Museum Core
เมื่อรถไฟไม่ใช่เพียงพาหนะ:การบอกเล่าด้วยเสียงหวูดที่ไม่มีวันเงียบงันที่ พิพิธภัณฑ์รถไฟไซตามะ
Museum Core
21 ก.ย. 69 12
ประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียน : นิรมล อึ้งตระกูล

               หนึ่่งในภาพจำของประเทศญี่ปุ่นที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึงย่อมหนีไม่พ้นขบวนรถไฟหัวกระสุน "ชินคันเซ็น" (Shinkansen) ที่แล่นทะยานตัดผ่านภูมิประเทศด้วยความเร็วสูง และมีความตรงเวลาสูงในระดับวินาที นวัตกรรมเหล่านี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอัจฉริยภาพเชิงวิศวกรรมที่สมบูรณ์แบบ

               ทว่า กว่าที่ญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านระบบรางระดับโลกกลับมีจุดเริ่มต้นขึ้นจากหัวรถจักรไอน้ำคันเล็ก ๆ ที่นำเข้ามาจากชาติตะวันตกเมื่อกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปีก่อน และไม่มีสถานที่ใดที่สามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ และถอดรหัสจิตวิญญาณแห่งการพัฒนารถไฟได้อย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์แบบได้เท่าพิพิธภัณฑ์รถไฟ (The Railway Museum) เมืองไซตามะ

               พิพิธภัณฑ์รถไฟ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่14 ตุลาคม ค.ศ. 2007 (ตรงกับวันสถาปนากรณีรถไฟญี่ปุ่น) โดยความร่วมมือและการดำเนินงานของมูลนิธิวัฒนธรรมรถไฟตะวันออก ภายใต้บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (East Japan Railway Company หรือ JR East) โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาที่สืบทอดมรดก ความรู้ และนวัตกรรมระบบรางที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นมายาวนาน ภายในอาคารแห่งนี้จัดแสดงขบวนรถไฟจริง (Rolling Stock) มากกว่า 40 คัน ซึ่งทุกคันผ่านการบูรณะให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

 

ก้าวแรกสู่ ‘สถานีแห่งกาลเวลา’ และจิตวิญญาณ JR East

               ทันทีที่ผู้เขียนได้ก้าวพ้นผ่านประตูทางเข้าสู่โถงนิทรรศการโซนประวัติศาสตร์ (History Zone) ที่มีขนาดมหึมาก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความโอ่อ่าอลังการและภาพที่เห็นเบื้องหน้า คือ ภาพหัวรถจักรและขบวนรถไฟหลากยุคสมัยจอดเรียงรายอย่างสง่างามภายใต้โครงสร้างหลังคาสูง ภายในถูกจัดแสงอย่างประณีตช่วยขับเน้นให้พื้นผิวเหล็กกล้าและสีสันของตัวถังรถไฟแต่ละขบวนดูคลาสสิก สร้างบรรยากาศในพื้นที่ให้เหมือนเวลาหยุดนิ่งคล้ายกับ "สถานีแห่งกาลเวลา" เปิดให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสกับรถไฟโบราณ

 

 

ภาพที่ 1 โถงจัดแสดงหัวรถจักรในโซนประวัติศาสตร์

 

