นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าการทำภาพโมเสกเริ่มขึ้นประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาลในบริเวณเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) และมาซิโดเนีย (Macedonia) เริ่มจากการนำวัสดุธรรมชาติ เช่น กรวดและหินต่างสีกันมาทำเป็นลูกบาศก์เล็กๆ นำมาเรียงกันเป็นลวดลายบนพื้น ต่อมางานโมเสกจึงขยับขยายจากพื้นขึ้นมาสู่ผนัง เสา และเพดาน โมเสกเก่าแก่ที่หลงเหลือเป็นผืนใหญ่มักเป็นภาพบนพื้น ดังเห็นได้จากผนังโมเสกจากเมืองปอมเปอี ภาพที่มีชื่อเสียงเป็นภาพอเล็กซานเดอร์มหาราชในสงครามกับเปอร์เซีย เมื่อราวศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสกาล จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีเมืองเนเปิลส์ ซึ่งมีภาพเขียนเฟรสโกและโมเสกที่เลาะออกมาจากคฤหาสน์ในเมืองปอมเปอีค่อนข้างเยอะ
หากอยากรู้ว่าโมเสกเพดานในกรุงโรม และโมเสกที่เก่าแก่ที่สุดในโรมอยู่ที่ไหน เมื่อถาม AI ก็ได้คำตอบว่า โบสถ์ซานตาปูเดนเซียนา (Church of Santa Pudenziana) ระบุว่ามีอายุราวปลายศตวรรษที่ 4 ถึงต้นศตวรรษที่ 5 (ซึ่งบางข้อมูลมีระบุเจาะจงว่าราวปี ค.ศ.410) ซึ่งคำตอบนี้สะท้อนว่ายุคที่โมเสกเพดานเฟื่องฟูนั้น เกิดขึ้นหลังจากโรมยอมรับนับถือศาสนาคริสต์พร้อมกับสร้างโบสถ์ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วโรมมีโมเสกเพดานมาก่อนหน้าแล้ว โดยพบอยู่ในวัง ทั้งยังมีบันทึกเก่าแก่กล่าวถึงการตกแต่งเพดานด้วยโมเสกอย่างงดงามของโดมุสออเรีย (Domus Aurea) หรือบ้านแห่งทองคำของจักรพรรดิเนโร (Nero) ซึ่งสร้างราวปี ค.ศ.64 แต่ปัจจุบันคงเหลือชิ้นส่วนโมเสกเพดานอยู่เพียงเล็กน้อย
หลังจากนั้นก็มีโมเสกเพดานของสุสานคอนสแตนตินา (Mausoleum of Constantina) ซึ่งเป็นงานโมเสกผืนใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในสุสานโรมันที่หลงเหลืออยู่ในโรม แม้ข้อมูลบางแห่งจะเหมารวมโมเสกของโบสถ์เป็นสมัยคริสเตียน ที่แห่งนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เนื่องจากตั้งอยู่แถบชานเมือง ช่วงเวลาที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมมีนักท่องเที่ยวเพียง 3-4 คนเท่านั้น
ออกจากประตูเปีย (Porta Pia) ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโรม บนถนนโนเมนตานา (Via Nomentana) มีพื้นที่สุสานโรมันขนาดใหญ่แบบดั้งเดิมที่สร้างบนดิน อายุราวศตวรรษที่ 2 เมื่อเวลาผ่านไป ชาวคริสเตียนที่เสียชีวิตก็ถูกฝังไว้ที่นี่เช่นกันแต่เป็นสุสานใต้ดิน บริเวณนี้มีกลุ่มอาคารที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกัน สุสานคอนสแตนติน่า บางครั้งเรียกว่า สุสานซานตาคอสตันซา (Mausoleum of Santa