Museum Core
สำรวจบ้านเลขที่ 11 ของสถาปนิกสถาปัตยกรรมเขตร้อน “เจฟฟรีย์ บาวา”
Museum Core
22 ก.ย. 69 16
ประเทศศรีลังกา

ผู้เขียน : ฤดี ภวสิริพร

               ผู้เขียนเคยได้ยินชื่อเสียงของ “เจฟฟรีย์ บาวา” (Geoffrey Manning Bawa) สถาปนิกผู้ริเริ่มการนำสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ (Modernism) มาหลอมรวมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของศรีลังกา ทำให้เกิดความสนใจอยากไปชมผลงานของสถาปนิกชื่อดังผู้นี้ ดังนั้น ก่อนการเดินทางไปศรีลังกาผู้เขียนได้ส่งอีเมลไปจองทัวร์บ้านของบาวาที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโคลอมโบล่วงหน้า

               เจฟฟรีย์ บาวา คือใคร? เขาเกิดที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ.1919 ในครอบครัวนักกฎหมายที่ร่ำรวย บาวาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์จนกระทั่งสอบได้เป็นเนติบัณฑิต หลังเดินเส้นทางอาชีพเป็นนักกฎหมายได้ไม่นานก็ถึงจุดเปลี่ยน หลังมารดาของบาวาเสียชีวิตเขาออกเดินทางท่องโลกเพื่อเยียวยาจิตใจ ต่อมาเขาเดินทางกลับศรีลังกาและซื้อที่ดินที่ลูนูกังกาใกล้กับเบนโตตา (ปัจจุบันคือหนึ่งในชายหาดยอดนิยมของนักท่องเที่ยว) โดยเขาตั้งใจออกแบบบ้านในสวนป่าจึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นอาชีพใหม่ในเส้นทางสถาปนิก

               บาวากลับไปเรียนด้านสถาปัตยกรรมที่สมาคมสถาปัตยกรรม วิทยาลัยสถาปัตยกรรม (Architectural Association School of Architecture) ณ กรุงลอนดอน เขาได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับมาผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของเอเชียใต้ (วัสดุพื้นถิ่น ชานเรือน หลังคาสูง และการระบายอากาศตามธรรมชาติ) ให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในรูปแบบอาคารร่วมสมัยในพื้นที่เขตร้อน (Tropical Modernism) ตัวอย่างผลงานที่มีชื่อเสียงของบาวา ได้แก่ อาคารรัฐสภาศรีลังกา (Sri Langa Parliament) มหาวิทยาลัยรูฮูนา (University of Ruhuna) โรงแรมเฮอริแทนซ์กันทาลามา (Heritance Kandalama) และอนันตรา คาลูตารา รีสอร์ต (Anantara Kalutara Resort) กล่าวกันว่า บาวาเป็นสถาปนิกคนแรกที่ออกแบบสระน้ำอินฟินิตี้ (Infinity Pool) ให้ความรู้สึกกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  

               ผู้เขียนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 11 ท้ายซอย 33 คัลเดอแซค (Cul-de-sac) และพบว่าบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง แต่บรรยากาศกลับเงียบสงบร่มรื่น เดิมบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่สามในบ้านแถวสี่หลัง ซึ่งบาวาเช่าจากฮาโรลด์ เพียริส (Harold Peiris) ทนายความ นักเขียน และผู้สนับสนุนศิลปะในปีค.ศ. 1959 ต่อมาภายในเวลาสิบปี เขาก็ซื้อบ้านทั้งหมดสี่หลังแล้วปรับปรุงใหม่ (ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) ให้เป็นบ้านที่มีสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตในศรีลังกาอย่างครบครันโดยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้ได้รับยกย่องในเรื่องกระบวนการทำงานของบาวา ซึ่งเขากล่าวสรุปไว้ว่า “เมื่อคนเรามีความสุขกับการวางแผนและสร้างอาคารมากเท่ากับผม ผมพบว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายขั้นตอนที่แน่นอนในเชิงวิเคราะห์หรือแบบตายตัว”

