Museum Core
จัดพาเหรดล้านปีในมิวเซียม
Museum Core
24 พ.ย. 64 737
ประเทศอังกฤษ

ผู้เขียน : STAROORT

          ถ้าใครเป็นแฟนพันธ์ุแท้เรื่อง Jurassic Park ภาพหนึ่งที่ติดตาและถูกนำมาใช้เป็นมุกในหนัง Hollywood หลายๆ เรื่อง ก็คือฉากที่พี่ใหญ่อย่าง T-Rex หรือ (Tyrannosaurus rex) วิ่งไล่ล่ารถในพาร์คนั่นเอง เราลองมาตามรอยเท้าพี่ใหญ่ T-Rex ไปเดินขบวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford University Museum of Natural History) ดูกัน

 

ภาพที่ 1 รอยเท้าไดโนเสาร์จำลองบนพื้นสนามหญ้าด้านหน้าพิพิธภัณฑ์

 


          พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1860 บนถนนพาร์ค ไม่ไกลจากสวนของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (University Parks) มากนัก ถ้าหากเดินมาจากตัวเมืองแล้วจะมองเห็นอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้นสไตล์โกธิค (Gothic)ตั้งอยู่บนด้านขวาของถนน สังเกตง่ายๆ คือ ตึกที่มีหน้าต่างเรียงรายทั้ง 2 ชั้น บริเวณด้านหน้าของตัวพิพิธภัณฑ์เป็นสนามหญ้าที่ตอนหน้าร้อนจะกลายเป็นที่พักผ่อนของนักศึกษาหรือครอบครัวที่พากันมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แต่หากสังเกตดีๆ บนพื้นสนามหญ้า จากมุมขวามือริมถนนพาร์คจะมองเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ของสัตว์บางอย่างที่กำลังเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ลูกเล่นเดินตามรอยเท้าสัตว์ขนาดใหญ่มุ่งหน้าไปยังประตูที่ตั้งอยู่ตรงกลางอาคารทำให้เราอยากลองเดินตามรอยเท้านี้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เลยทีเดียว

 

ภาพที่ 2 ด้านนอกตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ที่ดูเคร่งขรึม

 

         จากภายนอกอาคารก่อนเดินเข้ามา ด้วยลักษณะตัวอาคารเมื่อมองจากภายนอกมีลักษณะทึบ ทำให้รู้สึกว่าด้านในอาคารน่าจะทึมๆ ตามสไตล์พิพิธภัณฑ์แบบเก่าๆ แน่นอน แต่เมื่อเดินพ้นประตูบานใหญ่เข้าไปก็พบกับหลังคาที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมในสมัยโกธิค แต่ที่ต่างออกไปก็คือตัวโครงหลังคาบางส่วนทำมาจากเหล็ก จึงทำให้ด้านบนมีลักษณะเป็นหลังคาโปร่งแสง หลังคาอาคารนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีแสงจากธรรมชาติเข้ามาในตัวอาคารมากที่สุด ดังนั้นพูดได้เลยว่าภาพจินตนาการเมื่ออยู่ภายนอกกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเข้ามาภายในแล้ว

 


          เมื่อเข้ามายังด้านในจะพบกับลานโถงกลางขนาดใหญ่ (Main court) ตรงบริเวณนี้จะมองเห็นโครงกระดูกของสัตว์โลกล้านปีนานาชนิดเรียงรายต้อนรับนักเรียน นักท่องเที่ยว หรือผู้รักการศึกษาประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือตัวอย่างแร่หรือชั้นหินต่างๆ ที่นำมาจัดวางเรียงไว้ในตู้โชว์ เรียงไปตามแนวยาวของโถงกลาง และแน่นอนพระเอกของโถงกลางก็คือโครงกระดูกของ T-Rex ที่ทุกคนเคยเห็นในภาพยนตร์ หรือหากเดินไปยังปีกด้านซ้ายหรือด้านขวาก็จะพบกับโครงกระดูกนานาชนิดของสัตว์ดึกดาบรรพ์ไม่ว่าจะเป็นอิกัวโนดอน (Iguanodon) ที่จัดอยู่ในวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลาน หรือช้างดึกดาบรรพ์อย่างแมมมอธ (Mammoth) ที่มีงาโค้งยาวและมีขนาดใหญ่ หรือกระดูกปลาวาฬดึกดาบรรพ์ โครงกระดูกทั้งหมดนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือเกือบสมบูรณ์ จึงไม่แปลกใจเลยถ้าเด็กๆ ที่เคยอ่านหรือเคยเห็นรูปสัตว์เหล่านี้ในหนังสือก่อนนอน จะตื่นตาตื่นใจกับของจริง ขนาดตัวจริงๆ ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าพวกเขา ขนาดผู้ใหญ่เดินเข้าไปด้านในยังแอบ...ว้าวกับภาพตรงหน้าเลย

 

 

ภาพที่ 3 โครงกระดูกที่ดึงดูดสายตาตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาด้านในพิพิธภัณฑ์

 

