ภาพปก - จิตรกรรมเพดานของระเบียงมาเตอี (Loggia Mattei) เป็นรูปเทพีวีนัสกับคิวปิดเคียงข้างด้วยบทกวี การละคร การเต้นรำ และดนตรี
ใครที่ไปเที่ยวโซนประวัติศาสตร์ในกรุงโรมคงทราบดีว่า SUPER Sites ที่ตั้งบนเนินเขาพาลาไทน์ (Palatine Hill) และบริเวณโรมันฟอรัม (Roman Forum) เป็นโซนพิเศษที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีและจำเป็นต้องใช้บัตรผ่านเฉพาะ ในบทความนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจแชร์ประสบการณ์เที่ยวชมเฉพาะพื้นที่ซุปเปอร์ไซต์ที่ตั้งบนเนินพาลาติเนเท่านั้น เพราะเวลาไม่เพียงพอ
ซุปเปอร์ไซต์เป็นสถานที่ที่จำเป็นต้องจำกัดผู้เข้าชม เนื่องจากโบราณสถานและภาพวาดมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม ไม่อาจทนต่อผู้เข้าชมจำนวนมาก อาจเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อผู้ชมเอง และบางพื้นที่ก็มีความคับแคบ จึงจัดการโดยใช้ตั๋วแยกต่างหากและมีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน ต่างจากตั๋วเข้าชมทั่วไป จากแหล่งข้อมูลในปี ค.ศ.2025 Super Site ประกอบด้วย 11 สถานที่ ได้แก่ 1) ระเบียงมาเตอี (Loggia Mattei) และ โถงไอซิส (Isiaca Hall) 2) พิพิธภัณฑ์พาลาติเน (Palatine Museum) 3) พระราชวังแรกของจักรพรรดิเนโร (Domus Transitoria) 4) อุโมงค์ของเนโร (Neronian Cryptoporticus) 5) บ้านของออกุสตุส (Domus Augusti) 6) บ้านของลิเวีย (Domus Livia) 7) วังทิเบเรียนา (Domus Tiberiana) 8) วิหารของโรมูลุส (Temple of Romulus) 9) โบสถ์ซานตามาเรียอันติควา (Church of Santa Maria Antiqua) พร้อมห้องสวดมนต์ของเหล่าผู้พลีชีพทั้งสี่สิบ (Oratory of the Forty Martyrs) 10) ทางลาดของจักรวรรดิ (Imperial Ramp) และ 11) อาคารที่ประชุมวุฒิสภาโรมัน (Curia Julia)
ผู้เขียนได้เข้าชมรายการที่ 1) – 7) บนเนินพาลาติเน เนื่องจากเลือกเข้าทางประตูวินญอรา (Portale del Vignola) ด้านถนนซานเกรกอริโอ (Via di San Gregorio) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่เนินก่อนแล้วค่อยลงไปโรมันฟอรัม และประตูนี้มีผู้คนเข้าน้อยจึงเดินสวนทางกับคนส่วนใหญ่ที่เข้าทางโรมันฟอรัม
เมื่อเดินเข้าประตู ด้านหน้ามีบันไดขึ้นไปยังเนินพาลาติเน ผ่านพระราชวังโดมิเชียน (Palace of Domitian สร้างประมาณปี ค.ศ.81-87 และใช้เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของจักรพรรดิเรื่อยมาจนจักรวรรดิโรมันล่มสลาย) ซึ่งครอบครองพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่ใจกลางเนินพาลาติเนไปทางตะวันออกและใต้ กระนั้น ต้นศตวรรษที่ 16 ราวครึ่งหนึ่งของพื้นที่ถูกสร้างทับด้วยวิลล่าและสวนสำหรับเป็นบ้านพักตากอากาศของตระกูลสตาติ (Stati) หลายร้อยปีต่อมาวิลล่าถูกเปลี่ยนเจ้าของหลายครั้ง และบางช่วงมีการตกแต่งเพิ่มเติม จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 รัฐตัดสินใจรื้อถอนวิลล่าเพื่อเปิดพื้นที่ขุดค้นและอนุรักษ์อาคารยุคโรมันข้างใต้ที่สำคัญกว่า คงเหลือเพียงระเบียงมัตเตอี และอาคารที่ปัจจุบันกลายพิพิธภัณฑ์พาลาติเนเท่านั้นที่ถูกเก็บรักษาไว้
