ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โลกทั้งในอดีตและปัจจุบันดูจะเปิดกว้างสำหรับผู้ใคร่รู้ ในด้านหนึ่งของเก่าและของแปลกที่ไม่เคยพบเห็นทำให้เกิดกระแสของการสะสมซึ่งมีความเข้มข้นในหมู่ผู้มีอันจะกินและมีอำนาจ การเปิดห้องสะสมให้แขกพิเศษชมนอกจากจะได้รับความอิ่มเอมใจแล้วยังเป็นการแสดงสถานะทั้งในด้านความมั่งคั่ง อำนาจ ความรอบรู้และรสนิยม ห้องเก็บของเก่าของแปลกที่ผู้คนกระหายใคร่ดู พอเปิดออกมาแล้วทำให้ตาลุกวาวด้วยความทึ่งและพยักหน้าด้วยความยอมรับนับถือ ในยุคนั้นเขาเรียกกันว่า cabinet of curiosities
ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่18 เมื่อวัตถุทางเพศถูกขุดขึ้นมาจากเมืองโบราณปอมเปอี (Pompeii) และเฮอร์คิวลานิอุม (Herculaneum) มันก็ถูกนำมาเก็บรวบรวมไว้ในห้องๆหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพื่อเตรียมจะอวดวัตถุสุดแสนอเมซิ่งจากยุคโบราณ มันไม่ใช่ cabinet of curiosities แต่เป็น secret cabinet หรือห้องลับ (Gabinetto Segreto ในภาษาอิตาเลียน) เพราะถูกปิดลับไว้อย่างแน่นหนาด้วยคำสั่งของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ห้ามเปิดให้ใครดูเป็นอันขาดเว้นแต่จะทรงอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยพระองค์เอง
เมื่อพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 4 พระราชโอรสของพระเจ้าชาร์ลส์ เปิดพิพิธภัณฑ์ราชวงศ์บูรบง (Royal Bourbon Museum) หรือในปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาตินาโปลี (Museo Archeologico Nazionale di Napoli) ในปี ค.ศ.1816 วัตถุเหล่านั้นจึงถูกย้ายมาจัดแสดงที่นี่ แต่เพียงไม่กี่ปีผ่านไปพระเจ้า
ฟรานซิสที่ 1 โอรสของพระเจ้าเฟอร์ดินานด์พาครอบครัวมาชมพิพิธภัณฑ์และต้องตกตะลึงกับสิ่งจัดแสดงที่ทรงเห็นว่าขัดศีลธรรมและน่าอับอาย เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ.1825 จึงสั่งให้ดำเนินการนำวัตถุต้องห้ามเข้าไปเก็บไว้ในห้องปิดลับที่ “สุภาพบุรุษผู้มีวุฒิภาวะและมีศีลธรรมสูงส่งอันเป็นที่เคารพนับถือ” เท่านั้นจึงจะเข้าชมได้ เจ้าพนักงานตรวจสอบต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกรีนรายชื่อผู้ขอใบอนุญาตท่ามกลางเสียงตำหนิติเตียน กรุงนาโปลีมีชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการเดินทางของสุภาพบุรุษเหล่านี้และในขณะเดียวกันก็มีเสียงนินทาว่าพิพิธภัณฑ์ซุกซ่อนของน่าอับอายที่เลยเถิดไปกว่าความจริง ส่วนเมืองโบราณของโรมันก็ถูกตัดสินว่าเป็นเมืองไร้ศีลธรรมที่ต้องสาปจึงต้องพินาศลงด้วยไฟประลัยกัลป์
