หมายเหตุ ภาพปกบทความเป็นภาพบรรยากาศ คูหาเลือกตั้ง พ.ศ.2481 (จาก FB ภาพในอดีตหายาก โปรดแชรให้ลูกหลานดู)
ผลของคลื่นลมทางการเมืองที่โหมกระหน่ำสยามประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ช่วงแรกชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลจำนวนไม่น้อยยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำว่า “รัฐธรรมนูญ” บ้างก็เข้าใจว่า “รัฐธรรมนูญ” เป็นชื่อของบุตรชายพระยาพหลฯ บ้างก็เข้าใจว่าเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องกราบไหว้บูชา ถึงขนาดมีเรื่องเล่าขานว่าชาวบ้านบางกลุ่มเตรียมดอกไม้ธูปเทียนมารอรับ “ท่านรัฐธรรมนูญ” ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่
สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ของสังคมสยามในช่วงรอยต่อของยุคสมัยที่พยายามทำความเข้าใจกับระบอบการปกครองใหม่ในแบบฉบับของตนเอง ทว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้มิได้เพียงแค่พลิกโฉมโครงสร้างอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น หากนำมาสู่แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่ออำนาจเดิมที่เคยรวมศูนย์อยู่บนยอดพีระมิดถูกกระจายลงสู่สามัญชนเป็นครั้งแรกผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การเลือกตั้ง" แม้ว่าคณะราษฎรจะทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองได้สำเร็จ แต่ช่วงรอยต่อของการผลัดเปลี่ยนระบอบปกครอง รัฐบาลยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งจากภายใน และแนวคิดที่แตกต่างกันจากภายนอกจนนำไปสู่เหตุการณ์ "กบฏบวรเดช" ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476

ภาพที่ 1 คณะรัฐมนตรีช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484
แหล่งที่มาภาพจาก: https://lifestyle.campus-star.com/knowledge/41170.html
หลังบ้านเมืองสงบลง รัฐบาลจึงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 นับเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนสถานะของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้กลายเป็น “พลเมือง” ผู้มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ บรรยากาศในพระนครและหัวเมืองต่างจังหวัดเต็มไปด้วยความตื่นตัวระคนฉงนสนเท่ห์ ด้วยราษฎรส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินกับนวัตกรรมทางการเมืองแบบใหม่ อีกทั้งการจัดการเลือกตั้งในสยามยุคนั้นมิใช่เรื่องง่าย มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และการคมนาคมที่ยังไม่ทั่วถึง การเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ห่างไกลเปรียบเสมือนการผจญภัย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยต้องบุกป่าฝ่าดง ขี่ควาย ล่องเรือ หรือเดินเท้าข้ามวันข้ามคืนเพื่อนำหีบบัตรเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อไปให้ถึงมือราษฎร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของการปลูกฝัง “แนวทางประชาธิปไตย” แม้จะยังไม่มีประสบการณ์แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ภาพที่ 2 การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ 2 ของประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียง
เลือกตั้งผู้แทนราษฎรในเขตของตัวเองได้โดยตรง
แหล่งที่มาภาพจาก: https://parliamentmuseum.go.th/2566/ar66-election-1.html
การเลือกตั้งครั้งแรกนี้มิใช่การหย่อนบัตรเลือกผู้แทนโดยตรง แต่เป็นระบบ "การเลือกตั้งทางอ้อม" กระทำโดยให้ราษฎรในหมู่บ้านเลือกผู้แทนตำบล และผู้แทนตำบลจึงไปทำหน้าที่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อีกทอดหนึ่ง เพื่อให้ได้จำนวนสมาชิกสภาฯ ประเภทที่ 1 จำนวน 78 นาย เข้าไปทำหน้าที่ร่วมกับสมาชิกสภาฯ ประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งอีก 78 นาย
ประเด็นที่น่าสนใจและนับเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของสังคมไทยในขณะนั้น คือ “สิทธิสตรี” ตั้งแต่แรกรัฐธรรมนูญไทยได้มอบสิทธิในการเลือกตั้งให้กับ “ราษฎร” ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่แบ่งแยกเพศสภาพ ขณะที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายประเทศ ผู้หญิงยังคงต้องต่อสู้เรียกร้องอย่างยากลำบากเพื่อให้ได้รับสิทธิในการลงคะแนนเสียง ดังนั้นในวันเลือกตั้งจึงเห็นภาพของสตรีไทยทุกชนชั้นนุ่งโจงกระเบน หรือสวมผ้าซิ่นเดินทางออกจากบ้านมายังหน่วยเลือกตั้งอย่างเสมอภาคกับผู้ชาย
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงในยุคนั้นมิได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการเป็นผู้มีสิทธิ์เลือก แต่ยังมีความกล้าหาญในการก้าวเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองด้วยการสมัครเป็น “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” ด้วย อาทิ นางสาวสุวรรณ ปทัมราช แห่งตำบลสะพานผ่านฟ้า บุคคลแรกสุดที่ตัดสินใจแสดงความจำนงเข้าแข่งขันชิงตำแหน่ง และ นางผ่องศรี สุทธิสารวินิจฉัย แห่งตำบลทับยาว ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เป็นผู้แทนตำบลหญิงของจังหวัดพระนคร สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในฐานะหลักฐานยืนยันว่าผู้หญิงไทยมีความตื่นตัว และมีความสามารถด้านการเมืองทัดเทียมกับบุรุษมาตั้งแต่แรกเริ่มของเส้นทางประชาธิปไตยไทย