ระเบียงมาเตอี และโถงไอซิส
ระเบียงมาเตอี เป็นห้องเดียวที่ถูกเก็บไว้จากวิลล่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของตระกูลสตาติ (Stati) ที่สร้างทับซากพระราชวังโดมิเชียนเมื่อปี ค.ศ.1520 บนเพดานของห้องนี้มีจิตรกรรมที่วาดโดยบัลดัสซาเร เปรูซซี (Baldassarre Peruzzi, ค.ศ.1481-1536) เป็นสถาปนิกและจิตรกรที่มีชื่อเสียงร่วมสมัยกับราฟาเอลและมิเกลันเจโล) เหตุที่ถูกเรียกว่าระเบียงมาเตอี เกิดจากตระกูลมาเตอีมาซื้อวิลล่าในปี ค.ศ.1595 แล้วเติมรูปตราประจำตระกูลของตนลงตรงกลางภาพ
ภาพวาดเป็นลวดลายแบบโกรเทสค์ (grotesque) วาดลงบนพื้นสีขาว หมายถึงภาพวาดที่เลียนแบบภาพสไตล์โรมันที่ค้นพบในถ้ำ (grotto) หรือหลุมยุบที่ข้างใต้คือซากวังของจักรพรรดิเนโร ซึ่งเหล่าศิลปินยุคฟื้นฟูฯต่างพากันลงไปส่องดูภาพตกแต่งโบราณกันด้วยความตื่นเต้น และนำมาใช้ตกแต่งอาคารกันอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันศัพท์คำนี้ถูกใช้ในความหมายถึงสิ่งพิลึก วิตถาร น่าเกลียดน่ากลัว กล่าวกันว่า ความหมายของคำศัพท์เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

ภาพที่ 1 ภาพรวมจิตรกรรมบนเพดานของระเบียงมาเตอี (ภาพมีความบิดเบือนด้วยข้อจำกัดพื้นที่แคบ)
ภาพระเบียงมาเตอีเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นลวดลายบนเพดานในกรอบสีทอง มีตราประจำตระกูลมาเตอีตรงกลาง ขนาบสองข้างด้วยภาพในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นหลังสีเข้มแสดงรูปการแต่งงานของเฮอร์คิวลีส (Heracles) กับเทพีเฮเบ (Hebe) และรูปเทพีวีนัสกับคิวปิดเคียงข้างด้วยรูปสตรีเชิงอุปมานิทัศน์ (Allegorical Woman) 4 นาง แทนบทกวี การละคร การเต้นรำ และดนตรี ช่องสามเหลี่ยมบริเวณจุดตัดของส่วนโค้งของเพดานและเสาวาดเป็นรูปสัญลักษณ์ของ 12 จักรราศี สลับกับรูปเทพีแห่งวรรณกรรม ศิลปะ และดนตรี (muses) 6 นาง เทพีมิเนอร์ว่า (Minerva) และเทพอพอลโล (Apollo)

ภาพที่ 2 จิตรกรรมในโถงของไอซิส
โถงไอซิสเป็นส่วนที่หลงเหลือของห้องในบ้านของชนชั้นสูงในสมัยโรมันยังเป็นสาธารณรัฐ มีอายุราวปี 30 ก่อนคริสต์ศักราช (ก่อนถูกพระราชวังสร้างทับ) ภาพวาดบนผนังเกี่ยวกับอียิปต์และเทพีไอซิส แต่ค่อนข้างเลือนราง การตกแต่งเพดานโค้งมีร่องรอยของการปิดทองแบบดั้งเดิม มีริบบิ้นสีเหลืองบนแถบสีน้ำเงินเข้มที่เป็นคลื่นกว้าง ล้อมรอบเชิงเทียนและลวดลายพืชที่มีฝีมือประณีต
พิพิธภัณฑ์พาลาติเน