Costanza) เป็นหนึ่งในอาคารตัวอย่างทางสถาปัตยกรรมและงานศิลปะโรมันยุคปลายที่โดดเด่น ทั้งยังเป็นปริศนาสำหรับนักประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ดี ประวัติและพัฒนาการของอาคารหลังนี้เป็นปริศนาที่นักวิชาการยังคงถกเถียงกัน เนื่องจากมีหลักฐานค่อนข้างน้อย และส่วนหนึ่งมีการแต่งเติมเสริมเรื่องของนักบวชในยุคกลาง ผู้เขียนจึงเลือกเส้นเรื่องที่ชวนงุนงงน้อยที่สุด และเป็นข้อเสนอที่ใหม่ที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง (โปรดอย่าได้เชื่อไปเสียทั้งหมด)
ย้อนไปเมื่อประมาณปี ค.ศ.304 (ตามเรื่องที่เล่าต่อกันมา) นักบุญอักเนส (Saint Agnes) เป็นเด็กสาวอายุ 13 ปีที่ถูกข่มเหงและประหารชีวิตในสมัยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน (Diocletian ผู้ครองราชย์ ปี ค.ศ.284-305 ในรัชสมัยนี้มีการปราบปรามคริสต์ศาสนิกชน หรือเรียกว่าเหตุการณ์เบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในสมัยไดโอคลีเชียน (Diocletianic Persecution) ในปี ค.ศ.303–312 เป็นครั้งใหญ่ที่สุดและครั้งสุดท้ายของการเบียดเบียน เริ่มต้นในสมัยไดโอคลีเชียน และสานต่อโดยทายาทอีก 4 จักรพรรดิ (Tetrarchy หรือ rule of four))
นักบุญอักเนสได้รับการยกย่องเป็นนักบุญแห่งหญิงพรหมจารีย์ (ปัจจุบันเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของวันเยาวชนโลกด้วย) เธอถูกประหารในบริเวณสนามกีฬาของโดมิเชียน (Stadium of Domitian ปัจจุบันคือจัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona)) ต่อมาในศตวรรษที่ 17 มีการสร้างโบสถ์ซานต์อักเนส อิน อาโกเน (Church of Sant ‘Agnese in Agone) ขึ้นบนพื้นที่นั้น ส่วนศพถูกนำไปฝังที่สุสานใต้ดินของชาวคริสต์ริมถนนโนเมนตานานอกกำแพงเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากนั้นไม่นานผู้คนก็สร้างศาลขึ้นเพื่อบูชาเธอ ต่อมาในต้นศตวรรษที่ 7 พระสันตะปาปาโฮโนริอุสที่ 1 (Honorius I ดำรงตำแหน่งปี ค.ศ.625-638) ได้สร้างโบสถ์ขึ้นปัจจุบันเรียกว่า โบสถ์นักบุญอักเนส นอกกำแพง (Church of Saint Agnes Outside the Walls) เหนือสุสานของเธอ
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการพลีชีพของนักบุญอักเนส เจ้าหญิงคอนสแตนติน่าบุตรสาวคนโตจักรพรรดิ คอนสแตนตินที่ 1 (Constantine the Great ครองราชย์ปี ค.ศ.306-337) ได้ถือกำเนิดขึ้น เธออาจเกิดในปีใดปีหนึ่งระหว่างปี ค.ศ.307-317 (เนื่องจากชาวโรมันไม่ให้ความสำคัญกับการบันทึกประวัติราชวงศ์ฝ่ายหญิง) เล่ากันว่าตอนเด็กเธอล้มป่วยและอธิษฐานกับนักบุญอักเนส ซึ่งช่วยให้เธอหายกลับมาเป็นปกติ

ภาพที่ 1 ซากอาคารสุสานขนาดใหญ่ที่สร้างโดยจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1
