” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รับชมในเดือนธันวาคมของทุกปี โดยเนื้อหาของละครคริสต์มาสมักหยิบยกเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวันคริสต์มาสและพระคัมภีร์ เช่น เหตุการณ์การประสูติของพระเยซูหรือพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งเชื่อถือว่าเป็นจุดกำเนิดของวันคริสต์มาส นำมาถ่ายทอดในรูปแบบละครมีคนแสดง บทพูด ฉาก เครื่องแต่งกายและองค์ประกอบอื่นๆ ของละคร และไม่ได้จำกัดเฉพาะในโรงเรียนคริสต์เท่านั้น ทว่าในโบสถ์คริสต์ก็มักมีการแสดงละครคริสต์มาสในช่วงเทศกาลควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่น เช่น การนมัสการพระเจ้า หรืองานเลี้ยงเฉลิมฉลองด้วยเช่นกัน

 

ภาพที่ 1 ภาพวาดการประสูติของพระเยซู

แหล่งที่มา: https://mythologymatters.wordpress.com/2016/12/18/christmas-mythology-ii-what-is-history-and-what-is-myth-in-the-nativity-stories/comment-page-1/

 

               ความแพร่หลายของละครคริสต์มาสในยุคปัจจุบันช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างศาสนากับการละครที่ไม่เคยจางหายไปนับตั้งแต่สมัยโบราณ แท้จริงแล้วการแสดงละครเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลและพัฒนาจากพิธีกรรมและความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้บางยุคสมัยศาสนามีอิทธิพลต่อการละครอย่างยิ่งยวดและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสั่งสอนศาสนาโดยปริยาย อาทิ การละครยุโรปในช่วงยุคกลาง (Medieval Theatre) เริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. 476 จนถึงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 – 16 หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก โดยห้าศตวรรษแรกของยุคกลาง หรือยุคมืด (Dark Ages) ชาวยุโรปได้รับผลกระทบจากสงคราม เผชิญกับภาวะความอดอยากจนทำให้ชาวยุโรปรู้สึกมืดมน หวาดกลัว และขาดความมั่นคงในชีวิต ซึ่งช่วงเวลานี้ยุโรปไม่มีรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่คุ้มครองและคอยต่อต้านกลุ่มผู้รุกราน เกิดช่องวางทางอำนาจที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวยุโรปแสวงหาหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ศาสนจักรก้าวขึ้นมามีบทบาท ในท้ายที่สุดศาสนจักรก็ผูกขาดอำนาจจนกลายเป็นศูนย์กลางของอำนาจในยุโรป

 

ภาพที่ 2 ภาพวาด The Triumph of Death จำลองสภาพสังคมในยุคมืด (Dark Ages)

แหล่งที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/The_Triumph_of_Death

 

               ในช่วงเวลาเดียวกัน การเรียนรู้และการสร้างสรรค์ศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ ได้รับความสนใจน้อยลง การละครก็ซบเซาลงเช่นเดียวกัน เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากศาสนจักรไม่ให้การสนับสนุนการแสดงละคร กีดกันนักแสดงละครออกจากการทำพิธีศีล จนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 10 การละครจึงได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง เมื่อศาสนจักรหันมาใช้ละครเป็นสื่อสอนศาสนาเพื่อให้คนทั่วไปที่ไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับภาษาละติน (ภาษาหลักที่ใช้ในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์) สามารถเข้าใจเรื่องราวและคำสอนในศาสนาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งศาสนจักรเห็นว่าละครช่วยทำให้ศาสนพิธีมีชีวิตชีวามากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ละครในยุคกลางแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ละครศาสนา (Religious drama) และละครทางโลก (Secular drama) ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนขอนำเสนอเฉพาะละครศาสนาเป็นสำคัญ

 

ภาพที่ 3:ภาพวาดจำลองเหตุการณ์ใน Quem Quaeritis tropeแหล่งที่มา:https://reginajeffers.blog/2025/04/16/the-quem-quaeritis-trope-the-roots-of-liturgical-drama/

 

               ละครศาสนาเป็นละครที่พัฒนาต่อยอดมาจากละครศาสนพิธี (Liturgical drama) ที่เดิมพัฒนามาจากเพลงสวดในพิธีบูชามิสซา (Missa/Mass) หรือเรียกว่า โทรป (Trope) มีความหมายในภาษาละตินว่า “ทำนองเพลงที่ใส่เพิ่มเข้าไป” โดยนำเรื่องราวการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ตามที่เล่าไว้ในพระคัมภีร์มาใส่ทำนองเพลงให้คณะนักร้องประสานเสียงของโบสถ์ร้องโต้ตอบกันระหว่างการประกอบพิธีบูชามิสซาสำหรับวันอีสเตอร์ ซึ่งโทรปที่เก่าแก่และมีความสำคัญ คือ Quem Quaeritis trope (Whom do you seek?) เป็นการนำบทสนทนาระหว่างเทวทูตกับนางมารีย์มาใส่ทำนอง แล้วให้คณะนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ร้องโต้ตอบกัน แม้ว่าโทรปบทดังกล่าวจะยังไม่นับว่าเป็นละครโดยสมบูรณ์ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาไปสู่ความเป็นละครในช่วงเวลาถัดมา หลังจากนั้นละครศาสนาเริ่มพัฒนาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น และเริ่มออกไปเล่นนอกโบสถ์ โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ได้ 3 ประเภท ดังต่อไปนี้