ในปี ค.ศ.1856 วิลล่าของสตาติถูกขายต่ออีกครั้งให้กับคณะนักบวชแห่งการเยี่ยมเยียนพระแม่มารี (Order of the Visitation of Holy Mary) ซิสเตอร์ได้สร้างอาคารคอนแวนต์ขึ้นในพื้นที่ แม้ว่าอาคารนี้สร้างทับซากพระราชวัง แต่รัฐตัดสินใจเก็บอาคารนี้ไว้ใช้ โดยชั้นล่างเป็นคลังเก็บโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นและชั้นบนจัดวางโบราณวัตถุเปิดให้ผู้สนใจเข้าชม มีการปรับปรุงหลายครั้งกระทั่งในปีค.ศ. 1997 จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ดังในปัจจุบัน
ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานบนเนินพาลาติเนในยุคแรกที่สร้างเป็นกระท่อมจากดิน จัดแสดงโบราณวัตถุจากยุคราชอาณาจักร (Roman Kingdom 753–509 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จากนั้นมีห้องฉายวีดิทัศน์ที่เล่าเรื่องการตั้งบ้านเรือนในยุคสาธารณรัฐ (Roman Republic 509–27 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งขณะนั้นชนชั้นปกครองมากมายมาจับจองพื้นที่หลายตระกูล เช่น บ้านซิเซโร (Cicero) คลอดิอุส (Clodius) มาร์ค แอนโทนี (Mark Antony) เป็นต้น จากนั้นก็เข้าสู่ยุคจักรวรรดิ (Roman Empire 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช–ค.ศ. 476) พระราชวังเข้ามายึดครองพื้นที่นี้แทน
ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ปิดปรับปรุง ข้อมูลจากบอร์ดแนะนำนิทรรศการคาดว่าจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุจากยุคสาธารณรัฐและจักรวรรดิที่ขุดพบในบริเวณเนินพาลาติเน ซึ่งผู้เขียนรู้สึกเสียดายที่อดชม

ภาพที่ 3 การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พาลาติเนชั้นล่าง
นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังแสดงซากโบราณสถานที่อาคารสร้างคร่อมไว้ด้วย จากคำอธิบายทำให้ทราบว่ากองอิฐพวกนี้มาจากหลายช่วงเวลาของสมัยราชวงศ์จูลิโอ-คลอเดียน (Julio-Claudian (27 ปีก่อนคริสต์ศักราช - ปี ค.ศ.68) มีจักรพรรดิ 5 องค์ ได้แก่ ออกุสตุส (Augustus) ทิเบริอุส Tiberius คาลิกุลา (Caligula) คลาวดิอุส (Claudius) และเนโร (Nero)) มีซากอาคารในสมัยจักรพรรดิออกุสตุส สมัยหลังออกุสตุสถึงก่อนเนโร สมัยเนโร และโดมุสฟลาเวีย (Domus Flavia) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังโดมิเชียน
โดมุส ทรานสิโตเรีย (Domus Transitoria)
โดมุสทรานสิโตเรีย หรือบ้านแห่งการผ่าน (House of Passage) เป็นพระราชวังแห่งแรกของเนโร โบราณสถานส่วนที่เปิดให้ชมเป็นลานด้านหนึ่งที่ตกแต่งด้วยน้ำตกซ้อนชั้น มีศาลาสำหรับนั่งเล่น และมีห้องหลายห้องที่เปิดออกสู่ลานนี้ ประดับด้วยหินอ่อนและภาพวาด (ระหว่างวันศุกร์-วันจันทร์ โซนนี้มีบริการแว่นวีอาร์ถ่ายทอดจินตภาพว่าในอดีตเป็นอย่างไรด้วย)
อุโมงค์ของเนโร (Neronian Cryptoporticus)
