Museum Core
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของความเปลี่ยนแปลงในสภาขุนนางอังกฤษ
Museum Core
14 ส.ค. 69 29

ผู้เขียน : ธนพัฒน์ สืบเสาะ

               เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา การเมืองอังกฤษเพิ่งปิดฉากธรรมเนียมที่สืบทอดมาหลายร้อยปี เมื่อรัฐสภา ประกาศปิดสมัยประชุม ซึ่งนับเป็นวันสุดท้ายของ "สมาชิกสภาขุนนางแบบสืบตระกูล" (Hereditary Peers) เพราะการบังคับใช้พระราชบัญญัติสภาขุนนาง (ขุนนางสืบสายตระกูล) ค.ศ. 2026 ได้ยกเลิกที่นั่งสมาชิกที่สืบทอดทางสายเลือดทั้งหมด และเปลี่ยนสถานะสมาชิกบางส่วนให้เป็น "สมาชิกตลอดชีพ" (Life Peers) ที่มาจากการแต่งตั้ง

               ปัจจุบันรัฐสภาอังกฤษจึงคงเหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ที่มาจากการเลือกตั้ง และสภาขุนนาง (House of Lords) ประกอบด้วยสมาชิกแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและผู้นำศาสนา โดยยกเลิกการให้ตำแหน่งจากการสืบสายโลหิต ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลง ลดบทบาทและอำนาจลงของสภาสูงอังกฤษ เหลือไว้เพียงสัญลักษณ์ ล้วนเกี่ยวพันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกทัศน์ เศรษฐกิจ และสังคมในประวัติศาสตร์อังกฤษที่สืบเนื่องมาหลายศตวรรษ

 

ภาพที่ 1 การประชุมสภาขุนนางสมัยประชุมปี ค.ศ. 2024-2026

แหล่งที่มาภาพ: https://www.parliament.uk/business/news/2026/april-2026/2024-26-session-in-the-lords/

 

สภาขุนนางกับอำนาจการให้คำปรึกษา

               หากย้อนดูประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองยุคต้นสมัยใหม่ ในหนังสืออำนาจปรึกษาหารือและสั่งการในความคิดอังกฤษสมัยใหม่ (Counsel and Command in Early Modern English Thought) ชี้ให้เห็นว่าโลกการเมืองอังกฤษโบราณไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยคำสั่งการจากพระราชาเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่าง “อำนาจสั่งการ" (Command) และ "คำปรึกษา" (Counsel) ดังนั้นแล้วสภาขุนนางจึงมีเหตุผลดำรงอยู่ในฐานะผู้ให้คำปรึกษา

ภาพที่ 2 ภาพพิมพ์พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ประทับบนบัลลังก์ท่ามกลางเหล่าที่ปรึกษาและสมาชิกสภาแหล่งที่มาภาพ: https://www.gutenberg.org/files/40589/40589-h/images/i_005.png

 

               ในยุคสมัยนั้น สภาขุนนางเป็นสถาบันที่ผูกขาดการให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ ด้วยความเชื่อว่าผู้มีชาติกำเนิดและสายเลือดสูงส่งย่อมมีปัญญาคู่ควรกับการชี้แนะทิศทางของอาณาจักร การให้คำปรึกษาจึงมีสถานะกึ่งข้อผูกมัดให้กษัตริย์ต้องรับฟัง

               อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น “อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)” ที่เด็ดขาดก็เกิดขึ้นเพื่อเป็น "เครื่องมือแก้ปัญหา" จากกรณีกษัตริย์ต้องเผชิญกับคำปรึกษาที่ขัดแย้งกันจากหลายฝ่าย รัฐต้องการจุดยุติข้อพิพาทเพื่อไม่ให้การบริหารงานติดขัด แนวคิดเรื่อง "ปรีชาญาณทางการเมือง" (Political Prudence) จึงเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคำปรึกษาและคำสั่ง ทำให้เวลาต่อมาผู้ปกครองไม่ได้มีหน้าที่ทำตามสภาขุนนางทุกอย่างอีกต่อไป แต่มีหน้าที่รับฟังคำปรึกษาเหล่านั้นในฐานะเพียง "ข้อมูลดิบ"  แล้วชั่งน้ำหนักด้วยดุลยพินิจแล้วตัดสินใจขั้นสุดท้ายออกมาเป็นคำสั่งทางปกครอง