ราวทศวรรษที่ 320-330 (ไม่ทราบเวลาชัดเจน) จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 สร้างอาคารขนาดใหญ่ยาวรูปเกือกม้า เหนือบริเวณพื้นที่สุสานโรมันเก่าใกล้กับศาลของนักบุญอักเนส โดยตั้งใจให้เป็นมหาสุสานฝังศพของราชวงศ์ ขุนนางข้าราชบริพาร รวมถึงสามัญชน เพื่อเป็นสิ่งที่ระลึกถึงรัชสมัยของพระองค์ และเชื่อว่าทรงสร้างขึ้นตามคำขอของคอนสแตนติน่าที่มีความศรัทธาในนักบุญอักเนส ซึ่งชาวคริสต์นิยมฝังศพใกล้กับนักบุญที่ตนเคารพนับถือ อาคารแห่งนี้เดิมเคยเชื่อกันว่าเป็นโบสถ์ แต่ปัจจุบันค่อนข้างเห็นตรงกันว่าเป็นอาคารสุสาน (Funerary Basilica) เนื่องจากพบอาคารลักษณะเช่นเดียวกันนี้ถึง 6 แห่งในโรมและส่วนใหญ่เป็นสุสาน ในยุคกลางมีสิ่งก่อสร้างคล้ายกันเป็นมหาสุสานคัมโปซานโตในปิซ่าที่มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีอาคารขนาดเล็กเพิ่มขึ้นตามผนัง ซึ่งมักเป็นห้องพิธีกรรม หรือสุสานพิเศษของบุคคลสำคัญ ขณะที่สุสานคอนสแตนติน่าที่อาคารขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นตามผนังด้านใต้ของอาคาร
หลังจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 สิ้นพระชนม์ แผ่นดินโรมันตะวันตกและตะวันออกถูกแบ่งการปกครองโดยบุตรชาย 3 คนของพระองค์ ซึ่งไม่ค่อยปรองดองกันนัก พี่ชายคนโตตายขณะไปทำสงครามในปี ค.ศ.340 น้องชายคนเล็กถูกแม่ทัพรัฐประหารไปในปี ค.ศ.350 บัลลังก์ตกทอดเป็นของคอนสแตนติอุสที่ 2 (Constantius II ครองราชย์ ปี ค.ศ.337-361) จักรวรรดิกลับมาอยู่ใต้ปกครองโดยจักรพรรดิเพียงผู้เดียว (solo emperor) อีกครั้ง
จักรพรรดิคอนสแตนติอุสที่ 2 เดิมได้ส่วนแบ่งให้ปกครองแผ่นดินทางตะวันออก ก็เริ่มขยายอำนาจมาครอบครองทางตะวันตก ทรงประทับที่เมืองเมดิโอลานุม (Mediolanum คือมิลานในปัจจุบัน) แล้วให้คอนสแตนติอุส กัลลุส (Constantius Gallus) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องไปปกครองดูแลจักรวรรดิทางตะวันออกแทนในปี ค.ศ.351 และสั่งให้พี่สาวคือคอนสแตนติน่าแต่งงานไปอยู่ด้วย ต่อมาในปี ค.ศ.354 มีข่าวว่า กัลลุสปกครองด้วยความโหดร้าย จักรพรรดิจึงเรียกตัวให้มาเข้าเฝ้า แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างมีเพียงคอนสแตนติน่าเดินทางมาคนเดียว และป่วยไข้เสียชีวิตระหว่างทาง ศพของเธอถูกนำกลับไปที่โรม และจักรพรรดิสร้างสุสานให้ (กัลลุสถูกประหารในท้ายที่สุด)

ภาพที่ 2 ลักษณะสถาปัตยกรรมของสุสานคอนสแตนติน่า (ด้านหน้า)