คำว่า Cryptoporticus แปลว่า ทางเดินกึ่งใต้ดิน ทำหลังคาโค้งคลุมและหลังคานี้ใช้รับน้ำหนักสิ่งก่อสร้างข้างบนได้ด้วย ภายในอุโมงค์มีการฉายภาพจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ ในซุปเปอร์ไซต์ โดยจัดทำเป็นภาพสีที่มองเห็นรายละเอียดชัดเจน สดใสสวยงาม

ภาพที่ 4 สภาพภายในอุโมงค์เนโร
บ้านออกุสตุส (Domus Augusti)
บ้านออกุสตุส ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนินพาลาติเน ใกล้กับกลุ่มโบราณสถานที่เป็นการตั้งถิ่นฐานยุคแรกของโรมสมัยศตวรรษที่ 9-8 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งมีความเชื่อตามตำนานว่าเคยเป็นบ้านโรมูลุสผู้ก่อตั้งกรุงโรม ทำให้มีการสันนิษฐานว่าออกุสตุสอาจเลือกพื้นที่นี้เป็นบ้านเพื่อสร้างความเชื่อมโยงตนเองกับบรรพชนของโรมก็เป็นได้
ในปลายสมัยสาธารณรัฐมีบ้านเรือนของตระกูลชนชั้นนำมากมายบนเนินพาลาติเน ตั้งแต่ปี 42 ก่อนคริสต์ศักราช ออกุสตุสซื้อบ้านที่อยู่ติดกันอีกหลายหลังเพื่อนำมาปรับปรุงต่อเติมเป็นที่พักของตนเอง ด้วยเหตุที่เขาเกิดและเติบโตมาจากยุคสาธารณรัฐแล้วกลายเป็นจักรพรรดิองค์แรกของโรมในปี 27 ก่อนคริสต์ศักราช บ้านของออกุสตุสจึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นรอยต่อของประวัติศาสตร์ ในสมัยที่ผู้ปกครองเพิ่งเริ่มเปลี่ยนสถานะจากหนึ่งในหมู่ชนชั้นปกครองไปสู่ผู้ครองอำนาจและความมั่งคั่งสูงสุดเพียงผู้เดียว หากเทียบกับพระราชวังในรุ่นหลัง เมื่อเดินผ่านซากปรักหักพังของห้องต่างๆ บ้านของออกุสตุสจึงดูสมถะและให้ความรู้สึกเป็นบ้านอยู่อาศัยมากกว่า พร้อมด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ที่บ้านยังคงอยู่ได้หลังจากผ่านกาลเวลามานานกว่า 2,000 ปี

ภาพที่ 5 ห้องต่างๆ ในบ้านของออกุสตุส (เรียงลำดับจากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง ตามชื่อห้องด้านล่าง)
จากคำอธิบายของพิพิธภัณฑ์ที่เขียนไว้ว่า “ด้วยความเพียรพยายาม เอาใจใส่ และละเอียดลอออย่างสูงสุดในการอนุรักษ์” ทำให้ได้ตัวอย่างจิตรกรรมฝาผนังในยุคนั้นที่สมบูรณ์หลายชุด ได้แก่ 1) ห้องต้นสน (Room of the Pine Festoons) 2) ห้องหน้ากาก (Room of the Masks) 3) ห้องภาพเขียนทัศนียภาพ (Room of the Perspective Wall Paintings) 4) ห้องทางลาด (Ramp Room) 5) โถงรับแขก (Large Oecus) และ 6) ห้องทำงานส่วนตัว (private study)

ภาพที่ 6 ห้องทำงานส่วนตัว นับเป็นห้องที่สวยที่สุด
บ้านลิเวีย (Domus Livia)