ภาพที่ 3 การเลือกตั้งครั้งแรก 15 พฤศจิกายน 2476 ในภาคอีสาน
แหล่งที่มาภาพจาก: https://www.thaipbs.or.th/now/content/499
นอกจากนี้ ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งแรกยังมีจำนวนสูงถึงร้อยละ 41.45 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด จำนวนกว่า 4 ล้านคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ประชาชนไทยยังมีความรู้เรื่องระบบรัฐสภาไม่แตกฉานนัก แต่มีจิตวิญญาณของการมีส่วนร่วมในการแสดงเจตจำนงเพื่อเลือกรูปแบบการเมืองการปกครองของประเทศชาติด้วยตนเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นเรื่องอุปกรณ์การเลือกตั้งสมัยนั้นที่สะท้อนภูมิปัญญาและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากกระดาษพิมพ์บัตรเลือกตั้งยังเป็นสิ่งหายากและราษฎรจำนวนมากยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ในบางท้องถิ่นจึงมีการใช้วิธีการลงคะแนนที่เรียบง่ายเพื่อความมั่นใจว่าเสียงของทุกคนจะถูกนับอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนั้นนำไปสู่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกอย่างเป็นทางการ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2476
นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยได้เปลี่ยนผ่านสู่ปวงชนชาวไทยแล้ว แม้ว่าแนวทางประชาธิปไตยไทยจะยังไม่มั่นคง ล้มลุกคลุกคลาน แลกมาด้วยความพยายาม การต่อสู้ และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาใหม่ และเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังที่ต้องรักษาเจตนารมณ์นี้ให้สืบต่อไป

ภาพที่ 4 รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ รัฐพิธีเปิดประชุมสภาครั้งแรก 10 ธันวาคม 2476
แหล่งที่มาภาพจาก: https://library.stou.ac.th/2024/01/prajadhipok-state-ceremony-opening-parliament/
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ สัมภาษณ์โดย ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, (กรุงเทพฯ : สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2542), น. 5.
สถาบันพระปกเกล้า, "กบฏบวรเดช," ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า, เข้าถึงเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569, http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กบฏบวรเดช.
พิพิธภัณฑ์รัฐสภา, “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในไทย,” เข้าถึงเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569, https://parliamentmuseum.go.th/2566/ar66-election-2.html
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “การเลือกตั้งครั้งแรก! กับสตรีผู้ปรารถนาจะมีส่วนร่วมทางการเมือง,” The MATTER, 8 มีนาคม 2561, เข้าถึงเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569, https://thematter.co/thinkers/women-first-election/47199