               ประเภทที่ 1 ละครรหัสธรรม (mystery play)  หรือละครของสมาคมวิชาชีพ โดยคำว่า “mystery” มีที่มาจากคำว่า “mysterium” ในภาษาละตินที่ใช้ในยุคกลาง มีความหมายว่า “การค้า” “งานช่าง” และ “สมาคมวิชาชีพ” เช่นเดียวกับคำว่า “Mystère” ในภาษาฝรั่งเศสยุคกลางที่มีความหมายเหมือนกันว่า “การค้า” และ “งานช่าง” ดังนั้น หากวิเคราะห์จากความหมายแล้ว คำว่า mystery play จึงใช้เป็นคำเรียกเพื่อบ่งบอกว่าละครสร้างขึ้นโดยสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ นับว่าเป็นละครยุคกลางที่มีความสำคัญและแพร่หลายไปทั่วยุโรปตะวันตก เนื้อหาของละครรหัสธรรมจะเป็นการหยิบยกเอาเรื่องราวหรือเหตุการณ์สำคัญในพระคัมภีร์มาถ่ายทอดเป็นหลัก

               ประเภทที่ 2 ละครปาฏิหาริย์ (miracle play) หรือ ละครมรณสักขี (martyr play) บ้างก็เรียกว่า ละครนักบุญ (saint play) โดยละครประเภทนี้มีความแตกต่างจากละครรหัสธรรม เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพวกนักบุญหรือมรณสักขีที่ยอมสละชีวิตของตน เพื่อยืนหยัดในความศรัทธาของตนต่อพระคริสต์ รวมถึงเรื่องที่แต่งขึ้นจากตำนานของชาวคริสต์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปาฏิหาริย์ที่มนุษย์ผู้มีศรัทธาสามารถบันดาลให้เกิดขึ้นได้ และมักแสดงในวันฉลองนักบุญ เพื่อยกย่องให้นักบุญหรือมรสักขีท่านนั้น ๆ เป็นนักบุญอุปถัมภ์ หรือนักบุญผู้พิทักษ์ของตน

               ประเภทที่ 3 ละครสอนศีลธรรม (morality play) ละครศาสนาที่มีลักษณะโดดเด่นและได้รับความนิยมทั่วยุโรป นำเสนอเรื่องราวของมนุษย์ทั่วไปในรูปแบบอุปมานิทัศน์ (Allegory) ซึ่งเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์บางประการ อาทิ อุปมาการเดินทางของมนุษย์ที่เป็นตัวละครในเรื่องเสมือนประหนึ่งการเดินทางจิตวิญญาณของชาวคริสต์ ซึ่งระหว่างทางต้องเผชิญสิ่งที่หลอกล่อหรือยั่วยุให้ทำผิด เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมและให้บทเรียนสอนใจแก่คนดู ทั้งยังมีการตั้งชื่อตัวละครอย่างกว้าง ๆ และเป็นนามธรรมที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญ ตัวอย่างเช่น ในบทละครอังกฤษละครสอนศีลธรรม เรื่อง สามัญชน (Everyman) ตัวละครเอกของเรื่องมีชื่อว่า “สามัญชน” ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง เพื่ออุปมาให้ตัวละครหลักเป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกคนบนโลก ขณะที่ตัวละครรองอื่น ๆ ที่ปรากฏในเรื่องมักใช้ชื่อที่มีความหมายเป็นนามธรรม เช่น ตัวละครที่ชื่อ “ความตาย” (Death) ที่มีความหมายแปลตรงตามศัพท์ก็มีความหมายที่เชื่อมโยงกับความตายในโลกความเป็นจริง ทว่าในบทละคร “ความตาย” ถูกแปลงให้เป็นตัวละครที่จับต้องได้

 

ภาพที่ 4: ภาพวาดตัวละครจากบทละครเรื่อง “Everyman”

แหล่งที่มา: https://fordhammedievaldramatists.wordpress.com/everyman-corinne/

 

               แม้ว่าในสมัยยุคกลางของยุโรปมีปรากฎรูปแบบละครหลากหลายประเภทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มละครศาสนาประเภทต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อสังคมยุโรปอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่นเดียวกับโลกแห่งละครในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาไปมากกว่าการแสดงบนเวทีอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นกระจกสะท้อนสังคมและเป็นช่องทางในการสื่อสารสาระจากผู้สร้างสรรค์งาน เหล่าคนทำงานอยู่ในวงการละครต่างคิดค้นหารูปแบบและวิธีการนำเสนอใหม่ในการสร้างสรรค์งานละคร

               ดังนั้นละครประจำเทศกาลสำคัญของศาสนาคริสต์อย่างละครคริสต์มาส หรือละครคุณธรรมที่อาจเคยผ่านตาบนอินเทอร์เน็ตก็มีลักษณะแฝงการสั่งสอนศีลธรรมไม่ต่างจากละครสอนศีลธรรมในสมัยยุคกลาง เพียงแค่เปลี่ยนพื้นที่ในการเล่าไปสู่รูปแบบออนไลน์เท่านั้น โดยไม่ละทิ้งสาระสำคัญหรือแก่นของอุดมการณ์บางประการที่ผู้สร้างหรือผู้เล่าต้องการบอกแก่สังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด การสร้างสรรค์งานละครยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบอกเล่าบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

กุลวดี มกราภิรมย์. (2552). การละครตะวันตกสมัยคลาสสิก – สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา. สำนักพิมพ์แห่ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