 

ภาพที่ 1 ลวดลายพระอาทิตย์บนบานประตูหน้าบ้าน ผลงานของศิลปินบาติก เอนา เดอ ซิลวา (Ena de Silva)

           

               ผู้เขียนเดินตามผู้นำชมผ่านประตูหน้าบ้านที่ถูกออกแบบเป็นสองชั้น เพื่อเปิดรับแสงกลางวัน และปิดสนิทยามค่ำคืนนับเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เบื้องหลังประตูเป็นลานจอดรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ปี ค.ศ. 1934 ภายในบ้านมีบริเวณเปิดโล่ง และปลูกต้นไม้ช่วยลดความร้อน เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของศรีลังกาแต่มีปัญหาเรื่องยุงชุม ผู้นำชมเล่าให้ฟังว่าเมื่อปลายปีค.ศ. 2025 ศรีลังกาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงที่สุดในรอบสามสิบปีจากพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) พัดถล่ม ทั่วทั้งประเทศประสบปัญหาน้ำท่วมขัง ทว่าบ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใดเพราะมีการออกแบบระบบระบายน้ำไว้เป็นอย่างดี

               ถัดจากโซนโถงทางเข้าและโรงรถ มีทางเดินนำไปสู่ห้องนั่งเล่น ระหว่างทางเดินผู้นำชมได้ชี้ชวนให้ผู้เขียนชมม้านั่งลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีขาวดำ และท้าทายชวนคิดว่าใช้ประโยชน์อย่างไร คำตอบชวนให้แปลกใจเล็กน้อยว่าเป็นที่นั่งสุนัขพันธุ์แดลเมเชียน (Dalmatian) ของบาวาที่เคยเลี้ยงทั้ง 4 ตัวล้วนเป็นพันธุ์แดลเมเชียนเพราะบาวาชอบสีขาวดำ รวมถึงงานตกแต่งภายในหลายชิ้นที่เป็นโทนสีขาวดำเช่นกัน

               นอกจากนี้ บริเวณทางเดินมีผลงานประติมากรรมนกฮูกปิดทองของ ลากี เซนานายาเก (Laki Senanayake 1937-2021) ศิลปินท้องถิ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลกที่เข้ามาร่วมทำงานกับบาวาในฐานะช่างเขียนแบบ และต่อมาได้ทำงานประติมากรรมหลายชิ้นร่วมกับบาวา เช่น รูปปั้นนักรบตามบันไดโค้งในโรงแรมเจ็ทวิงไลท์เฮาส์ (Jetwing Lighthouse Hotel) และโคมไฟและงานบาติกในอาคารรัฐสภาศรีลังกา (หมายเหตุ บก. - ลากี เซนานายาเก เป็นทั้งประติมากร จิตรกร และนักออกแบบภูมิทัศน์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน สร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมยุคใหม่ให้กับศรีลังกา)  

 

ภาพที่ 2 ที่นั่งสุนัขของบาวา และงานประติมากรรมนกฮูก

           

               บริเวณห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่งเป็นพื้นที่ที่บาวาชอบทำกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งนั่งทำงาน รับประทานอาหาร และพบปะแขกผู้มาเยือน ชิ้นงานที่ประดับตกแต่งบริเวณนี้มีแบบแปลนครั้งแรกของลูนูกังกา (Lunuganga) เขียนแบบบ้านโดยลากี เซนานายาเก และภาพวาดการ์ตูนของเบวิส บาวา (Bevis Bawa) พี่ชายของบาวา (หมายเหตุ บก. - ลูนูกังกาเป็นบ้านพักตากอากาศและสวนสไตล์โมเดิร์นเขตร้อน ผลงานมาสเตอร์พีซของเจฟฟรีย์ บาวา ตั้งอยู่ที่เมืองเบนโตตา (Bentota) ประเทศศรีลังกา ริมทะเลสาบเดดดูวา (Dedduwa Lake))