บ้านลิเวีย ชื่อเรียกนี้ใช้อ้างอิงจากท่อตะกั่วที่มีจารึกว่า IVLIA AVG[VSTA] ที่ค้นพบในบริเวณนั้น ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านออกุสตุสเพียงถนนกั้น และเป็นกลุ่มอาคารเดียวกัน แต่นักวิชาการยังระมัดระวังที่จะระบุชี้ชัดลงว่าที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นบ้านของลิเวียโดยเฉพาะหรือไม่ สัดส่วนของห้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าบ้านของออกุสตุส พื้นปูโมเสกสีขาว-ดำเป็นลวดลาย ส่วนห้องโถงกึ่งใต้ดินด้านตะวันตกมีห้องขนาดใหญ่ 3 ห้อง เปิดออกสู่โถงนี้ และอีกห้องหนึ่งมีขนาดใกล้เคียงกันยื่นออกไปทางขวามือ (เมื่อผู้ชมหันหน้าเข้า) จากตรงนี้มีทางลาดแคบและยาวทะลุขึ้นไปยังซีกตะวันออกของอาคารซึ่งไม่เปิดให้เข้าชม

ภาพที่ 7 ภาพในแต่ละห้องในบ้านของลิเวีย
ภาพเขียนมีอายุประมาณ 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในห้องทางซ้ายสุดวาดภาพสัตว์ในจินตนาการ เช่น กริฟฟินมีปีก ห้องกลางมีชื่อว่าทิบลินุม (Tiblinum) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าห้องโพลีฟีมุส (Room of Polyphemus) ตามภาพวาดสำคัญซึ่งเป็นเรื่องยักษ์ไซคลอปโพลีฟีมุส (ชื่อเดียวกับเรื่องโอดิสซี) ตามจีบนางพรายทะเลกาลาเทีย (Galatea) เรื่องนี้แต่งขึ้นประมาณศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช หรือหลังโอดิสซีราวสามศตวรรษ ห้องทางขวาตกแต่งด้วยรูปพวงมาลัยใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้ และห้องที่สี่ทางปีกขวาเรียกว่าห้องตริคลินุม (triclinium หรือห้องอาหาร (จากการสันนิษฐานของนักโบราณคดี)) ระบายผนังเลียนแบบสถาปัตยกรรมมีช่องหน้าต่างปลอมที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ภายนอก
พระราชวังทิเบเรียนา (Domus Tiberiana)
พระราชวังทิเบเรียนาเป็นพระราชวังที่แท้จริงแห่งแรกของจักรพรรดิโรมัน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 1 บนลาดเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของเนินพาลาติเน นอกเหนือจากที่ประทับแล้วยังประกอบด้วยสวนขนาดใหญ่ สถานที่สักการะเทพ ห้องพักสำหรับทหารองครักษ์ปกป้องจักรพรรดิ ตลอดจนระเบียงที่มองเห็นโรมันฟอรัม
สันนิษฐานกันว่าพระราชวังน่าจะสร้างโดยทิเบริอุส (ครองราย์ ปี ค.ศ.14-37) ตั้งแต่ยังมีสถานะเป็นทายาทของออกุสตุส แม้ว่ายังไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยัน ในสมัยของคาลิกุลา คลาวดิอุส และเนโรตอนต้น (ปี ค.ศ.38-64) พระราชวังนี้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิตามหลักฐานจากบันทึกของนักประวัติศาสตร์ร่วมสมัย มีการต่อเติมในสมัยของจักรพรรดิโดมิเชียน ทราจัน และเฮเดรียน (ปี ค.ศ.81-138) ซึ่งคาดว่าในช่วงเวลานั้นพระราชวังอาจใช้เป็นที่อยู่ของรัชทายาท ด้วยพระราชวังโดมิเชียนได้สร้างขึ้นแล้ว
พระสันตะปาปาจอห์นที่ 7 (ดำรงตำแหน่งปี ค.ศ.650-707) เป็นคนสุดท้ายที่พักอยู่ที่นี่ หลังจากนั้นพระราชวังถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งตระกูลฟาร์เนเซ (Farnese) มาสร้างสวนพฤกษศาสตร์ทับในปี ค.ศ.1550 สวนพฤกษศาสตร์นี้เป็นแห่งแรกของโรม ซึ่งภายหลังมีการโกยดินจำนวนมหาศาลออกเพื่อขุดค้นทางโบราณคดี สวนจึงลดลงคงเหลือขนาดเท่าที่เห็นในปัจจุบัน