สุสานเริ่มสร้างในปี ค.ศ.354 แล้วเสร็จในปี ค.ศ.357 เมื่อจักรพรรดิเสด็จมากรุงโรมเพื่อฉลอง 20 ปีแห่งการครองราย์และทำพิธีเปิดอาคารต่างๆ ปัจจุบันสุสานคอนสแตนติน่านับเป็นหนึ่งในอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดจากยุคโรมันโบราณตอนปลายที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงโรม และยังเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งที่งดงาม โดยเฉพาะโมเสกเพดานที่ไม่ใช่ภาพทางศาสนา ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญที่หาได้ยากยิ่ง
สุสานคอนสแตนติน่าที่สร้างติดกับผนังอาคารมหาสุสาน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 22.5 เมตร สร้างด้วยวัสดุและรูปแบบการก่อสร้างที่แตกต่างจากมหาสุสานอย่างชัดเจน และเป็นเครื่องยืนยันว่าสร้างคนละช่วงเวลา อาคารรูปทรงกลมมีแผนผังดูคล้ายโดนัท วงกลมวงในตรงกลางคลุมด้วยหลังคาโดมยกสูง โดย หลังคานี้วางอยู่บนกำแพงทรงกระบอกที่ค้ำยันด้วยคานโค้งที่ตั้งอยู่บนเสาคู่ 12 คู่ ทำให้รู้สึกว่าพื้นที่วงกลมวงในถูกแบ่งแยกออกเป็นพื้นที่เฉพาะ ส่วนวงกลมวงนอกคลุมด้วยหลังคาในระดับที่เตี้ยกว่าและสว่างน้อยกว่าให้ความรู้สึกเหมือนทางเดินสำหรับ ”คนนอก” ที่ล้อมรอบวงกลมวงในสุดที่สว่างราวกับเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง เมื่อแหงนหน้ามองไปที่เพดานโค้งของทางเดินจะเห็นโมเสกเป็นลวดลายเต็มพื้นที่ สลับลายกันระหว่างช่วงเสาทั้ง 12 คู่ ซึ่งมีลวดลายซ้ำกันเป็นคู่อยู่ตรงข้ามกัน ยกเว้นลวดลายตรงประตูทางเข้า เพราะเพดานด้านตรงข้ามถูกเจาะทะลุขึ้นไปเพื่อทำช่องให้แสงตกลงมาเหนือแท่นที่คาดว่าเป็นที่ตั้งวางโลงศพของคอนสแตนติน่า (ปัจจุบันมีโลงจำลองตั้งไว้แทน ส่วนโลงศพของจริงจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วาติกัน)

ภาพที่ 3 ภายในสุสานคอนสแตนติน่า มุมมองจากประตูทางเข้า
นักประวัติศาสตร์ศิลปะสรุปว่า ในยุคสมัยนั้นเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านจากการบูชาเทพเจ้าของชาวโรมันมาเป็นศาสนาคริสต์ การเลือกลวดลายที่ใช้ตกแต่งสุสานจะเป็นลวดลายแบบโรมันที่แสดงถึงฤดูกาล ความอุดมสมบูรณ์ และความสุข

ภาพที่ 4 ลวดลายใน 3 ช่องแรกบริเวณประตูทางเข้าเป็นรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ
บริเวณช่องประตูทางเข้าช่องตรงกลางมีโมเสกรูปกากบาทและรูปแปดเหลี่ยมที่มีกลีบดอกไม้ข้างใน ขนาบสองข้างด้วยโมเสกรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน 4 อันที่มีมุมหนึ่งร่วมกัน ผู้เขียนมองว่าคล้ายกลีบดอกไม้ หรือบางคนอาจมองเห็นเป็นรูปดาวสี่แฉกข้างใน ลายรูปดาวในช่องฝั่งขวามีขนาดใหญ่กว่าจึงมีการเติมลายปลาโลมาอีก 4 ตัวเพิ่มเข้าไปตรงกลาง
ถัดมาเป็นลายคู่ที่ 2 เป็นโมเสกเถาวัลย์พันกันเป็นเกลียวขดรูปวงกลม ข้างในวงกลมมีรูปคนและพุตตี (putti เด็กเปลือย) ทำท่าทางต่างๆ ในกรอบลายวงกลมสลับกับช่องแปดเหลี่ยมที่มีรูปนกหลากหลายพันธุ์จนไม่มีพื้นที่ว่าง ขณะที่ลายคู่ที่ 3 โมเสกเป็นลายเถาองุ่นเลื้อยพันกันไม่เป็นระเบียบ มีพุตตีเกาะอยู่ มีรูปวัวลากเกวียนที่มีองุ่นอยู่เต็มไปยังศาลาที่มีชายกำยำ 3 คนกำลังใช้เท้าย่ำองุ่นในถังเพื่อทำไวน์ และตรงกลางภาพมีรูปครึ่งตัวเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง

ภาพที่ 5 (ซ้าย) โมเสกรูปพุตตีและนก (ขวา) โมเสกลายเถาองุ่นและการย่ำองุ่น
ลายคู่ที่ 4 เป็นลายวงกลมเรียงต่อกัน ข้างในวงกลมมีลวดลายที่หลากหลาย ทั้งพุตตี ดอกไม้ สตรีในชุดแบบโรมัน บุรุษเปลือยกาย และรูปศีรษะคนที่มีปกเสื้อคล้ายกลีบเลี้ยงดอกไม้ และลายคู่สุดท้ายอยู่ในตำแหน่งที่บรรจบกันตรงบริเวณจุดที่ตั้งวางโลงศพ ซึ่งอยู่ตรงข้ามประตูทางเข้า มีลวดลายเป็นรูปใบไม้ ผลไม้ นก และภาชนะต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่ว (ดูคล้ายกระดาษห่อของขวัญที่ผู้เขียนเคยเห็นสมัยเป็นเด็ก) อาจเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ความสุข และโชคลาภที่นิยมกันในสมัยหลัง

ภาพที่ 6 (ซ้าย) โมเสกรูปสตรีในชุดแบบโรมัน บุรุษเปลือยกาย และรูปศีรษะคน
(ขวา) โมเสกลายใบไม้ ผลไม้ นก และภาชนะ
ต่อมาราวศตวรรษที่ 5 - 7 มีการสันนิษฐานว่าสุสานถูกใช้เป็นโบสถ์ มีหลักฐานปรากฎเป็นโมเสกภาพพระเยซูคริสต์ 2 รูป ซึ่งแม้ว่าได้รับผลกระทบจากการบูรณะ แต่มีลักษณะของโมเสกในยุคแรก ซึ่งมักมีการผสมผสานภาพพระเยซูเข้ากับจักรพรรดิโรมันที่เป็นตัวอย่างของศิลปะคริสเตียน โดยภาพแรกเป็นภาพพระเยซูผมสีทองใบหน้าเกลี้ยงเกลา มีนักบุญปีเตอร์และนักบุญพอลอยู่สองข้าง พระเยซูมอบม้วนหนังสือให้แก่นักบุญปีเตอร์ มีตัวอักษรเขียนว่า "DOMINUS PACEM DAT" หรือ "พระเจ้าประทานสันติสุข" ส่วนมือขวายกขึ้นในท่าประทานพร ทรงแต่งกายหรูหราสีทองแบบจักรพรรดิ ขณะที่ภาพที่สองพระเยซูมีหนวดเครา แต่งกายเรียบง่ายกว่าเล็กน้อย ประทับบนทรงกลมซึ่งตีความกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของโลกและจักรวาล พระเยซูกำลังมอบกุญแจให้นักบุญปีเตอร์ เป็นกุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการดูแลศาสนจักร ทั้งสองภาพอยู่กรอบช่อไม้ผลไม้ดอกที่มีสีสันสวยงามมาก

ภาพที่ 7 (ซ้าย) พระเยซูผมสีทอง ขนาบข้างด้วยนักบุญปีเตอร์และนักบุญพอล
(ขวา) พระเยซูมีหนวดเครา กำลังมอบกุญแจให้นักบุญปีเตอร์
นอกจากนี้ ภายในสุสานมีโลงศพจำลอง 2 โลง ทำจากหินพอร์ไฟรี (porphyry stone) ซึ่งหินพอร์ไฟรีสีม่วงเป็นสีของราชวงศ์โรมัน แม้นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าโลงใบไหนเป็นโลงศพของคอนสแตนติน่า และเฮเลน่า น้องสาวผู้เสียชีวิตในปี ค.ศ.360 แต่โลงศพทั้งสองนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะการตกแต่งโลงศพที่นิยมในยุคโรมันที่มีทั้งลวดลายของเถาองุ่น พุตตี นก และใบอะแคนทัส ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับลวดลายโมเสกบนเพดานของสุสานคอนสแตนติน่า

