ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชมนิทรรศการ “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” (The Siamese Kingdom Exhibition) ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ด้วยบรรยากาศของห้องนิทรรศการโทนสีแดงสะดุดตาคล้ายจำลองโครงสร้างสถานีรถไฟหัวหิน ชวนให้ผู้ชมย้อนวันเวลาไปสู่จุด “แรกเริ่มของเอกฮิบิเชน ในยุครัชกาลที่ 6 ซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กระแสของพิพิธภัณฑ์ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริเริ่มจัดตั้งหอมิวเซียม ภายในหอคองคลอเดียและมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 อันนำมาสู่การกำหนดให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทยในปัจจุบัน

ภาพที่ 1 บรรยากาศจำลองของสถาปัตยกรรมสถานีรถไฟหัวหิน
และภาพมุมสูงของสวนลุมพินีเด่นอยู่กลางห้อง
ครั้งหนึ่งในอดีตประเทศไทยเคยมีแนวคิดจัดงานมหกรรมครั้งใหญ่ (ในปัจจุบันเทียบเคียงได้กับการจัดงานมหกรรมในอิมแพ็ค เมืองทองธานี หรืองานกาชาด ณ สวนลุมพินี) งานมหกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” มีการออกแบบและวางแผนงานอย่างละเอียด โดยมีแผนจะจัดงานในปี พ.ศ. 2468 ณ สวนลุมพินี เพื่อนำเสนอ “ความเจริญ” ของสยามในยุคสมัยนั้นที่รวบรวมและเผยแพร่ผ่านรูปแบบงานแสดงสินค้าหรือนิทรรศการที่จัดขึ้นชั่วคราว (fair) พร้อมบรรยากาศรื่นเริง และอวดให้ประชาชน ทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติได้ “เปิดหูเปิดตา” มองเห็นกิจการห้างร้าน สรรพหัตถกรรม และความเจริญด้านอื่น ๆ ของชาติบ้านเมือง ซึ่งการจัดงานมหกรรมแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและพัฒนาให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับวิถีความเจริญในโลกตะวันตก
ทำไมต้องจัดงาน ณ สวนลุมพินี?
แต่เดิมพื้นที่บริเวณสวนลุมพินีเป็นที่ดินส่วนพระองค์ในตำบลศาลาแดง และเป็นสถานที่สำหรับจัดงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลประจำปี โดยรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานที่ดินให้เป็นสมบัติของรัฐเพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ และเมื่อจัดงานเสร็จแล้วก็มีแผนปรับพื้นที่พัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ทั้งนี้ ด้วยทำเลที่ตั้งของสวนลุมพินีเป็นจุดศูนย์รวมที่ล้อมรอบด้วยถนนหลักหลายสาย ได้แก่ ถนนพระรามที่4 ถนนวิทยุ ถนนสารสิน และถนนราชดำริ อีกทั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟสายปากน้ำ และเส้นทางรถรางที่เดินสายในสมัยนั้น การเดินทางสะดวกจึงเป็นเหตุผลสำคัญสนับสนุนให้พื้นที่แห่งนี้เหมาะสมเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมสินค้า และกลายเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) ดังเช่นในปัจจุบัน

ภาพที่ 2 แบบพิมพ์เขียวขนาดใหญ่สะท้อนถึงผังงาน และโฆษณาร้านค้าสมัยก่อน
ภายในนิทรรศการผู้เขียนพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่น่าตื่นเต้น คือ แบบพิมพ์เขียวขนาดใหญ่ที่แสดงรายละเอียดและระบุตำแหน่งการจัดวางผังงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เมื่อพ.ศ. 2467 ซึ่งวางแผนงานโดยมาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) โดยแบบพิมพ์เขียวฉบับนี้ทำให้ทราบถึงการวางผังที่แบ่งออกเป็นสองส่วน ทั้งการจัดแสดงส่วนพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคัดเลือก และการนำเสนอวิทยาการความก้าวหน้าด้านต่าง ๆ รวมถึงเป็นที่ตั้งของหอหัตถกรรม หอศิลป์ อีกทั้งยังมีศาลาสำหรับแผนกวิชาสัตว์ (Zoology) ที่มีความน่าสนใจมาก อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรให้ภาคเอกชน มีการนำเสนอห้างร้านที่มีสินค้านำเข้าและส่งออก
อนึ่ง นิทรรศการยังมีการจัดแสดงข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเนื้อหา ประเภทของสินค้าที่นำมาโชว์ ในงานมหกรรม มีสินค้าทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค งานหัตถกรรมจากสามกลุ่มหลัก (นักเรียน นักโทษ และห้างร้าน) สินค้าจากโรงงาน สินค้าจากกระทรวง แสดงให้เห็นว่ามีหลายภาคส่วนให้ความร่วมมือในการจัดงาน และความพยายามในการนำเสนอ “ผลิตภัณฑ์ของชาติ” ในหลากมิติ เมื่อผู้เขียนอ่านแล้วจินตนาการตามก็รู้สึกได้ว่างานนี้เป็นมหกรรมงานฝีมือ (Craft) งานประดิษฐ์ วิทยาการความก้าวหน้าของสยามที่ดูล้ำสมัย และเป็นงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ น่าไปเยี่ยมชมหากมีการงานจัดขึ้นจริง
นอกเหนือการนำเสนอข้อมูล ในนิทรรศการนี้ยังจัดแสดงชิ้นวัตถุจริงจากของที่ระลึกในงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เมื่อพ.ศ. 2468 และมีหนังสือที่ระลึกสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ (จำลอง) ให้ผู้เข้าชมสามารถเปิดอ่านได้ รวมถึงมีพื้นที่สำหรับเล่นบอร์ดเกมสยามรัฐ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเกมอีกมุมหนึ่งด้วย

ภาพที่ 3 บรรยากาศของห้องนิทรรศการและมุมเล่นบอร์ดเกมงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์
แม้ว่างานมหกรรม “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” มิได้ถูกจัดขึ้นจริง เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปีดังกล่าว ทำให้แผนการจัดงานถูกยกเลิกไป ทว่า พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกพัฒนาขึ้นเป็นสวนสาธารณะตามพระราชประสงค์
ผู้เขียนได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นผ่านเอกสารและภาพถ่ายเก่าต่าง ๆ จากนิทรรศการ ซึ่งหลักฐานสำคัญเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงรากฐานแนวคิดการสร้างประสบการณ์ “เปิดหูเปิดตา” ผ่านรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ที่เป็นแนวคิดก้าวหน้าและแปลกใหม่ที่น่าสนใจต่อประเทศชาติในยุคสมัยนั้น รวมถึงยังได้ความรู้แบบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไม่เคยรู้มาก่อน ตลอดจนแนวคิดทิ้งท้ายจากนิทรรศการว่า ผลพวงของงานมหกรรมสยามรัฐกลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์ สร้างชาติ” ในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยและเชื่อมโยงเศรษฐกิจหัวเมืองหากได้จัดงานขึ้นจริงคงเป็นงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งสยามในยุคนั้นเลยทีเดียว
อ้างอิง
หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ที่ระลึกสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ สวนลุมพินี พระพุทธศักราช 2468 The
Souvenir of the. SIAMESE KINGDOM EXHIBITION at Lumbini Park. B.E. 2468. https://www.finearts.go.th/storage/contents/2022/12/file/0QBoykjSKhBmLFUi0oRd8eFmmU9MNDaS8ixobtGD.pdf