
ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาดสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเชลยศึก (POWs) และแรงงานชาวเอเชียที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและเสียชีวิต ณ ช่องเขาขาด รวมทั้งพื้นที่อื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ทันทีที่ผู้เขียนก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ก็รู้สึกแปลกใจที่สัมผัสกับประสบการณ์หนึ่งอย่างรวดเร็วรับรู้ถึงความสงบและความเคารพที่ถาโถมเข้ามา จากความเงียบ ความรู้สึกที่กายสัมผัส และบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์นำไปสู่ “พื้นที่ทางจิตวิญญาณ” แม้ผู้เขียนจะไม่เข้าใจนิยามของคำนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็ประทับใจมาก “การมุ่งเน้นให้เกิดความสงบและความเคารพต่อสถานที่ให้มากที่สุด” มักเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ทางศาสนาอย่างวัด โบสถ์ โบราณสถาน ทว่าความรู้สึกนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ประเภทอนุสรณ์ อนุสาวรีย์ และพิพิธภัณฑ์ได้เช่นกัน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์สำหรับการรำลึกถึงทางจิตวิญญาณ ความทรงจำ และเป็นพื้นที่การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ด้วย พิพิธภัณฑ์ทำหน้าที่ในการสื่อสารเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต สร้างการรับรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกตีความหมายสู่การจัดแสดงนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์บอกเล่าให้ผู้เข้าชมเริ่มค่อย ๆ รับรู้ข้อมูล ปรับเปลี่ยนอารมณ์และสร้างความรู้สึกซึมซับกับสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านการออกแบบเชิงสัญลักษณ์การใช้ภาพ เสียง และแสง ในการนำอารมณ์ของคนผ่านบรรยากาศภายในอาคาร แทนการบอกเล่าด้วยภาพถ่ายหรือสื่อรูปแบบอื่นๆ ในเชิงน่ากลัว ชวนสลดหดหู่ หรือกดดันทางอารมณ์
ว่าด้วยเรื่องของพื้นที่
ผู้เขียนได้ศึกษาบทความเรื่อง Museology and the Sacred Materials for a discussion ที่เผยแพร่ในงานสัมมนาในงาน ICOFOM 41th จัดขึ้นที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อปี 2561 โดยฟรองซัวร์ แมแร็ส (François Mairesse) ได้อธิบายว่า เดิมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัด โบสถ์ เป็นสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาเพื่อสงวนสำหรับ ‘เทพเจ้า พระเจ้า พระ’ ในการใช้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ หากแต่พิพิธภัณฑ์หลายแห่งก็อุทิศสำหรับความศักดิ์สิทธิ์ที่มีที่มาจากคอลเล็กชันวัตถุสะสม สถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อาคารโบราณ พื้นที่ภายในอาคาร หรืออาจมีการเชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องศาสนา
ทั้งนี้ ในบริบทของประเทศไทย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อาจหมายถึงพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ภายในวัดที่มีพระพุทธรูป ภาพจิตรกรรมฝาผนัง โบราณวัตถุ คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย ฯลฯ จัดเก็บอยู่ รวมถึงการเชื่อมโยงกับ “กิจกรรม” ที่ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในพื้นที่ด้วย แต่บทบาทระหว่างสถานที่ทางศาสนาและพิพิธภัณฑ์ก็มีความคล้ายกันผ่านความรู้สึกเชิงจิตวิญญาณที่ส่งผ่านทั้งจากการเล่าเรื่องและประสบการณ์การรับชม
ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาจึงเป็นพื้นที่ที่นำเสนอ ‘เรื่องราวและวัตถุจัดแสดงที่สื่อผ่านการจัดแสดง’ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความ ‘ศักดิสิทธิ์’ ของพื้นที่ และสร้างให้เกิดความรู้สึกที่เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณร่วมกันระหว่างผู้เข้าชมกับสถานที่ได้อย่างลึกซึ้่ง อาทิ อุปกรณ์ที่ทหารใช้ในการขุดเจาะเส้นทางรถไฟเดิมที่ถูกวางทิ้งไว้ในร่องหิน ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานะและบทบาทกลายเป็น “สิ่งสักการะบูชา” (Objects of worship) ในทุกปีมีการจัดงานรำลึกถึงทหารผ่านศึกออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บรรยากาศการจัดงานเป็นรูปแบบพิธีการ มีการจัดวางพวงดอกไม้ การจัดวางธงชาติเสียบเข้าไปในร่องหินในสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์จริง ขณะเดียวกัน กิจกรรมและเหตุการณ์เหล่านี้ต่างเป็นสิ่งที่หล่อหลอมและก่อร่างให้พื้นที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไป

ภาพที่ 1 ระหว่างการเดินชมที่เส้นทางรถไฟ จะพบกับสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึง ทั้งดอกป๊อปปี้
ธงชาติ เข็มกลัดที่ระลึก อุปกรณ์ขุดเจาะที่พุพังขึ้นสนิม
ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากคุณค่าของชิ้นโบราณวัตถุอย่างเดียว หากเกิดขึ้นจากการให้คุณค่าและความหมายในฐานะวัตถุพยานถึง ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้น (The value of documentation of reality) ว่าเหตุใดวัตถุชิ้นนี้ถึงถูกจัดเก็บรักษา หรือถูกตีความถูกให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ ดังเช่นการจัดแสดงกองหินที่ถูกจัดวางแนวตั้งเป็นเสาด้วยโครงเหล็กชิ้นหนึ่งที่ปะทะสายตาผู้เขียนระหว่างกำลังเดินเข้าไปในอุโมงค์สื่อผสม หากไม่รู้ถึงความหมายของสัญลักษณ์ชิ้นนี้ก็อาจมองผ่านไปอย่างผิวเผิน แต่เมื่ออ่านข้อความที่อธิบายความหมายก็พบว่าเป็น “การเปรียบเปรยของปริมาณหินจำนวน 3 ลูกบาศก์เมตร ที่เชลยหนึ่งคนต้องขนย้ายในแต่ละวัน และถ้วยข้าวเล็ก ๆ 370 กรัม ที่ญี่ปุ่นแจกให้ต่อวัน” เมื่อได้รับรู้ความหมายของสิ่งนี้แล้ว ผู้เขียนก็มองภาพเสาหินนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การสื่อสารอย่างทรงพลังนี้ นับเป็นสิ่งที่กระทบกับความรู้สึก การรับรู้ และส่งผลต่อความคิดที่ผนวกเข้ากับความรู้สึกทันที กลายเป็นประสบการณ์ที่ได้รับจากการชมนิทรรศการ

ภาพที่ 2 เมื่อก้าวเข้ามาจะพบกับความเคลื่อนไหวของแสง สี เสียง
บรรยากาศของเส้นทางรถไฟ ที่เริ่มปรับอารมณ์ของผู้ชม
พื้นที่แห่งนี้สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงให้ผู้เขียนได้อย่างลึกซึ้งระคนด้วยความประหลาดใจถึงมนต์ขลังและพลังงานที่ส่งผ่านประสบการณ์การเยี่ยมเยือนจนอยากนำมาบอกเล่าต่อ ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาทำหน้าที่ในหลากหลายบทบาท ทั้งเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ ให้ประสบการณ์ ความเพลิดเพลิน สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงเป็นสถานที่รำลึกและศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของผู้คน ไม่ต่างจากศาสนสถานสำคัญทั่วไป หากใครมีโอกาสมาท่องเที่ยวที่ จ.กาญจนบุรี ขอเชิญชวนให้แวะมาที่ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด สัมผัสสถาปัตยกรรมที่โอบล้อมกับธรรมชาติ และสามารถเดินสำรวจดูร่องรอยของเส้นทางรถไฟในอดีตเมื่อชมพิพิธภัณฑ์เสร็จ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
François Mairesse (dir.), ICOFOM Study Series, 47(1-2) | 2019, Museology and the Sacred 2020. สืบค้นจาก https://doi.org/10.4000/iss.1244