ผู้เขียน : ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล
![]()
วัตถุสะสมในพิพิธภัณฑ์ล้วนแต่เป็นวัตถุที่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากบริบทดั้งเดิมสู่พิพิธภัณฑ์ พื้นที่แห่งใหม่ที่มีการจัดการวัตถุนั้นตามระบบงานพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการนำเข้าสู่ห้องคลังโบราณวัตถุ ผ่านการอนุรักษ์ให้คงสภาพ ทำทะเบียน ลงเลขประจำวัตถุ มีนักวิชาการมาศึกษาวิจัย วิเคราะห์ตีความและให้ความหมายเชิงคุณค่าแก่วัตถุชิ้นนั้น ๆ จากนั้น วัตถุถูกเคลื่อนย้ายนำไปติดตั้งไว้ในห้องนิทรรศการเพื่อจัดแสดงต่อสาธารณะ จึงเกิดเป็นคุณค่าเชิงความรู้ที่ถ่ายทอดสู่มนุษยชาตินั้น ในเวลาเดียวกันวัตถุที่พิพิธภัณฑ์ครอบครองมีคุณค่าในเชิงมูลค่าด้วย
การครอบครองของวัตถุในพิพิธภัณฑ์นั้นมีด้วยกันหลายกรณี เช่นการรับบริจาค การจัดซื้อหรือประมูล การขอยืมจากเจ้าของวัตถุ รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์โดยชอบธรรมจากยุคสมัยอาณานิคม และการปล้นชิงขโมยวัตถุในช่วงสงคราม โดยเฉพาะประเด็นหลังก่อให้เกิดข้อถกเถียงและอภิปรายเป็นวงกว้างว่า บรรดาเจ้าอาณานิคมสมควรคืนวัตถุและโบราณวัตถุคืนสู่ประเทศเจ้าของเดิม ตัวอย่างเช่น ชุดประติมากรรมไม้แกะสลักขนาดใหญ่และศิลปวัตถุจำนวน 26 ชิ้นที่ถูกขโมยภายหลังการแพ้สงครามของอาณาจักรดาโฮมี (ประเทศเบนินในปัจจุบัน) ถูกส่งไปยังปารีสและจัดเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เก บร็องลี่ (Museé du Quai Branly) ประเทศฝรั่งเศส ศิลปวัตถุชุดนี้เคยจัดแสดงในส่วนจัดแสดงศิลปะแอฟริกาของพิพิธภัณฑ์ จนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.2021 รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ส่งคืนกลับไปยังประเทศเจ้าของเดิมอย่างเป็นทางการ
ในบรรดาวัตถุสะสมของพิพิธภัณฑ์มีวัตถุทางศาสนา หรือวัตถุที่สัมพันธ์กับความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ และการปฏิบัติต่อวัตถุนั้น ๆ เช่น ประติมากรรมพระพุทธรูป เทวรูป หุ่นจำลองที่ใช้ในพิธีศพ แท่นบูชา เป็นต้น เมื่อวัตถุถูกแยกออกจากบริบทสังคมเดิมที่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติในการแสดงความเคารพต่อวัตถุอย่างการเซ่นสรวงบูชา อาจทำให้วัตถุทางความเชื่อสูญเสียคุณค่าทางจิตวิญญาณด้วยสถานะใหม่ วัตถุในพิพิธภัณฑ์กลายเป็นวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible objects) และเป็นส่วนหนึ่งของคลังสะสมในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น
พิพิธภัณฑ์ในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และศึกษา เผยแพร่ความรู้ทางด้านมรดกวัฒนธรรมจะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรกับกรณีวัตถุทางศาสนาและความเชื่อที่มีความหมายสำหรับผู้ชมบางกลุ่มที่มีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณกับวัตถุในนิทรรศการ และต้องการสักการะต่อประติมากรรมพุทธรูป เทวรูป หรือแม้แต่หุ่นจำลอง เพื่อแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งที่ตนศรัทธา ผู้เขียนยกตัวอย่างการจัดการของพิพิธภัณฑ์ต่อวัตถุทางศาสนาและความเชื่อ 4 แห่ง และข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ เพื่อเป็นข้อคิดให้พิพิธภัณฑ์พิจารณา
เมื่อมีนาคม ค.ศ. 2023 มีบทความกล่าวถึงหญิงผู้อพยพชาวกัมพูชาอธิษฐานและร่ายรำต่อหน้า “พระหริหระ” เทวรูปศิลปะเขมร และถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเชิญให้ออกจากห้องนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (The Met) โดยระบุว่าห้ามร่ายรำโดยไม่ได้รับอนุญาต ในใจความสำคัญของบทความ คนกัมพูชาเชื่อว่าในวัตถุที่เป็นรูปปั้นรูปเคารพทางศาสนา และในธรรมชาติอย่างต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ ฯลฯ มีจิตวิญญาณสถิตอยู่ การร่ายรำเพื่อบวงสรวงขอพรจึงเป็นวิธีการสื่อสารกับสวรรค์และโลกวิญญาณ นับเป็นกิจวัตรที่คนในท้องถิ่นปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อพิพิธภัณฑ์ปฏิเสธแสดงถึงความไม่เข้าใจในบริบทเดิมหรือจุดประสงค์ในการสร้างรูปเคารพที่ถูกขโมยมาจากวัด พิพิธภัณฑ์จึงควรคืนวัตถุเหล่านั้นให้กับกัมพูชา