               ติดกับห้องนั่งเล่นเป็นห้องนอนของชั้นหนึ่ง (ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป) ภายในห้องนอนให้ความรู้สึกสงบและเป็นส่วนตัว มีความสว่างจากการเลือกใช้โทนสีขาวแตกต่างจากบรรยากาศภายนอก บาวาออกแบบให้ผนังด้านข้างของห้องนอนเชื่อมต่อกับพื้นที่คอร์ตยาร์ด (Courtyard) เพื่อระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าวของศรีลังกา รวมถึงเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นๆ ของบ้านอย่างห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร และสวนด้านหลัง โดยผู้นำชมเล่าว่าบาวามีกิจวัตรประจำวัน คือ ดื่มกาแฟดำชั่วโมงละสองแก้ว และสูบบุหรี่วันละหนึ่งร้อยมวน ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจมาก เนื่องจากบาวาค่อนข้างอายุยืน เขาเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 2003 ในวัย 83 ปี

 

ภาพที่ 3 บาวาออกแบบบ้านให้มีการระบายอากาศ ปลูกต้นไม้ และช่องแสงธรรมชาติเหมาะกับพื้นที่เขตร้อน

           

               จากนั้น พื้นที่ของชั้นที่สองเป็นห้องพักแขกที่บาวาใช้ต้อนรับเพื่อนๆ ปัจจุบันห้องพักดังกล่าวเปิดให้บริการคนทั่วไปสามารถจองเข้าพักได้และมีลูกค้าจองคิวยาวข้ามปีเสมอ ทั้งนี้ ไม่สามารถชมห้องนอนได้หากมีผู้เข้าพักอยู่ และสามารถถ่ายรูปได้เฉพาะห้องนั่งเล่นบริเวณหน้าห้องนอนที่มีโซฟาที่บาวาเป็นผู้ออกแบบเอง และบนผนังตกแต่งด้วยผ้าเขียนลายแบบบาหลี นอกจากผลงานออกแบบในศรีลังกาแล้ว บาวายังมีผลงานออกแบบอาคารหลายแห่งในอินโดนีเซียด้วย เช่น โรงแรมไฮแอท รีเจนซี บาหลี (Hyatt Regency Bali) และโรงแรมบันยันทรี ตันจุงปีนัง บนหมู่เกาะรีเยา (Banyan Tree Hotel, Tanjung Pinang) จึงไม่น่าแปลกใจหากงานศิลปะตกแต่งบางชิ้นในบ้านมีกลิ่นอายของบาหลีด้วย

               ห้องนอนแขกชั้นสองอยู่ติดกับบันไดโค้งทางขึ้นไปชั้นสามที่จัดเป็นพื้นที่สวนบนดาดฟ้า แม้ในวันที่อากาศร้อนจัดอย่างช่วงปลายเดือนมีนาคมก็ยังรู้สึกร่มรื่นเย็นสบาย (ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าบ้านหลายหลังที่อยู่ใกล้เคียงมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้วย เนื่องด้วยศรีลังกามีปัญหาเรื่องไฟดับด้วยบางครั้ง)

                การเดินชมบ้านเลขที่ 11 ใช้เวลาประมาณ 45 นาที และจบลงด้วยความประทับใจ บ้านหลังนี้นอกจากสะท้อนตัวตนและรสนิยมของบาวาผ่านการออกแบบและเครื่องตกแต่งแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นความเป็นผู้นำแนวคิดสมัยใหม่ในการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบอาคารให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมพื้นถิ่นเขตร้อนชื้นในเอเชียใต้ได้อย่างเหมาะสมและลงตัว   

 

ภาพที่ 4 บันไดและพื้นที่สวนบนชั้นดาดฟ้า

 

                หากใครสนใจเข้าเยี่ยมชมบ้านเลขที่ 11 เปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยวันจันทร์ถึงศุกร์มี 3 รอบ (10.00 / 14.00 / 15.30) วันเสาร์มี 2 รอบ (11.00 / 16.00) วันอาทิตย์มี 1 รอบ (11.00) ค่าเข้าชม 5,000 LKR ทั้งนี้ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://geoffreybawa.com/number-11

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