Museum Core
MONA พิพิธภัณฑ์ลับแห่งเกาะแทสมาเนีย
Museum Core
02 ก.พ. 69 53
ประเทศออสเตรเลีย

ผู้เขียน : พนัชกร สำโรงทอง

               โมนา (MONA) ชื่อย่อของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่าและใหม่ของแทสมาเนีย (Museum of Old and New Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะของเอกชนที่ตั้งอยู่ในเมืองโฮบาร์ต (Hobart) เมืองหลวงของรัฐแทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย แม้ผู้เขียนตั้งชื่อบทความว่าพิพิธภัณฑ์ลับ แท้จริงแล้วพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักพอสมควร ใครที่ได้ไปเยือนเมืองโฮบาร์ตก็มักไม่พลาดเข้าชมที่แห่งนี้ ทว่าความลึกลับนั้นเกิดขึ้นจากความรู้สึกแรกของผู้เขียนเมื่อได้มาเยือนเหมือนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหนังไซไฟ เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่แปลกสะดุดตา และมีการออกแบบประสบการณ์รับชมงานศิลป์ที่ไม่เหมือนที่ใด

               ตั้งแต่เปิดให้เข้าชมเมื่อปีค.ศ. 2011 โมนามีการจัดแสดงผลงานศิลปะรวมมากกว่า 3,200 ชิ้น ภายใต้ผู้ก่อตั้งนาม เดวิด วอล์ช (David Walsh) เศรษฐีพันล้าน นักพนันมืออาชีพและนักสะสมงานศิลปะ ผู้รวบรวมและสะสมผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบและยุคสมัย ตั้งแต่สมัยโบราณอย่างโลงศพมัมมี่ของอียิปต์ ภาพเขียน ประติมากรรม รวมถึงศิลปะร่วมสมัยอย่าง รถพอร์ชสีแดงสุดจ้ำม่ำ (Fat car) สื่อวิดิทัศน์ งานศิลปะจัดวาง(Installation) ตลอดจนงานศิลปะทดลองต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก

               สำหรับรูปแบบการเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ผ่านรถยนต์แล้ว โมนายังมีบริการเรือข้ามฟากที่ตกแต่งด้วยลายพราง (คิดค่าบริการ) รับ-ส่งผู้โดยสารจากท่าเรือหลักใจกลางเมืองไปยังพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำห่างออกไปประมาณ 30 นาที บนเรือมีการสร้างบรรยากาศในแบบป่าพงไพร มีที่นั่งทำเป็นโมเดลรูปสัตว์อย่างเสือและแกะ มีลิงห้อยโหนตามเสา และตกแต่งเพดานเป็นรูปใบไม้ สร้างความรู้สึกทั้งชวนตื่นเต้นและน่าพิศวงอยู่ในที และเมื่อเรือจอดที่ท่าเรือจุดหมายปลายทางก็มีบันไดทางขึ้นจำนวน 99 ขั้น รออยู่เพื่อนำไปสู่ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ด้านบน

               อาคารพิพิธภัณฑ์สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียวตั้งอยู่เหนือพื้นดิน ทว่าความจริงแล้วโมนายังมีพื้นที่ชั้นใต้ดินขนาดใหญ่อีก 3 ชั้น ผู้เขียนพบว่าเมื่อเดินผ่านบันไดวนลงไป ภายในอาคารไร้หน้าต่าง ผนังรอบด้านเป็นชั้นหิน และทางเดินบางส่วนเผยให้เห็นชั้นอื่นๆ ที่อยู่ลึกลงไป บรรยากาศราวกับถ้ำใต้ดิน ชวนให้ระแวดระวัง หากเดินชมผลงานศิลปะอย่างใจลอยก็อาจเดินวนกลับมาที่จุดเดิม และหาทางออกไปยังพื้นที่อื่นไม่เจอ เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มิใช่แค่เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงผลงานศิลปะเท่านั้น แต่อาคารพิพิธภัณฑ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนก็ได้รับประสบการณ์นี้หลังเดินผ่านม่านที่พาไปพบกับงานศิลปะที่ไม่รู้ว่ามีอยู่อย่างงุนงง และมองหาทางเข้าไปยังห้องจัดแสดงถัดไปไม่เจอ จำเป็นต้องพึ่งพาการดูแผนที่แนะนำพิพิธภัณฑ์ผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อว่า ‘The O’ ซึ่งแผนที่ดิจิตอลนี้แสดงให้เห็นภาพรวมพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ว่าแต่ละชั้นมีรูปร่างอย่างไร และงานศิลปะชิ้นสำคัญจัดแสดงอยู่ที่ใดบ้าง อย่างไรก็ดี เมื่อดูแผนที่แล้วเทียบกับพื้นที่จริงตรงหน้าผู้เขียนก็ยังอดสับสนไม่ได้อยู่ดี 

 

 

ภาพที่ 1 อุโมงค์เชื่อมต่อระหว่างห้องจัดแสดง

 

               นอกจากนี้แอพพลิเคชั่น ‘The O’ ยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลของผลงานศิลปะทุกชิ้นที่จัดแสดงอีกด้วย เนื่องจากรูปแบบการจัดแสดงชิ้นงานศิลปะของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่มีการติดตั้งป้ายคำบรรยายขนาดเล็กสีขาวอย่างปกติทั่วไปที่คุ้นชิน โดยผู้ชมจำเป็นต้องอ่านข้อมูลบนแอพพลิเคชั่นเท่านั้น อีกทั้งจำเป็นต้องยืนอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกับชิ้นงานนั้นด้วย ข้อมูลอันประกอบด้วย ชื่อศิลปิน ที่มา รวมถึงข้อคิดเห็นจากภัณฑารักษ์ที่มีต่อผลงานจึงปรากฏให้สามารถอ่านได้