               เมื่อความคิดทางการเมืองเปลี่ยน โลกการเมืองก็เปลี่ยนตาม การลดสถานะของคำว่า “คำปรึกษา” และการให้ความสำคัญกับคำว่า “อำนาจสั่งการ" สะท้อนการเกิดใหม่ของ "รัฐอธิปไตย" ทั้งนี้ การเมืองอังกฤษให้ความสำคัญกับสิทธิเรื่องการให้คำปรึกษาฝังรากลึกมานานกว่าชาติอื่นในยุโรป การปะทะกันระหว่างการรักษาสิทธิของสภาขุนนางกับอำนาจสั่งการ จึงมักนำไปสู่วิกฤตรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเฉพาะตัวแบบอังกฤษเสมอ

               ครั้นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ประชาชนคนธรรมดากลายเป็นกำลังหลักของประเทศ ผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยเริ่มย้ายจากกษัตริย์มาสู่ "มหาชน" ทำให้สถาบันเก่าแก่อย่างสภาขุนนางที่ยังคงอ้างอิงเพียงสายเลือดและที่ดินเพื่อสงวนสิทธิ์ในการให้ "คำปรึกษา" กลายเป็นสิ่งหลงยุคและแปลกแยกจากสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในต้นศตวรรษที่ 19-20 มีเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างรัฐสภาอังกฤษในเวลาต่อมา

 

วิกฤตการณ์เอ็ดเวิร์ด และการตื่นรู้ของ "เสรีนิยมแบบใหม่"

               จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นในยุค “วิกฤตการณ์เอ็ดเวิร์ด” (Edwardian Crisis) หรือรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (ค.ศ.1841 – 1910) โอรสของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย (Queen Victoria) อังกฤษเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงหลายอย่าง อาทิ ปัญหาความยากจนที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจพลเมือง และการเรียกร้องสิทธิสตรี นอกจากนี้ผลพวงจากสงครามบัวร์ (Boer War เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1899 - 1902) ยังเผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่าชายหนุ่มอังกฤษจำนวนมากมีร่างกายแคระแกร็น และป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารจนกองทัพไม่สามารถเกณฑ์เป็นทหารไปรบได้ 

               สภาพสังคมที่เสื่อมโทรมนี้บีบให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับอุดมการณ์เสรีนิยมแบบเก่า (Laissez-faire) ที่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยรัฐไม่แทรกแซง จนนำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มนักคิด “เสรีนิยมแบบใหม่” (New Liberalism) อย่างฮอบสัน (J.A. Hobson) นักคิดคนสำคัญที่ตีแผ่ด้านมืดของทุนนิยมจักรวรรดิที่กดขี่ และฮอบเฮาส์ (L.T. Hobhouse) ผู้เสนอแนวคิดว่าสังคมเปรียบเสมือนร่างกายสิ่งมีชีวิต และทุกส่วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน ฉะนั้น "ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงมีความสำคัญไม่แพ้เสรีภาพส่วนบุคคล” รัฐจึงต้องมีบทบาทเชิงรุกในการจัดหาสวัสดิการเพื่อยกระดับชีวิตพลเมือง ต่อมาในปีค.ศ. 1906 เมื่อพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้นำแนวคิดเสรีนิยมแบบใหม่มาแปลงเป็นนโยบายจริง รัฐบาลออกกฎหมายก้าวหน้ามากมายเกี่ยวกับสวัสดิการ เช่น พ.ร.บ. การจัดหาอาหารให้เด็กนักเรียน ปี ค.ศ. 1906 และ พ.ร.บ. บำนาญผู้สูงอายุ ปี ค.ศ. 1908 แต่การสร้างรัฐสวัสดิการได้รัฐจำเป็นต้องมี "เงิน" 

               ในปีค.ศ. 1909 เดวิด ลอยด์ จอร์จ (David Lloyd George) รัฐมนตรีคลังในขณะนั้นได้เสนอ “งบประมาณมหาชน” (The People’s Budget) โดยเรียกเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดกจากเศรษฐีอย่างหนักเพื่อนำมาอุดหนุนสวัสดิการสังคม ร่างงบประมาณนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชนชั้นสูงอย่างมหาศาล รวมถึงสภาขุนนางที่เต็มไปด้วยสมาชิกพรรคอนุรักษนิยมที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พวกเขาใช้สิทธิของสายเลือดเป็นด่านสุดท้ายที่ปัดตกร่างกฎหมายปฏิรูปสังคมของรัฐบาลมาตลอด