นับจากปี ค.ศ.1827 ไปจนถึงสิ้นสหัสวรรษ เป็นเวลากว่าร้อยเจ็ดสิบปี ห้องลับมีการเปิดเผยต่อสาธารณะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในปี ค.ศ.1848 เมื่อการปฏิวัติเสรีนิยมประสบความสำเร็จแค่ไม่กี่เดือน และในต้นทศวรรษที่ 1860 หลังชัยชนะของสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อห้องเปิดออกมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ ในสมัยนั้นผู้คนจำนวนไม่น้อยยังค่อนข้างเคร่งศาสนาและทำใจยอมรับไม่ได้ ห้องจึงปิดลงอีกครั้ง
ในปี ค.ศ.2000 คอลเล็กชันจึงมีการเปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้อย่างเป็นทางการ ต่อมาในปี ค.ศ.2005 จึงย้ายมายังห้องจัดแสดงขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นที่ 1 ของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาตินาโปลี ในซอกมุมที่ค่อนข้างลึกลับเล็กน้อย แต่ไม่ยากเกินจะหาพบ พิพิธภัณฑ์กล่าวว่าพวกเขาตั้งใจจะแบ่งวัตถุจัดแสดงตามลำดับเวลา วัฒนธรรม และจัดกลุ่มตามประเภทการใช้สอย และ/หรือสถานที่ที่มันอยู่ เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจเรื่องเพศตามมุมมองของคนในยุคโบราณ
จากข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ สิ่งของที่อยู่ในคอลเล็กชันมีประมาณ 250 ชิ้น พวกมันไม่ได้ออกมาโชว์โฉมทั้งหมด สิ่งที่นำออกมาจัดแสดงคงจะผ่านที่ประชุมคัดเลือกและออกแบบจัดแสดงที่มีการถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดมาแล้วเป็นแน่

ภาพที่ 1 หินจารึกบนหลุมฝังศพ
เมื่อเดินผ่านประตูลูกกรงเหล็กเข้าไป สิ่งแรกที่ต้อนรับเราคือลึงค์ขนาดใหญ่สองอัน เขียนคำอธิบายว่า หินฝังศพอีทรัสคันในรูปของลึงค์ที่มีชื่อจารึก, จากคิวสิ (chiusi) หรือเปรูจา (Perugia) คิวสิ เป็นเมืองของอิทรัสคัน (Etruscan เป็นชื่อของอารยธรรมที่แผ่กระจายในบริเวณอิตาลีตอนกลางและบางส่วนของตอนใต้ในช่วง 800-500 ปีก่อนคริสตกาล ภายหลังค่อยๆถ่ายทอดกลมกลืนเข้ากับอารยธรรมกรีกและโรมัน) เมืองคิวสิเดิมชื่อว่าเมืองคลูสิอุม (Clusium) เป็นเมืองสำคัญมากเมืองหนึ่งในยุครุ่งเรืองของอิทรัสคัน ที่คิวสิเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีเกี่ยวกับอารยธรรมอิทรัสคันด้วย ส่วนเปรูจาเป็นชื่อเมืองที่ในปัจจุบันอยู่คนละแคว้นกับคิวสิแต่อยู่ในตอนกลางของอิตาลีเหมือนกัน สมัยโบราณเป็นที่ทางของพวกอัมเบรียน (Umbrian)
ข้อความส่วนใหญ่ในย่อหน้าที่แล้วเป็นสิ่งที่ผู้เขียนมาค้นหาภายหลังด้วยความสงสัย ป้ายอธิบายสิ่งจัดแสดงแบบสั้นๆเป็นการให้ข้อมูลที่ช่วยให้เกิดความงุนงงได้เป็นอย่างดี นอกจากความรู้เพิ่มเติมว่าสมัยโน้นเขา (คง) จารึก(ชื่อว่าอะไร? หรือจารึกเรื่องใดอีก?) บนหลุมศพ (ของคนสำคัญหรือคนทั่วไป?) กันด้วยว่าแต่ลึงค์อันไหนเป็นของชาวคิวสิอันไหนเป็นของชาวเปรูจากันล่ะ
ภาพที่ 2 จู๋ เต้านม และมดลูก (ด้านขวาบน)