ภาพที่ 8 ทางเดินในพระราชวังทิเบเรียน่าและตัวอย่างวัตถุจัดแสดง
หลังการรวมประเทศอิตาลีมีการสำรวจขุดค้นอย่างเป็นทางการหลายช่วง การขุดค้นและบูรณะครั้งใหญ่ที่ยาวนานเกิดขึ้นหลังปี ค.ศ.1970 และเสร็จสิ้นในปี ค.ศ.2023 ซึ่งมีการเปิดพื้นที่บางส่วนให้เข้าชมและจัดเป็นห้องนิทรรศการ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนน้อยนิดเมื่อเทียบกับพระราชวังทั้งหมด เป็นบริเวณขอบเนินทางทิศเหนือซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างซุ้มโค้งสูงใหญ่ที่มองเห็นโรมันฟอรัม
ห้องนิทรรศการจัดแสดงโบราณวัตถุจากการขุดค้นในบริเวณนี้ ตั้งแต่ยังเป็นบ้านในยุคสาธารณรัฐจนเป็นพระราชวัง ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม เครื่องปั้นดินเผา ของใช้ในครัวเรือน ประติมากรรมที่เป็นรูปของเทพและบุคคลในตำนานต่างๆ
หลังจากเดินเที่ยวชมพระราชวังทิเบเรียน่าจบ เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถไปชมโบสถ์ซานตามาเรียอันติควาและโรมันฟอรัมได้ครบด้วยไม่มีเวลามากพอจึงรู้สึกเสียดาย

ภาพที่ 9 พระราชวังทิเบเรียน่ามองจากโรมันฟอรัม กรุกระจกเป็นห้องนิทรรศการ บนสุดคือระเบียงชมวิว
ท่านใดสนใจชมโบราณสถานแบบเจาะลึกและมีเวลาว่างมากพอ ผู้เขียนแนะนำให้ซื้อตั๋วโรมันฟอรัมแบบ FORUM PASS SUPER (ราคา18 ยูโร) เพื่อเข้าชมซุปเปอร์ไซต์ทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและบริหารจัดการเวลาดีได้อาจสามารถเข้าชมทั้ง 11 แห่งได้ภายใน 9 ชั่วโมง! หรือซื้อตั๋วแบบ 24 ชั่วโมง ราคา 18 ยูโร (COLOSSEUM - ROMAN FORUM - PALATINE) สามารถใช้เข้าชมโคลอสเซียมและโรมันฟอรัมแบบไม่เจาะลึก เพื่อเดินเล่นและถ่ายภาพวิวเป็นที่ระลึก บางคนอาจเลือกซื้อตั๋วอีกชนิดหนึ่งเป็นแบบ 24 ชั่วโมง ONLY ARENA (18 ยูโร) ชมโคลอสเซียม โรมันฟอรัม และซุปเปอร์ไซต์ (โดยเดินในสนาม แต่ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงจากด้านบนอัฒจันทร์ และไม่ชมนิทรรศการ) ก็สามารถชมซุปเปอร์ไซต์ได้ภายใน 9 ชั่วโมง ซึ่งน่าจะคุ้มค่าที่สุด
นอกจากนี้ยังมีตั๋วแบบพิเศษที่เรียกว่า FULL EXPERIENCE TICKET (24 ยูโร) เป็นตั๋วชนิด 2 วัน โดยวันแรกอาจเข้าชมโคลอสเซียมแบบเจาะลึก (มีให้เลือกหลายจุด) และวันถัดมาไปชมโรมันฟอรัม พาลาติเน และซุปเปอร์ไซต์ ซึ่งข้อเสนอดูคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคา ทว่า การจองตั๋วค่อนข้างยากและต้องจองล่วงหน้า 7 วันเท่านั้น หากใครไปเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวอาจจองสำเร็จก็ได้ เว็บไซต์จองตั๋วตามลิงก์นี้ https://ticketing.colosseo.it/en/categorie/singoli-1-8-persone/