ภาพที่ 1 หญิงผู้อพยพชาวกัมพูชาร่ายรำต่อหน้าเทวรูปศิลปะเขมรในห้องนิทรรศการ
ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (The Met) และถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเชิญออก
(ภาพจาก https://videos.files.wordpress.com/0zX6HvNQ/dd_video_002-sophiline-dance-met_mp4_hd.original.jpg?h=1000)
อีกกรณีหนึ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ครอบครองประติมากรรมคู่หนึ่งที่ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ประติมากรรมดังกล่าวแกะสลักจากหินทราย และเป็นเทวรูปบุรุษและสตรีในศิลปะเขมรสมัยบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 โบราณวัตถุทั้งสองชิ้นค้นพบที่กู่เมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ภาพที่ 2 ประติมากรรมเทวรูปบุรุษและสตรีรูปแบบศิลปะเขมรภายในห้องนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
© ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล, 2566
อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องทำบันทึกข้อตกลงกับชุมชนเมืองบัวในการอนุญาตให้ชาวบ้านเมืองบัวอัญเชิญประติมากรรมทั้งสองชิ้นมาตั้งเป็นวัตถุประธานในงานประเพณีสรงกู่เมืองบัวที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ทั้งนี้ ชุมชนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของพิพิธภัณฑ์ในการเคลื่อนย้าย ดูแลรักษาโบราณวัตถุไม่ให้เกิดความเสียหาย

ภาพที่ 3 ประติมากรรมเทวรูปบุรุษและสตรีถูกอัญเชิญออกจากห้องนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์กลับไปสู่ชุมชน
เพื่อเป็นวัตถุประธานในงานประเพณีของท้องถิ่นเป็นประจำทุกปี
(ภาพจาก https://wikicommunity.sac.or.th/files/community/208/attach/large-64479346491e0.jpg)
ส่วนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรม “มหาคณปติบูชา” เนื่องในเทศกาลคเณศจตุรถี เมื่อวันที่ 16-19 กันยายน 2566 และเปิดเทวาลัยชั่วคราวในห้องนิทรรศการ (ห้องชวา – ศรีวิชัย) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปสักการะและขอพรจากประติมากรรมรูปพระคเณศปางคณปติ หนึ่งในพระพิฆเนศที่เก่าแก่สุดในเมืองไทย

ภาพที่ 4 การสักการะประติมากรรมรูปพระคเณศปางคณปติ ในเทศกาลคเณศจตุรถี
เจ้าหน้าที่จัดเตรียมโต๊ะสำหรับจัดวางเครื่องบูชาภายในห้องนิทรรศการ © ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล, 2566
นอกจากนี้มิวเซียมสยามมีรูปจำลองนางกวักขนาดใหญ่ มีชื่อเรียกว่า “แม่เอิบ” จัดแสดงไว้ในห้องนิทรรศการ “ไทยโอนลี่” ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประจำได้เล่าให้ฟังว่าสายตาของผู้ชมชาวต่างชาติมองดูแม่เอิบเป็นเพียงโมเดลประกอบนิทรรศการ ในขณะที่ผู้ชมชาวไทยมักยกมือไหว้แม่เอิบเสมอ ทั้งยังมีบางคนนำสิ่งของเครื่องใช้สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ (เครื่องสำอาง ผ้าอนามัย) มาวางถวายเป็นของไหว้เพื่อแก้บนอีกด้วย ซึ่งมิวเซียมสยามได้ผ่อนปรนกฎระเบียบ มิได้ปฏิเสธหรือห้ามใด ๆ

ภาพที่ 5 ผู้ชมนำเครื่องใช้มาถวายเป็นของไหว้แก้บนแม่เอิบที่ห้องนิทรรศการ “ไทยโอนลี่” © สินสมุทร ขุนทอง, 2566