               ทำให้ลอยด์ จอร์จ จงใจวางกับดักทางการเมืองด้วยการทำร่างงบประมาณให้สุดโต่ง เพื่อบีบให้สภาขุนนางคัดค้านร่างนี้ หากสภาขุนนางออกเสียงคัดค้านก็เป็นการละเมิดจารีตประเพณีรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ซึ่งตามธรรมเนียมสภาขุนนางผู้ไม่ได้มาจากประชาชนไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง "กฎหมายการเงิน" (Money Bill) ทำให้สภาขุนนางติดกับ และตัดสินใจคว่ำร่างงบประมาณมหาชน การกระทำนี้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยใหม่ ส่งผลให้ฝ่ายเสรีนิยมโจมตีสภาขุนนางว่ากำลังประพฤติขัดรัฐธรรมนูญ และละเมิดอำนาจสั่งการที่ได้รับอาณัติจากประชาชน 

 

พ.ร.บ. รัฐสภา 1911 กับการลดทอนอำนาจสภาสูง

ภาพที่ 3 โปสเตอร์รณรงค์หาเสียงของพรรคเสรีนิยม ในการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1910 ที่วิจารณ์การใช้อำนาจวีโต้ของสภาขุนนาง

แหล่งที่มาภาพ: https://www.meisterdrucke.us/fine-art-prints/English-School/80225/Liberal-Party-Poster-for-the-British-General-Election-of-January-1910.html

 

               จากวิกฤตการณ์นี้ ทำให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไปถึง 2 ครั้งในปี ค.ศ. 1910 เมื่อพรรคเสรีนิยมยังคงได้รับชัยชนะ รัฐบาลจึงใช้มติมหาชนในการผลักดัน พ.ร.บ. รัฐสภา ปีค.ศ. 1911 (Parliament Act 1911) ได้สำเร็จ โดยผลของกฎหมายฉบับนี้เป็นการลดอำนาจของสภาขุนนางอย่างเป็นทางการ โดยบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “สภาขุนนางไม่มีอำนาจยับยั้ง (Veto) กฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินอีกต่อไป และสำหรับกฎหมายทั่วไป พวกเขามีอำนาจทำได้เพียงแค่ “ชะลอ” (Delay) ไม่ให้เกิน 2 ปีเท่านั้น” การพ่ายแพ้ของสภาขุนนางครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเก่าแก่อย่างถึงรากถึงโคนและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐสภาอังกฤษ

 

ภาพที่ 4 ภาพวาดเหตุการณ์การผ่านร่างพระราชบัญญัติรัฐสภา ค.ศ. 1911

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/House_of_Lords#/media/File:Passing_of_the_Parliament_Bill,1911-_Project_Gutenberg_eText_19609.jpg

 

               จนกระทั่งในปีค.ศ. 1999 รัฐบาลพรรคแรงงานของโทนี แบลร์ (Tony Blair) ต้องการปฏิรูปสภาขุนนางให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงออกกฎหมายปลดสมาชิกแบบสืบตระกูลออกเกือบหมด มีการประนีประนอมกัน ทำให้คงเหลือโควตาขุนนางสืบสายเลือดไว้ได้ 92 ที่นั่ง ดังนั้น การออกกฎหมายใหม่ในปี ค.ศ. 2026 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ฉับพลัน แต่เป็นบทสรุปของการต่อสู้ทางความคิดและชนชั้นที่ดำเนินมายาวนานนับหลายร้อยปี และปิดฉากสมาชิกสภาขุนนางแบบสืบตระกูลลงอย่างบริบูรณ์

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Freeden, M. (1978). The new liberalism: An ideology of social reform. Clarendon Press.

Freeden, M. (2010). The Liberal Party and new liberalism. Journal of Liberal History, (67), 14-20.

Paul, J. (2020). Counsel and command in early modern English thought. Cambridge University Press.

Sharman, L. (2026, April 30). Last hereditary peers say goodbye to House of Lords: ‘It has been a privilege’. The Independent. https://www.independent.co.uk/news/uk/politics/hereditary-peers-last-day-house-of-lords-b2967849.html

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