เดิมที พวงหรีด (คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Wreath ที่ออกเสียงว่า “หรีด”) เป็นธรรมเนียมที่มีต้นกำเนิดจากตะวันตกตั้งแต่ยุคสมัยกรีกที่มีการนำใบของต้นมะกอกป่า ซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นอยู่บริเวณเมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ มาทำเป็นมงกุฎช่อมะกอก (Olive wreath) หรือชื่อดั้งเดิมเรียกว่า โคติโนส (Kotinos) เพื่อมอบให้เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ ความสำเร็จและชัยชนะ และเป็นรางวัลให้กับผู้ชนะการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โดยธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 776 B.C. (776 ปีก่อนคริสตศักราช) หรือเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว อันเป็นปีเริ่มแรกของกีฬาโอลิมปิก

ภาพที่ 1 : Kotinos (โคติโนส) พวงหรีดที่ทำจากต้นมะกอกป่า สำหรับผู้ชนะการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
แหล่งที่มาของภาพ : Kotinos, a wreath made of olive leaves, was awarded to the winner of the Olympic Games. Credit: Wikimedia Commons. The Ancient Greek Origins of Wreaths, Greek Reporter.
Available from: https://greekreporter.com/2023/08/12/wreaths-ancient-greek-origins
ในยุคสมัยโรมัน มงกุฎใบมะกอกเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสันติสุขและความหวัง ได้ถูกนำมาใช้ในงานศพ เพื่อแสดงถึงความเคารพ การให้เกียรติและไว้อาลัย ต่อมาจึงนิยมแพร่หลายในสังคมตะวันตก และภายหลังมีการนำดอกไม้อื่นๆ มาตกแต่งทำเป็นพวงรูปวงกลมเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ เดิมทีมักทำเป็นพวงหรีดแห้ง ตกแต่งด้วยรูปดอกไม้ใบไม้กระดาษและประดับด้วยริบบิ้น ก่อนพัฒนาเป็นพวงหรีดดอกไม้สดในเวลาต่อมา
ในประเทศไทยมีการสันนิษฐานว่าธรรมเนียม “การส่งพวงหรีด” เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 - 5 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกหลายด้าน เช่น การแต่งกาย เครื่องแบบ การจัดพิธีแบบหลวง รวมถึงการนำพวงหรีดมาใช้แทนเครื่องสักการะศพแทนการใช้พุ่มดอกไม้ทอง พุ่มดอกไม้เงิน โดยเฉพาะหมู่ชนชั้นสูงที่เป็นคนกลุ่มแรกที่นิยมใช้พวงหรีด อย่างไรก็ตาม งานพระศพที่มักจัดเป็นระยะเวลายาวนานจึงไม่นิยมใช้พวงหรีดดอกไม้สด หากแต่นิยมใช้ดอกไม้ประดิษฐ์เป็นหลัก เพื่อความสวยงามคงทนนาน อีกทั้งในอดีตดอกไม้สดเป็นสิ่งที่หาได้ยากมีราคาสูง
หลักฐานภาพพวงหรีดที่เก่าที่สุดในประเทศไทยเป็นภาพพวงหรีดในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2453 โดยพวงหรีดทำจากดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีเย็บแบบเป็นอักษรพระนามาภิไธยย่อ “จปร” รวมถึงพวงหรีดแบบแห้ง ซึ่งนับเป็นหลักฐานแสดงการใช้พวงหรีดในงานศพที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการบันทึกไว้