          จากชั้นแรกไปยังชั้นที่ 2 ซึ่งทางเดินขึ้นจะอยู่ตรงมุมทั้งสี่ของตัวอาคาร บริเวณชั้น 2 เป็นพื้นที่ส่วนของออฟฟิศและห้องเรียน (Lecture room) อย่าเพิ่งแปลกไปว่าในพิพิธภัณฑ์นี้มีห้องเรียนด้วยหรือ เนื่องด้วยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ดังนั้นอาคารดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นห้องเรียนไปด้วยในตัวสำหรับนักศึกษาทางด้านธรณีวิทยา (Geology) หรือการศึกษาทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หรือการศึกษาในประเด็นร้อนแรงของโลกขณะนี้อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ซึ่งสาขาทั้งหลายที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่มาศึกษาหารายละเอียดความเป็นมาเป็นไปของโลกเราได้จากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเน้นการศึกษาที่ให้เห็นตามความจริง และเรียนรู้จากของจริงมากไปกว่าการท่องจำ หากเราลองจินตนาการว่าหลังจากอ่านตำราเรียนแล้ว และยังนึกภาพหรือยังไม่เข้าใจวิชาการจากตัวหนังสือ เพียงแค่เดินออกมาจากห้องเรียนและเดินลงมาหาตัวอย่าง (Specimen) จากโถงหน้าห้องเรียนได้เลยมันจะเป็นความรู้สึกวิเศษเพียงใด


          นอกจากพระเอกพี่ใหญ่อย่าง T-Rex และช้างแมมมอธแล้ว พิพิธภัณฑ์นี้ยังเก็บเนื้อเยื่อของนกพันธ์ุหนึ่งที่สูญพันธ์ุไปนานแล้ว โดยนกดังกล่าวมีชื่อว่า "โดโด้" (Dodo) หรือทั่วไปมักเรียกติดปากว่า Oxford Dodo ทำไมนกโดโด้ตัวนี้ถึงได้มีความสาคัญขนาดที่พิพิธภัณฑ์นี้นำมาใช้เป็นโลโก้หนึ่งของเขา ประวัติคร่าวๆ ของนกโดโด้เป็นนกพลัดถิ่นที่ถูกค้นพบโดยนักเดินเรือชาวดัตช์ที่เดินทางไปยังเกาะมอริเชียสและได้นำนกพันธ์ุนี้กลับมายังยุโรปรวมถึงอังกฤษด้วย กล่าวกันว่านกโดโด้เป็นนกที่มีขนาดใหญ่สูงประมาณ 1 เมตร และหนักประมาณ 20 กิโลกรัม เป็นนกที่อยู่บนพื้นดินไม่สามารถบินได้ และมีอุปนิสัยเป็นมิตรอย่างมาก โดยไม่ทำร้ายคน หรือสัตว์ตัวอื่นๆ ด้วยข้อดีอันนี้เอง กลับนำภัยมาสู่เผ่าพันธ์ุนกโดโด้จนเกิดการสูญพันธ์ุในเวลาถัดมา โดยเจ้านกตัวนี้ถูกพบเจอเป็นครั้งสุดท้ายเท่าที่มีในบันทึกก็เกือบจะ 300 ปีมาแล้ว (ค.ศ. 1700s) นี่คงเป็นข้อดีอย่างที่สุดที่พิพิธภัณฑ์ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเก็บรักษาหรือศึกษาพร้อมกับจดบันทึกรายละเอียดตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังสืบค้นได้ต่อไป ต่อไปหากในอนาคตข้างหน้าที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพก้าวหน้าขึ้นไปอีก เราอาจจะได้เห็นนกโดโด้ที่สูญพันธ์ุไปแล้วกลับมามีชีวิตได้อย่างอัศจรรย์อีกครั้งหนึ่ง ความดีเหล่านี้คงต้องแบ่งไปให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยกระมัง

 

ภาพที่ 4 ตัวอย่างการจัดแสดงเรื่องนกโดโด้

แหล่งที่มาภาพ: https://www.oumnh.ox.ac.uk/

 

          เกือบ 20 ปีมาแล้วที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่มีการปรับปรุงขนานใหญ่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 หากแต่ในปีนี้ (ค.ศ.2021) พิพิธภัณฑ์ได้มีโครงการออกแบบแปลนการจัดโชว์ และการเปลี่ยนแปลงตู้โชว์ในบริเวณโถงชั้น 1 ทั้งหมด โดยมีธีมในการจัดแสดงชื่อว่า “Life, As We Know It” โดยโครงการนี้จะใช้ระยะเวลาดำเนินการในช่วงปีค.ศ. 2021-2022 โดยตัวพิพิธภัณฑ์ได้ปิดพื้นที่บางส่วน และยังคงเปิดให้เข้าชมเป็นปกติ เพียงแค่เราอาจสังเกตเห็นพี่ๆ โครงกระดูกต่างๆ เคลื่อนย้ายไปมารอบๆ พิพิธภัณฑ์เท่านั้นเอง ผู้เขียนเองก็ตั้งเป้าไว้ว่าหลังจากวิกฤตโควิดหมดลงอย่างสิ้นเชิง และโลกพร้อมจะเปิดให้เราทุกคนเดินทางได้อย่างอิสระอีกครั้ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงเป็นจุดหมายปลายทางที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

 

 STAROORT

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