การชุมนุมของจู๋ เต้านม และมดลูก แบบนี้ พบในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวแซมไนท์ (Samnite ผู้คนที่เคยมีอำนาจในภาคกลางตอนใต้ของอิตาลี ก่อนที่โรมันจะเข้ามายึดครอง) ในบริเวณเมืองเก่าของคาเลส์ (Cales เมืองโบราณ ปัจจุบันอยู่ใน
คาลวิริซอรต้า ( Calvi Risorta) ในแคว้นคัมปาเนีย (campania)) คนโบราณมอบของเหล่านี้เป็นพลีเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลความอุดมสมบูรณ์

ภาพที่ 3 เครื่องปั้นดินเผา เป็นถ้วยหน้ากาก พร้อมลิ้นลึงค์ที่ขยับไปมาได้
พบในบ้านของมิลิอาเจอร์ (House of Meleager) ปอมเปอี สิ่งนี้เรายังไม่รู้ว่าเขาใช้มันอย่างไร

ภาพที่ 4 ปลัดขิกโรมัน พบในปอมเปอี สิ่งเล็กๆเหล่านี้ ถ้าอยู่บ้านเราคงจะเรียกว่าปลัดขิก ที่ใช้เป็นเครื่องราง
มันมีห่วงสำหรับคล้องหรือห้อย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าคนโรมันก็ใช้ปลัดขิก
เป็นเครื่องรางป้องกันเภทภัยเช่นเดียวกัน

ภาพที่ 5 แท่นวางประติมากรรม Pan and The Goat แจ้งว่าประติมากรรมถูกยืมไปจัดแสดงดูรูปไปพลางๆ ก่อน
ประติมากรรมหินอ่อนรูปเทพเจ้าแพน (Pan) กับแพะ หรือ The Goat ขุดพบที่วิลล่าของปาปิริ (Villa of the Papyri)
เฮอร์คิวลานิอุม น่าจะเป็นโบราณวัตถุชิ้นที่พระเจ้าฟรานซิสที่ 1 ขึ้นบัญชีเซนเซอร์ไว้เป็นอันดับหนึ่ง แต่พิพิธภัณฑ์ก็เลือกที่จะนำมาจัดแสดง (ภาพนี้ผู้เขียนไม่ได้เซนเซอร์นะ บังเอิญตอนนั้นเทพแพนกับนางแกะสาวพากันไปเที่ยวลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา) ประติมากรรมชิ้นนี้พินิจดูแล้วเป็นงานศิลปะที่ซ่อนไว้ด้วยความละเมียดละไมและอ่อนโยน

ภาพที่ 6 ภาพเฟรสโก (Fresco ภาพเขียนบนปูนเปียก) Pan and Hermaphroditus
ภาพเฟรสโกของเทพแพน (อีกแล้ว) และเฮอร์มาโฟรไดทุส (Hermaphroditus) จากบ้านของดิออสกูรี (House of Dioscuri) ปอมเปอี แพนเป็นเทพเจ้าแห่งการแพร่พันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ เทพจอมเจ้าชู้ท่องไปในป่าที่เขาจับคู่กับใครก็ได้ที่เขาพบ เขาพบผู้หญิงที่หลับใหล แต่เมื่อเขาเปิดผ้าคลุมหน้าและเธอตื่นขึ้น เขากลับพบว่าเธอมีสองเพศ ขณะที่ผงะหนีไปด้วยความตกอกตกใจ เฮอร์มาโฟรไดทุสกลับพยายามยับยั้งเขาเพราะต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วย
อีกเช่นเคย เรื่องของเฮอร์มาโฟรไดทุสมีหลายสำนวน ในเรื่องเล่าของโอวิด (Ovid) กวีชาวกรีก เฮอร์มาโฟรไดทุส เป็นลูกชายของอะโฟรดีธและเฮอร์เมส (Aphrodite and Hermes) เป็นเด็กหนุ่มรูปงามทำให้นางไม้ชื่อซัลมาชิส (Salmacis) หลงรักและอธิษฐานขออยู่ร่วมกันตลอดไป พระเจ้า (องค์ไหน?) ก็เลยสาปให้ร่างทั้งสองหลอมรวมกันกลายเป็นเฮอร์มาโฟรไดทุส