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) ภาพพวงหรีดในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
(ขวา) พวงหรีดงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 บริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
แหล่งที่มาของภาพ : https://www.silpa-mag.com/history/article_45460
ระยะแรกวัฒนธรรมการส่งพวงหรีดในงานศพเป็นที่นิยมเฉพาะในหมู่ข้าราชการและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น จากนั้นจึงแพร่หลายไปสู่ประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในงานศพของสามัญชนมักประกอบพิธีกรรมเป็นระยะเวลาสั้นระหว่าง 3- 7 วัน ประกอบกับในสมัยหลังการเพาะปลูกไม้ดอกเชิงพาณิชย์เริ่มเติบโต ดอกไม้สดหาได้ง่ายและมีราคาถูกลง ทำให้เกิดความนิยมนำดอกไม้สดที่มีสีสันสวยงามให้ความรู้สึกสดชื่นมาใช้ทำพวงหรีด และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวงหรีดได้พัฒนารูปแบบเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น วัสดุที่นำมาใช้ทำพวงหรีด การรักษาสภาพให้ดอกไม้คงความสดไว้ได้ยาวนานขึ้นด้วยการใช้ฐานโอเอซิสที่ช่วยกักเก็บน้ำ หรือการใช้สารช่วยยืดอายุ เป็นต้น
ช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา กระแสความคิดเกี่ยวกับลดวัสดุสิ้นเปลืองและการใส่ใจในสิ่งแวดล้อมเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น ทำให้พวงหรีดดอกไม้สดกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเรื่องความคุ้มค่าและการใช้ประโยชน์ซ้ำ ส่งผลให้เกิดแนวคิดการออกแบบพวงหรีดจากวัสดุเหลือใช้ หรือวัสดุที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของพวงพรีดให้กลายเป็นสิ่งอื่นที่ยังคงคุณค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้หลังเสร็จสิ้นงานศพ เช่น พวงหรีดผ้าดิบเพื่อนำไปใช้เป็นผ้าห่อศพ พวงหรีดผ้าห่ม พวงหรีดต้นไม้ พวงหรีดพัดลม พวงหรีดจักรยาน พวงหรีดเครื่องเขียน พวงหรีดอุปกรณ์กีฬาฯ เป็นต้น

ภาพที่ 3 พวงหรีดที่ทำจากผ้าดิบ
ยิ่งไปกว่านั้น จากแนวคิดรักษ์โลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันได้พัฒนาต่อยอดรูปแบบพวงหรีดไปอีกขั้น ดังเช่น พวงหรีดจอดิจิทัล (Digital Wreath) ฉายภาพตัวอักษรแสดงข้อความปรากฏชื่อผู้ส่งและคำไว้อาลัยเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บนหน้าจอทีวีดิจิทัล รวมถึงแนวคิดการนำพวงหรีดกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ โดยร้านพวงหรีดบางร้านได้สร้างข้อเสนอ “รับกลับคืน” พร้อมเงื่อนไขการสร้างบุญกุศลต่อ โดยร้านจะหักรายได้ส่วนหนึ่ง (10-40% ของราคาพวงหรีด) บริจาคให้กับองค์กรการกุศลหรือมูลนิธิต่าง ๆ ตลอดจนการยกระดับรูปแบบพวงหรีดเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น อาทิ พวงหรีดเครื่องฟอกอากาศ พวงหรีดกระเป๋าเดินทาง พวงหรีดตู้ยา พวงหรีดไข่ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่สะท้อนถึงความพยายามในการเพิ่มคุณค่าของพวงหรีดให้ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการเป็นตัวแทนแห่งการไว้อาลัยเพียงชั่วคราว
จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่สูญเสียคุณแม่ในวัย 98 ปี และจัดงานสวดพระอภิธรรมเมื่อกลางปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2568) ในวันแรกของการจัดงานมีพวงหรีดจำนวนมากทยอยมาส่งที่ศาลาสวดพระอภิธรรม แน่นอนว่าทุกครั้งที่ผู้เขียนและครอบครัวได้รับพวงหรีดก็รู้สึกขอบคุณ ซาบซึ้งและอบอุ่นใจที่เห็นว่ามีผู้คนมากมายแสดงความอาลัยต่อการจากไปของคุณแม่ พวงหรีดเหล่านั้นเป็นเสมือนตัวแทนของความระลึกถึงกัน แม้ไม่สามารถมาร่วมงานด้วยตนเองได้
จนกระทั่งวันฌาปนกิจ เจ้าหน้าที่ของวัดใช้รถสามล้อคันใหญ่มาขนพวงหรีดจำนวนมหาศาลทั้งหมดนำไปโยนกองพะเนินรวมกันบนรถ ทั้งที่พวงหรีดหลายพวงเพิ่งส่งมาถึงดอกไม้ยังสวยสดอยู่ และมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ถึง 5,000 บาท รวมถึงพวงหรีดต้นไม้ก็ถูกนำไปกำจัดเช่นกัน ทั้งหมดถูกนำไปโยนทิ้งไว้ด้านหลังวัด ระหว่างที่ผู้เขียนมองดูพวงหรีดเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเสียดายที่ยากจะบรรยายก็สังเกตเห็นมีพวงหรีดที่ทำจากกระดาษแข็งชนิดรีไซเคิลพิมพ์ลายดอกไม้สวยงามอยู่หลายพวงที่ทำให้รู้สึก “เสียดาย” น้อยที่สุด เพราะพวงหรีดทำจากวัสดุย่อยสลายได้ง่าย ราคาย่อมเยา เช่นเดียวกับพวงหรีดที่ร้านยินดีมารับคืนไม่ต้องกำจัดทิ้งไป

ภาพที่ 4 บางส่วนของพวงหรีดดอกไม้สดในงานคุณแม่
ด้วยความสงสัยเรื่องการจัดการขยะพวงหรีด ผู้เขียนจึงสอบถามข้อมูลจากสัปเหร่อ ผู้ทำอาชีพนี้มานานเกือบ 40 ปี ได้ความว่า วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจึงมีผู้นิยมมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ ดังเห็นได้จากจำนวนศาลาสวดศพที่มีมากถึง 44 ศาลา ภายหลังพิธีฌาปนกิจ พวงหรีดจำนวนมหาศาลไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อแต่อย่างใด รวมถึงพวงหรีดต้นไม้ที่สามารถนำไปประดับตกแต่งภายในอาณาบริเวณวัด ทว่าจำนวนต้นไม้มีมากเกินความจำเป็นกลับกลายเป็นภาระของวัด ทั้งนี้สัปเหร่อยังได้กล่าวอีกว่า พวงหรีดที่มีประโยชน์และนำไปใช้งานต่อได้ เช่น พวงหรีดพัดลม จักรยาน อาหารแห้ง หนังสือเครื่องเขียน เครื่องกีฬาและผ้าห่ม เป็นต้น ส่วนพวงหรีดที่อยู่นอกเหนือจากที่กล่าวจำเป็นต้องทิ้งทั้งหมด ทั้งนี้ พวงหรีดพัดลมที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็นของวัดก็มักแนะนำให้เจ้าภาพนำไปบริจาคให้สถานที่อื่นๆ ที่ขาดแคลน

ภาพที่ 5 บางส่วนของพวงหรีดหมุนเวียน “รับกลับคืน” และพวงหรีดที่ทำจากกระดาษแข็งวัสดุรีไซเคิล
นอกจากนี้สัปเหร่อยังเล่าต่ออีกว่า วัดแห่งนี้มีการสวดพระอภิธรรมเฉลี่ยคืนละ 20 ศาลา มีการฌาปนกิจเฉลี่ยวันละ 2 – 5 ราย ผู้เขียนจึงลองคำนวณแบบสมมุติว่า ในหนึ่งวันมีงานฌาปนกิจ 5 งาน แต่ละงานได้รับพวงหรีดเป็นจำนวน 100 พวง ราคาเฉลี่ยพวงละ 2,000 บาท เท่ากับ 1,000,000 บาท นับเป็นขยะที่มีมูลค่าสูงมากที่เกิดขึ้นภายในวันเดียว!
