“ลอนดอน” เป็นหนึ่งในเมืองแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ว่าเดินไหนก็สามารถพบพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายวันเดินชมให้ครบถึงพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่กระจายอยู่แทบทุกมุมถนน
ผู้เขียนอยากแนะนำให้รู้จักกับพิพิธภัณฑ์ลับแห่งหนึ่งในย่านวอเตอร์ลู (Waterloo) ซึ่งต้องเดินผ่านตลาดสดขนาดใหญ่ของลอนดอนมาเล็กน้อย ก่อนเดินข้ามถนนลัดเลาะตามกำแพงสีขาวโพลนของโรงพยาบาลเซนต์โทมัส (St Thomas’ Hospital) จนถึงประตูกระจกเล็ก ๆ บริเวณชั้น 1 ของอาคารที่หากไม่สังเกตให้ดีก็อาจพลัดหลงเดินวนรอบโรงพยาบาลได้
ที่นี่ คือ พิพิธภัณฑ์ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale Museum) หลังเดินผ่านประตูทางเข้าอาคารก็พบกับเคาน์เตอร์ขายตั๋ว จากนั้นจึงเข้าสู่ประตูอัตโนมัติที่นำพาไปยังห้องจัดแสดงที่มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่แบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่าง ๆ ราวกับเขาวงกต
โซนแรกนิทรรศการเริ่มด้วยการเล่าเรื่องชีวิตช่วงแรกของมิสไนติงเกลว่า เกิดในปีค.ศ.1820 ระหว่างที่ครอบครัวเดินทางไปพักร้อน ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เธอจึงถูกตั้งชื่อตามชื่อเมืองที่กำเนิด ไนติงเกลเกิดในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง บิดาเป็นชาวอังกฤษที่เห็นประโยชน์ของการศึกษาจึงสอนวรรณกรรม ปรัชญา ภาษา ประวัติศาสตร์ และคณิตศาสตร์ให้ลูก กลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ไนติงเกลสามารถฝึกเก็บข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง แม้ว่ายุคสมัยนั้นสตรีถูกถูกคาดหวังให้เป็นเพียงภรรยาที่ดีของสามี เลี้ยงลูก และดูแลงานบ้าน

ภาพที่ 1 ภาพไนติงเกลกำลังปักผ้าและเพเธอโนพี (พี่สาว) ยืนถือหนังสือเป็นภาพเปิดนิทรรศการ
ภาพนี้แสดงถึงความคาดหวังที่แม่ชาวฝรั่งเศสอยากให้ไนติงเกลเป็นกุลสตรี
ปีค.ศ. 1844 ไนติงเกลอายุได้ 24 ปี เจ้าของร่างแบบบางเป็นสาวสะพรั่งหน้าตาสวยงาม และบุคลิกสง่างามจนต้องใจชายผู้หนึ่ง หลังจากคบหาดูใจนานถึง 9 ปี เธอตัดสินใจปฏิเสธความรักนั้น ด้วยเกรงว่าการแต่งงานจะรบกวนการเป็นพยาบาล อาชีพที่ไนติงเกลได้ยินจากเสียงเพรียกของพระเจ้า ขณะที่ภาพลักษณ์พยาบาลยุคนั้นเป็นอาชีพต่ำต้อย มีเพียงหญิงชราปากจัดทำหน้าที่นั่งเฝ้าคนไข้เท่านั้นที่ทำอาชีพนี้ โชคดีที่บิดาให้การสนับสนุนไนติงเกลอย่างเต็มที่ เธอจึงได้เรียนต่อด้านพยาบาลที่สถาบันไคเซอร์เวิร์ธ (Kaiserswerth) ในเยอรมนี และกลับมาเป็นพยาบาลในกรุงลอนดอน
ในนิทรรศการมีการจัดแสดงหนังสือศาสนาของไนติงเกล หนึ่งในนั้นคือหนังสือสวดมนต์ภาษาเยอรมันที่ได้รับจากคริสเตียน ฟอน บุนเซน (Christian von Bunsen) ทูตชาวปรัสเซีย เจ้าของโรงพยาบาลในโรมและลอนดอนตะวันออก ผู้แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ไนติงเกลมุ่งมั่นอยากเป็นพยาบาล นอกจากนี้มีเจ้านกฮูกอาธีนา (Athena) เป็นไฮไลท์ในโซนนี้ ไนติงเกลช่วยชีวิตนกฮูกจากเด็กผู้ชายที่รุมกลั่นแกล้งแล้วเลี้ยงไว้ โดยตั้งชื่อให้นกตามชื่อเมืองที่พบ
โซนถัดมาถูกกั้นด้วยกำแพงสีน้ำเงินสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายผ้าของตุรกี เล่าเรื่องเกี่ยวกับสงครามไครเมีย (Crimean War) ช่วงระหว่างค.ศ. 1853 – 1856 อังกฤษและฝรั่งเศสเข้าร่วมสงครามรบกับรัสเซีย ไนติงเกลและพยาบาลอีก 38 คนเดินทางไปยังโรงพยาบาลทหารในเมืองสคูตารี (Scutari) ประเทศตุรกี นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงได้รับอนุญาตให้ทำงานในกองทัพ เวลานั้นโรงพยาบาลสกปรก ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ เธอและพยาบาลอาสาทั้งหมดจึงช่วยกันทำความสะอาด ดูแลเรื่องอาหารและเสื้อผ้าให้ถูกสุขลักษณะ ยิ่งไปกว่านั้น ไนติงเกลเล็งเห็นว่าความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญมากจึงถือโคมไฟอันเล็ก เดินตรวจตราทหารที่เจ็บหนักไปทั่วโรงพยาบาลในช่วงเวลากลางคืน เพื่อแสดงความเป็นห่วงเป็นใยและถามถึงสารทุกข์สุขดิบของผู้ป่วย จนได้รับสมญานามว่า ‘สุภาพสตรีผู้ถือดวงประทีป’ (The lady with the lamp) ซึ่งในนิทรรศการได้นำโคมไฟที่ไนติงเกลใช้เดินตรวจตราผู้ป่วยมาจัดแสดงไว้กลางห้องโถง