               ตรงกลางอาคารมีการจัดแสดงรถไฟตามไทม์ไลน์ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมรถจักรไอน้ำ สู่หัวรถจักรดีเซลและไฟฟ้า จนกระทั่งยุครถไฟความเร็วสูง หากสังเกตจะเห็นรถจักรไอน้ำสีดำทมิฬตั้งโดดเด่นเป็นประธานอยู่บนวงเวียนกลับรถไฟ (Turntable) รถจักรเหล่านี้เปรียบเสมือนปฐมบทของการปฏิวัติคมนาคมครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อครั้งรัฐบาลเมจิตัดสินใจเปิดเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สายแรกที่เชื่อมต่อระหว่างสถานีชิมบาชิ (โตเกียว) และโยโกฮามา ในปีค.ศ.1872 ระบบรางได้กลายเป็น "กระดูกสันหลัง" ในการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ (Modern State-Building) ของญี่ปุ่น การเชื่อมต่อกับภูมิภาคที่เคยห่างไกลไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงแค่การขนส่งพืชผลทางการเกษตรหรือแร่ธาตุเท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองและสังคมที่หล่อหลอมให้ประชากรที่เคยแยกตัวกันตามแคว้นหรือภูมิภาคภายใต้ระบบศักดินาเดิมได้ตระหนักถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลายเป็นชาติสมัยใหม่ที่มีเอกภาพและพร้อมเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกในยุคนั้น

 

‘ฮิบาริ’ และยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูหลังเพลิงสงคราม

               จากนั้นเมื่อเดินลึกเข้าไปตามทางเดินในโถงจัดแสดง สายตาของผู้เข้าชมจะถูกดึงดูดด้วยสีสันของขบวนรถด่วนพิเศษสีครีมคาดแถบแดงหนาที่เป็นเอกลักษณ์ จอดเคียงข้างกับชานชาลาที่จำลองบรรยากาศย้อนยุคอย่างครบถ้วน พร้อมป้ายชื่อตัวอักษรคันจิเด่นชัดว่า "HIBARI" ซึ่งขบวนรถไฟรุ่นนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามภายนอก แต่ยังเป็นตัวแทนของยุคเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

               ทั้งนี้ "ฮิบาริ" ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า "นกกระจาบฝน" (Skylark) เป็นนกที่ส่งเสียงร้องเตือนการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ รถด่วนพิเศษขบวนนี้วิ่งให้บริการในเส้นทางสายเหนือ เชื่อมระหว่างสถานีอูเอโนะในโตเกียวมุ่งสู่ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ในช่วงทศวรรษ 1950 ถึง 1960 ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าพัฒนาประเทศขึ้นมาจากกองเถ้าถ่านและความสิ้นหวังของสงครามโลก การมีรถด่วนปรับอากาศที่วิ่งด้วยความเร็วสูงและมอบความสะดวกสบายระดับสูงในยุคนั้น จึงเปรียบเสมือนผู้นำความหวังและความภาคภูมิใจมาสู่คนในชาติ อีกทั้งยังเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญว่าญี่ปุ่นได้ฟื้นตัวอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตที่สดใส

               นอกจากนี้ รายละเอียดในภาพถ่ายที่มีหุ่นเจ้าหน้าที่รถไฟยืนทำหน้าที่เคียงข้างตัวรถ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปรัชญาการทำงานของชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับวินัย หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างสูงสุด ในยุคที่ระบบอาณัติสัญญาณยังเป็นแบบกลไก ต้องอาศัยประสบการณ์และการประสานงานอย่างแม่นยำ และความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้โดยสารนับร้อย ความเป็นมืออาชีพของบุคลากรรถไฟในยุคนั้นได้ยกระดับมาตรฐาน "อุบัติเหตุเป็นศูนย์" (Zero Accident) ให้กลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบขนส่งมวลชนญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

 

ภาพที่ 2 หัวรถจักรขบวนรถด่วนพิเศษ "ฮิบาริ”

 

พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหัวรถจักรไฟฟ้าซีรีส์ ED75 และความฝันก่อนสงครามของ EF55

               พื้นที่จัดแสดงในโซนถัดมาเป็นการนำเสนอเชิงเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยี 2 ระบบผ่านหัวรถจักรไฟฟ้าสองรุ่นที่มีบทบาทและความสำคัญต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยหัวรถจักรไฟฟ้าคันแรกมีสีแดงชาด หมายเลข ED75 775 หัวรถจักรระบบไฟฟ้ากระแสสลับที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อรองรับโครงการขยายโครงข่ายระบบจ่ายไฟฟ้าบนทางรถไฟ (Railway Electrification) ไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งหัวรถจักรรุ่นนี้ทำหน้าที่ลำเลียงวัตถุดิบอย่างเหล็กกล้า และสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงานเชื่อมสู่ท่าเรือและเมืองใหญ่ จึงมีบทบาทมากในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการสร้างชาติให้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกขนานนามว่า "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น" (Japanese Economic Miracle)