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่ามหาศาลของพวงหรีดที่ต้องกลายเป็นขยะในแต่ละวันเฉพาะวัดแห่งเดียวเท่านั้น ยิ่งน่าตกใจหากคำนึงถึงตัวเลขจำนวนวัดในกรุงเทพมหานครที่มีมากกว่า 400 แห่ง รวมถึงวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทยที่มีจำนวนกว่า 40,000 แห่ง แม้ว่าอาจจะมีจำนวนงานฌาปนกิจน้อยกว่า และอาจได้รับจำนวนพวงหรีดไม่มากเท่าวัดที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็สามารถคาดคะเนได้ว่าในแต่ละวันคงมีพวงหรีดที่ถูกทิ้งเป็นจำนวนไม่น้อยและมีมูลค่ารวมอักโขทีเดียว
นอกจากนี้ผู้เขียนเพิ่งทราบว่ามีกฎระเบียบเรื่องการให้พวงหรีดในช่วง 180 วันก่อนมีการเลือกตั้งทั่วไปว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองต้องให้พวงหรีดเป็นดอกไม้สดเท่านั้นไม่สามารถให้พวงหรีดพัดลม ผ้าห่ม หรือพวงหรีดที่ผลิตขึ้นจากสิ่งของที่มีมูลค่าจะถือว่าทำผิดตามข้อกำหนดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
แม้ว่าสุดท้ายแล้วพวงหรีดนับร้อยนับพันจะกลายสภาพไปรวมอยู่ที่กองขยะ แต่กระนั้น ธรรมเนียมการส่งมอบพวงหรีดให้แด่ผู้วายชมน์ก่อนการเดินทางครั้งสุดท้ายในงานฌาปนกิจเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางจิตใจที่หามูลค่ามาเปรียบเทียบมิได้ เพราะพวงหรีดเป็นเครื่องหมายที่มีมิติทางอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งแสดงมารยาทอันงดงามในการส่งสารแสดงความอาลัยปลอบใจครอบครัวผู้วายชนม์ ตัวแทนคำกล่าว “ขอแสดงความเสียใจ” ตัวแทนสื่อถึงความมีเกียรติ ตัวแทนความขอบคุณและความซาบซึ้งใจ รวมถึงความสดชื่นที่สะท้อน “ความอจีรัง”
จากมงกุฎช่อมะกอกในโลกยุคโบราณเดินทางข้ามกาลเวลาและวัฒนธรรมเข้ามาสู่สังคมไทย แพร่หลายจากกลุ่มชนชั้นสูงสู่สามัญชน และจากดอกไม้สดสู่ดอกไม้แห้ง จนกระทั่งเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบพวงหรีดรักษ์โลกอย่างในปัจจุบัน ธรรมเนียมการส่งพวงหรีดแทนถ้อยคำแห่งความอาลัยที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยไปอีกยาวนาน อย่างไรก็ตาม การสร้างความตระหนักคิด หรือคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากธรรมเนียมปฏิบัตินี้เพื่อลดขยะให้น้อยลง หรือเพิ่มประโยชน์การใช้ซ้ำต่อได้ให้กับพวงหรีด เพียงเท่านี้พวงหรีดก็เป็นมากกว่าสัญลักษณ์แห่งการจากลา เกื้อกูลต่อมนุษย์และโลกให้ยั่งยืนได้มากขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Thai PBS. (29 ก.ย. 2565). "พวงหรีด" มาจากไหน? ทำไมกลายเป็นของมีมูลค่า. สืบค้นจาก
https://www.thaipbs.or.th/news/content/319971
กองบรรณาธิการ. (19 เม.ย. 2568) การรับ-ปรับวัฒนธรรม “พวงหรีด” จากตะวันตกสู่ไทย แพร่หลายเข้าสู่สยามเมื่อใด? สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_45460
Giovanni Prete. (August 12, 2023). The Ancient Greek Origins of Wreaths. สืบค้นจาก https://greekreporter.com/2023/08/12/wreaths-ancient-greek-origins/
Brandie Sancho. (November 6, 2024). The Use of Flowers and Greenery in Roman Funerary Rites. สืบค้นจาก https://roman.mythologyworldwide.com/the-use-of-flowers-and-greenery-in-roman-funerary-rites/