จากที่กล่าวมาข้างต้น นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าแม้แม่เอิบจะเป็นวัตถุจำลองที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อประกอบการจัดแสดงในนิทรรศการก็ยังเป็นวัตถุที่มีพลังทางจิตวิญญาณ ไม่แตกต่างจากโบราณวัตถุอาจมีเหตุมาจากค่านิยมทางวัฒนธรรมไทยที่บ่มเพาะเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อในวัตถุบางประเภท
ในประเด็นนี้เอ็มม่า ซีลิก นักมานุษยวิทยาศาสนาได้อธิบายถึงบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในฐานะพื้นที่สำหรับการอนุรักษ์และการศึกษามรดกทางวัฒนธรรมว่า พิพิธภัณฑ์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและเคารพชุมชนดั้งเดิมของวัตถุในคลังสะสมของพิพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ดี หากนักพิพิธภัณฑ์หรือนักวิชาการด้านศาสนาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตีความ หรือเชื่อมโยงความหมายทางจิตวิญญาณที่สัมพันธ์กับวัตถุทางศาสนาควรทำอย่างไร
คริสปิน เพน หนึ่งในบรรณาธิการหนังสือชื่อ Religion in Museums ได้ให้สัมภาษณ์และแสดงความเห็นว่า พิพิธภัณฑ์ที่มีวัตถุสะสมเป็นวัตถุทางศาสนาอาจใช้วิธีผ่อนปรนความเข้มงวดด้วยการพิจารณาว่า การปฏิบัตินั้นไม่รบกวนการจัดแสดงหรือเป็นอันตรายต่อชิ้นวัตถุ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมบางกลุ่มแสดงออกมากขึ้น เช่น การวางดอกไม้ใกล้รูปภาพ หรือการหมอบอยู่ด้านหน้าภาพ
พิพิธภัณฑ์อาจสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนานี้ในเชิงบวกอย่างการเชิญกลุ่มศาสนาในชุมชนท้องถิ่นมาจัดพิธีเป็นครั้งคราวในห้องแกลอรี่ นอกจากเป็นการดึงดูดผู้ชมที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว ยังส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์อบอุ่นเหมือนบ้าน รวมถึงช่วยให้ผู้ชมคนอื่นเข้าใจด้วยว่าวัตถุที่จัดแสดงอยู่นั้นมีความสำคัญ และมีธรรมเนียมปฏิบัติต่อวัตถุนั้นอย่างไร ในการผ่อนปรนนี้พิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องเปิดกว้างต่อการประนีประนอมทุกรูปแบบ รวมทั้งไม่รบกวนผู้เข้าชมอื่นๆ และไม่ฝ่าฝืนกฎการอนุรักษ์
กล่าวโดยสรุป คือ พิพิธภัณฑ์ที่มีวัตถุสะสมเป็นวัตถุทางศาสนา หรือความเชื่อ ควรมีวิธีการจัดการอย่างสร้างสรรค์และประนีประนอม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมบางกลุ่มได้กระทำการบางอย่างเพื่อแสดงความเคารพต่อวัตถุจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ ทั้งนี้ การพิจารณาผ่อนปรนกฎระเบียบบางอย่างจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยและการอนุรักษ์โบราณวัตถุ และความสะดวกในการเข้าชมของผู้เข้าชมอื่น ๆ เป็นสำคัญ
Cheam-Shapiro, Sophiline. Met Museum Kicked Me Out for Praying to My Ancestral Gods. March 2023, https://hyperallergic.com/809442/met-museum-kicked-me-out-for-praying-to-my-ancestral-gods/, access on January 18, 2024.
Cieslik, Emma. “Caring for the Body and Spirit of Altars: An Ethical Exploration” The Jugaad Project, Vol. 5, No. 1, 2023, www.thejugaadproject.pub/caring-for-altars, access on January 18, 2024.
“Religious Objects in Museums: An Interview with Crispin Paine” Glencairn Museum News, Number 3, 2017, https://www.glencairnmuseum.org/newsletter/2017/3/27/religious-objects-in-museums-an-interview-with-crispin-paine, access on January 18, 2024.
แผ่นพับเอกสารเผยแพร่ "เส้นทางศึกษาโบราณคดีทุ่งกุลาร้องไห้" บริเวณลุ่มน้ำมูลตอนกลางจังหวัดร้อยเอ็ด บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด. โดยสำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.
นายสินสมุทร ขุนทอง. เจ้าหน้าที่ประจำห้องนิทรรศการ “ห้องไทยโอนลี่” มิวเซียมสยาม. สัมภาษณ์ 20 ธันวาคม 2566.
ภาพปก © ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล, 2566