ภาพที่ 2 ภาพโรงพยาบาลก่อนและหลังที่ไนติงเกลและคณะเข้ามาปฏิบัติงานในสงครามไครเมีย

ภาพที่ 3 โคมไฟดั้งเดิมที่ไนติงเกลเคยใช้เดินตรวจตราคนไข้ในยามวิกาล
ผู้เขียนได้ชมวีดิโอ ‘The Real History of Florence Nightingale’ ซึ่งในช่วงท้าย เดฟ กรีน (Dave Green) หัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ชมมักตกใจกับภาพโคมไฟที่เห็น เพราะมีความแตกต่างจากภาพจำที่เคยเห็น เช่น ภาพบนธนบัตร 10 ปอนด์ที่แสดงภาพไนติงเกลถือเทียน หรือตะเกียงจินนี่ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์สงครามไครเมียได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จึงมีผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปทำข่าวแต่ในสมัยนั้นยังไม่มีการถ่ายภาพ นักหนังสือพิมพ์มักวาดภาพประกอบผ่านจินตนาการส่งกลับมาแทนการวาดภาพโคมแบบที่ใช้จริงในตุรกี อีกทั้งอาจไม่มีใครอธิบายลักษณะของภาพโคมไฟอย่างละเอียด
นิทรรศการโซนถัดมาเล่าเรื่องราวและรายละเอียดของการทำงานของไนติงเกลหลังกลับมาจากสงครามไครเมีย เริ่มต้นจากบันทึกทางสถิติที่ไนติงเกลใช้ในการจำแนกผู้ป่วยประเภทต่าง ๆ ด้วยแผนภูมิภาพ เช่น แผนภูมิดอกกุหลาบที่เข้าใจได้ง่าย เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษเห็นความสำคัญของการจัดการข้อมูลและสถิติทางการแพทย์