 

ภาพที่ 3 หัวรถจักรไฟฟ้า รุ่น ED75 

               

               ขณะที่รถจักรไฟฟ้าสีน้ำตาลแดงเข้ม หมายเลข EF55 1 ถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ.1936 มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยรูปทรงด้านหน้าที่โค้งมนคล้ายกับรูปทรงของหัวหมูหรือพลั่วตักดิน ดูคล้ายตัวการ์ตูนมูมิน (Moomin)  ทำให้ได้รับฉายาว่า "มูมิน" ซึ่งเป็นการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ให้ "ลู่ลม" หรือ "สตรีมไลน์" (Streamlined)  เพื่อลดแรงต้านทานของอากาศและเพิ่มความเร็ว ทั้งนี้ ปัจจุบันรถจักรไฟฟ้าคันนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสมบัติทางประวัติศาสตร์การคมนาคมที่สำคัญของญี่ปุ่น

 

ภาพที่ 4 หัวรถจักรไฟฟ้ารุ่น "มูมิน"

 

โลกย่อส่วนอันยิ่งใหญ่ และความผูกพันของคนกับราง

               นอกเหนือจากขบวนรถไฟขนาดเท่าจริงที่น่าเกรงขามแล้ว ห้องจัดแสดงแบบจำลองระบบรางและเมืองย่อส่วน (Diorama Room) เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ที่ดึงดูดใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้ใช้เวลาชมนิทรรศการได้นานนับชั่วโมง แม้โมเดลจำลองมีขนาดเล็กในอัตราส่วน 1:80 แต่มีความประณีตในรายละเอียดทุกตารางนิ้ว สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังและพิถีพิถันอันเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ภาพที่ 5 โมเดลรถไฟจำลอง

               สำหรับชาวญี่ปุ่น รถไฟไม่ใช่แค่ยานพาหนะที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่รถไฟมีความผูกพันที่เหนียวแน่นจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เป็นความทรงจำ และรากฐานความเป็นตัวตนของคนในชาติ เด็กญี่ปุ่นจำนวนมากเติบโตมากับของเล่นอย่างชุดรถไฟจำลองพร้อมราง (Plarail) หรือการสะสมโมเดลรถไฟจำลอง N-Scale ในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากยังคงรักษาความหลงใหลนี้ไว้ผ่านการเป็น "เท็ตสึโดะ ฟาน" (Tetsudo Fan - แฟนพันธุ์แท้รถไฟ) ความผูกพันที่สืบทอดต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นนี้ ทำให้พิพิธภัณฑ์รถไฟไซตามะไม่ได้มีบทบาทเพียงสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนทั่วไป แต่ยังเป็น "พื้นที่แห่งความทรงจำร่วมกัน" (Collective Memory Space) ของคนทั้งประเทศ สถานที่คนรุ่นปู่ย่าสามารถจูงมือลูกหลานมาชี้ชวนให้ดูรถไฟด้วยกันได้อย่างเพลิดเพลิน พร้อมเล่าเรื่องราวความหลังกับประสบการณ์ในอดีต

              แม้ว่าภายในโถงจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์รถไฟไซตามะจะเงียบงัน ไม่มีเสียงเครื่องยนต์และเสียงหวูดรถจักรไอน้ำคันเก่าอีกแล้ว แต่ผู้เขียนเชื่อว่า คำบอกเล่าผ่านรอยล้อบนรางเหล็กยังคงทำให้เสียงหวูด รถไฟดังก้องกังวานเสมอสำหรับผู้มาเยือน

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