ผู้มีสองเพศในร่างเดียว ในอีกเรื่องเล่าบอกว่าเฮอร์มาโฟรไดทุสเกิดมาเป็นสองเพศเช่นนั้นอยู่แล้วและนางไม้ซัลมาชิสเป็นผู้ดูแลเขาตั้งแต่ยังเป็นทารก บางท้องถิ่นก็เชื่อว่าเฮอร์มาโฟรไดทุสเป็นตัวร้าย บ้างก็ว่าเป็นเทพดีที่ลงมาอยู่ปะปนกับมนุษย์ บางครั้งเขาทำเรื่องร้ายแต่หลายครั้งก็ทำเรื่องดีๆ เช่นกัน
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงคิดไปได้หลายแง่มุม ช่างน่าสนใจที่ภาพนี้และเรื่องราวหลายเรื่องที่มาประกอบกันสะท้อนถึงความคิดเกี่ยวกับสังคมและผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง นอกเหนือจากว่านี่เป็นภาพที่น่ารักและทำให้อมยิ้มได้ทุกครั้งที่ดู ดีแค่ไหนที่มีภาพนี้อยู่ในบ้านและต้องอมยิ้มทุกครั้งที่เดินผ่าน
นักโบราณคดีกล่าวว่าวัตถุทางเพศที่ขุดพบ พบอยู่ทั่วๆไป ทั้งในคฤหาสน์หรู ในห้องรับประทานอาหาร ห้องรับแขก ห้องนอน สวนกลางบ้าน พบในโรงอาบน้ำสาธารณะ พบในซ่อง พบในสนามกีฬา หรือริมถนน ในร้านขายขนมปัง ฯลฯ บ่งบอกว่าชาวโรมันในยุคต้นคริสตกาลคงจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา...ไม่ใช่สิ..พวกเขาคงจะไม่ได้มองเรื่องเพศเป็นเรื่องที่แปลกแยกแตกต่างจากสิ่งอื่นๆในชีวิตประจำวันและในธรรมชาติ
การจัดแสดงสิ่งของในห้องนี้ในรูปแบบเดียวกับโบราณวัตถุศิลปวัตถุอื่นๆในพิพิธภัณฑ์ประเภทจัดแสดงสิ่งของไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แบบเล่าเรื่อง โดยให้คำอธิบายชื่อและประเภทสิ่งของที่สั้นมากๆ ซ้ำๆ กันไป (แทบจะว่าไม่ต้องอธิบายก็ได้) มันอาจใช้ได้ในบางกรณี แต่วัตถุพวกนี้น่าจะเป็นโอกาสให้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการเล่าเรื่องได้อย่างสนุก ให้เนื้อหาสาระได้มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ลดเสียงกระซิบกระซาบและเสียงหัวเราะคิ๊กคั๊กของผู้คนที่อดไม่ได้ที่จะคิดเรื่องสัปดน ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์
ผู้เขียนรู้สึกว่าของในห้องนี้มันส่งเสียงท้าทายผู้บริหารและคิวเรเตอร์ของพิพิธภัณฑ์ สิ่งจัดแสดงเหล่านี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเจ้าของเก่าของพวกมันแต่มันไม่ได้เชื่อง พวกมันเดินทางมาไกลมาโผล่ในที่ที่ทำไมไม่รู้ถึงไม่ค่อยมีใครอยากคุยด้วยเลย พวกมันรออยู่ว่าจะมีผู้ใด เชื่อมโยงผู้เคยใช้เคยชมพวกมันในอดีตไกลโพ้นกับผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งมนุษย์ทั้งสองฝั่งนี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าใด ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากเสียจนจะทำให้ไม่สามารถเข้าใจกันได้เลย
ที่มาของข้อมูล
https://www.atlasobscura.com/places/gabinetto-segreto
https://holeinthedonut.com/2014/06/24/erotic-art-of-pompeii-herculaneum-italy/
กระต่ายหัวฟู