ภาพที่ 4 ภาพแผนภูมิแสดงการจำแนกประชากรโรคไข้หวัดสเปน
ต่อมาไนติงเกลได้จัดตั้งโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกขึ้นที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสด้วยเงิน 45,000 ปอนด์ในปีค.ศ.1860 ซึ่งไม่ราบรื่นนักในช่วงแรก มีนักเรียนวิพากษ์ว่าการเรียนตลอด 8 เดือนนั้นได้เรียนรู้เพียงวิธีการเป็นคนเชื่อฟังและถ่อมตน ทำให้นักเรียนลาออกมากขึ้น จึงมีการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ โดยไนติงเกลร่วมมือกับศัลยแพทย์จอห์น ครอฟท์ (John Croft) เปิดห้องเรียน จัดการสอบและให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการ ตลอดจนอนาคตของนักเรียนหลังจบการศึกษาแล้ว ทำให้นักเรียนมีความเจริญก้าวหน้าในการงาน มีหลายคนที่เปิดโรงเรียนพยาบาลและปฏิรูปการพยาบาล ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้พยาบาลเป็นอาชีพที่มีเกียรติมากยิ่งขึ้น
ในนิทรรศการแสดงให้เห็นผลงานเขียนของไนติงเกลขณะยังมีชีวิตอยู่จำนวนราว 200 เล่ม และเป็นหนังสือเกี่ยวกับการพยาบาล ศาสนา ปรัชญา สุขาภิบาล โรงพยาบาล และสถิติศาสตร์ โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง ‘Note of Nursing’ การดูแลเกี่ยวกับสุขาภิบาลที่ได้รับการตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1860 กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับขายดีที่สุด แม้กระทั่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) ก็ทรงได้อ่านเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลในหลายภาษาและตีพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง
ขณะที่ผู้เขียนเดินชมนิทรรศการมองเห็นเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าพื้นที่แสดงละครที่มีฉากหลังเป็นภาพวาดโรงพยาบาลสมัยโบราณ และแว่วเสียงกังวานใสมาแต่ไกลว่า “สวัสดี! ฉันชื่อฟลอเรนซ์ ไนติงเกล” พร้อมการปรากฎกายของหญิงสาวสวมชุดเครื่องแบบพยาบาลสีดำ มีผ้าคลุมศีรษะสีขาว สวมบทบาทสมมติเป็นไนติงเกล แสดงละครเล่าชีวประวัติแบบเข้าใจง่าย และมีตัวละครอื่นเข้ามาสมทบทำให้ละครมีสีสัน ดูมีชีวิตชีวา ถูกอกถูกใจเด็ก ๆ ส่งเสียงหัวเราะชอบใจกับฉากละครสมมตินี้มากทีเดียว

ภาพที่ 5 ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์สวมบทบาทแสดงละครเป็นไนติงเกล และไขข้อสงสัยของเด็ก ๆ
โซนสุดท้ายของนิทรรศการเป็นการจำลองห้องพักของมิสไนติงเกลที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและมีหนังสือมากมายเต็มห้องสื่อให้เห็นถึงนิสัยรักการอ่าน หลังสงครามไครเมียสงบลง ไนติงเกลย้ายบ้านมาอยู่กับพี่สาว พร้อมกับเลี้ยงแมวถึง 20 ตัว บนผนังห้องประดับด้วยภาพถ่ายของเธอและพี่สาวที่สัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยระหว่างพี่น้องที่น่าประทับใจยิ่ง
พิพิธภัณฑ์ฟลอเรนซ์ ไนติงเกลอาจมีขนาดไม่กว้างมากนัก สามารถใช้เวลาชมนิทรรศการจนจบได้ภายใน 1 ชั่วโมง แต่สิ่งของที่นำมาจัดแสดงแต่ละชิ้นล้วนสามารถสะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนและความพยายามของไนติงเกลได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดเป็นการนำละครมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับฟลอเรนซ์ ไนติงเกล แม้ว่าจะเป็นละครสั้นทว่ามีความอบอุ่น สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ รู้จักและเห็นคุณค่าของอาชีพพยาบาล ซึ่งเป็นแนวทางที่พิพิธภัณฑ์ยึดถือมาตลอดแม้แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภัณฑารักษ์ก็ยังคงทำหน้าที่แสดงละครให้เด็กๆ ได้ชมผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์อีกด้วย
ผู้สนใจสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลเซนต์โทมัส ด้วยการโดยสารรถไฟฟ้าไปยังสถานีเวสท์มินส์เตอร์ หรือสถานีวอเตอร์ลู แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10-15 นาที พิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Florence Nightingale Museum. (n.d.). Visiting us. สืบค้นจาก www.florence-nightingale.co.uk
BBC News Thai. 12 พฤษภาคม 2020. “ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล “สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป” หญิงร่ำรวยผู้เลือกช่วยชีวิตคนผ่านงานพยาบาล”. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/international-52615479
ทอรุ้ง. 27 กันยายน 2023. ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สุภาพสตรีผู้ถือดวงประทีปแห่งความหวัง. สืบค้นจาก https://www.yuvabadhanafoundation.org/th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B/inspiration-nightingale/