ภาพที่ 8 โลงศพใบใหญ่ (ของจริง) สันนิษฐานว่าเป็นของคอนสแตนติน่าที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วาติกัน
ในปี ค.ศ.865 พระสันตะปาปานิโคลัสที่ 1 (Nicholas I ดำรงตำแหน่งปี ค.ศ.858-867) ประกอบพิธีมิสซาที่นี่และเป็นครั้งแรกที่มีการจดบันทึกชื่อ “ซานตา คอสตันซา” แต่การประกอบพิธีอุทิศถวายโบสถ์ซานตาคอนสแตนตินา (Church of Santa Constantina) เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1254 ในสมัยของพระสันตะปาปา อเล็กซานเดอร์ที่ 4 (Alexander IV ดำรงตำแหน่งปี ค.ศ.1254-1261) ซึ่งพิธีนี้มีความหมายคล้ายกับยกย่องให้เจ้าหญิงคอนสแตนติน่าเป็นนักบุญโดยปริยาย แม้ไม่เคยมีการประกาศชื่อเป็นนักบุญอย่างทางการโดยคริสตจักรแต่อย่างใด รวมถึงไม่ปรากฏชื่อเจ้าหญิงในทำเนียบนักบุญทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการด้วยเหตุว่าในประวัติศาสตร์โรมันไม่มีบันทึกชื่อเสียงในการบำเพ็ญบุญบารมีทางศาสนาเป็นพิเศษ มีแต่เรื่องเล่าอ้างว่าพระองค์มีบทบาทเบื้องหลังการปกครองของสวามีคล้ายกับราชวงศ์หญิงชาวโรมันมักกระทำ
ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใช้ทำพิธีทางศาสนาแล้ว ส่วนใหญ่มักใช้จัดงานต่างๆ อย่างงานแต่งงาน และนับเป็นความโชคดีที่คนทั่วไปสามารถเข้าชมโมเสกโรมันที่สวยงามโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปีค.ศ. 2025 สุสานโบสถ์นักบุญอักเนสที่อยู่ใกล้กันปิดซ่อม ผู้คนจึงใช้สุสานแห่งนี้เป็นโบสถ์ชั่วคราว
แหล่งที่มาของข้อมูล
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เรื่องราวของสุสานยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ข้อมูลใหม่ที่สุดเป็นบทความทางวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Late Antiquity ในปีค.ศ. 2025 ซึ่งมีการวิเคราะห์ในมิติของการเมืองในสมัยนั้น และให้ความสำคัญกับการนำลวดลายของโมเสกประดับเพดานมาใช้ในการพิจารณาด้วย
Gail Tatham and Andrew Paul Wood (2025). Constantius II and the Mausoleum of Santa Costanza in Rome. Journal of Late Antiquity, Volume 18, Number 2, Fall 2025, Johns Hopkins University Press. https://muse.jhu.edu/pub/1/article/969356
Åsa Ringbom (2003). Dolphins and mortar dating – Santa Costanza reconsidered
https://smarthistory.org/santa-costanza-rome/
https://www.thebyzantinelegacy.com/santa-costanza
https://www.througheternity.com/en/blog/art/santa-costanza-mosaics-rome.html#
https://en.wikipedia.org/wiki/Constantina
https://www.catholic.org/saints/stindex.php