               แม้ว่าผู้เขียนจะวางแผนใช้เวลาในการชมไว้มากถึง 3 ชม. แล้วแต่ยังน้อยเกินไป งานศิลปะแต่ละชิ้นมีความน่าสนใจและโดดเด่นมากเสียจนเข้าขั้นว่าแปลกประหลาด พิสดาร อีกทั้งการออกแบบพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ช่วยสร้างบรรยากาศ และมอบประสบการณ์การชมผลงานศิลปะที่ทั้งสนุกระคนน่าพิศวง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างผลงานบางส่วนที่รู้สึกประทับใจเป็นการส่วนตัว อาทิ ผลงานชื่อ In the end, the beginning

               ท่ามกลางความมืดสลัวบนทางเดินเล็กแคบ มีม้านั่งขนาดสองคนกระจายตัวอยู่เป็นระยะ และมีผู้ชมบางส่วนนั่งอยู่ก่อนแล้ว อีกด้านของผนังทึบเป็นห้องกระจกใสที่มองไม่ออกว่ามีอะไรอยู่ภายใน  ทันใดนั้นประกายไฟเจิดจ้าก็สาดกระจายพร้อมกับเสียงดังสนั่น ของสิ่งที่ตกกระทบ วัตถุเจิดจ้าตกลงมาจากเพดานต่อเนื่องราวหยดน้ำหล่นลงบนแท่นทรงกลม และกระจายประกายไฟออกมาทั่วห้อง  สิ่งนี้คือโลหะที่ถูกหลอมเหลวด้วยอุณหภูมิสูงถึง1500 องศา ผลงานศิลปะของอาร์คันเจโล ซัสโซลิโน (Arcangelo Sassolino) ศิลปินชาวอิตาเลียน ผู้สร้างสรรค์ชิ้นงานผ่านการทดสอบขีดจำกัดของวัสดุทางอุตสาหกรรมด้วยกรรมวิธีต่างๆ ด้วยความร้อน แรงโน้มถ่วง และการถ่ายเทพลังงานของวัสดุ ซึ่งศิลปินสร้างสรรค์ผลงานนี้โดยขยายจากชิ้นงานเดิมที่เคยจัดแสดงในงานเวนิส เบียนนาเล่ (Venice Biennale)  เมื่อปี ค.ศ. 2022

               

ภาพที่ 2 ผลงาน In the end, the beginning

 

               อีกหนึ่งงานที่น่าสนใจชื่อ MONA Confessional หรือ Giant Ear ของโอลิเวอร์ เบียร์ (Oliver Beer)  ศิลปินและนักประพันธ์ชาวอังกฤษที่ออกแบบประสบการณ์ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับชิ้นงาน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการจองคิว จากนั้นผู้ดูแลจะให้คำแนะนำสั้น ๆ ก่อนปล่อยให้ผู้ชมเดินเข้าไปในทางเดินที่มีลักษณะขดม้วนเป็นก้นหอยที่ค่อย ๆ แคบ มืด และเงียบลงเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นผู้ชมจะค่อย ๆ นึกถึงเรื่องที่อยากระบาย หรือปลดปล่อย จนกระทั่งถึงปลายทางก็พูดระบายความในใจผ่านช่องทางลึกลับ ซึ่งเสียงนี้จะถ่ายทอดสู่ใครสักคนที่อยู่อีกฝั่งของกำแพงรูหู และสามารถพูดโต้ตอบกันได้ คล้ายกับการสารภาพบาปของชาวคริสเตียน

               นอกจากนี้ยังมีชิ้นงานศิลปะที่มีชื่อเสียงและกลายเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ชื่อว่า Snake เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของศิลปินชาวออสเตรเลีย เซอร์ ซิดนีย์ โนเลน (Sir Sidney Nolan) สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1970-1972 และถูกเก็บรักษาไว้นานเกือบ 40 ปี Snake ประกอบด้วยภาพเขียนจำนวน 1,620 ภาพ ที่ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความเชื่อของชาวอะบอรีจิน ชนเผ่าพื้นเมืองออสเตรเลีย และวิถีชีวิตในทะเลทราย โดยทุกภาพมีสีสันสดใสต่างกันไป และเมื่อจัดวางรวมกันกลายเป็นรูปงูขนาดใหญ่ดูคล้ายการแปรอักษรในพื้นที่เทียบเท่าสระวายน้ำโอลิมปิก ซึ่งเป็นชิ้นงานศิลปะที่แสดงถึงความสามารถ และความเพียรอุตสาหะอย่างสูงของศิลปิน ทั้งนี้ คุณเดวิดซื้อมาในราคา 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (กว่า 40 ล้านบาท) และจัดแสดงพร้อมการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์

 

ภาพที่ 3 ห้องจัดแสดงผลงานSnake

 

               งานศิลปะชิ้นสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงเป็นผลงานประติมากรรมทรายขนาดใหญ่ ชื่อ Mirrorscape ของเธโอ เมอร์ซิเอ (Theo Mercier) ประติมากรและผู้กำกับเวทีชาวฝรั่งเศส จัดแสดงในห้องกระจกแบบพาโนรามา ศิลปินใช้ทราย 80 ตันสร้างภูมิทัศน์ของสรรพสิ่งที่ถูกทำลายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แม้ทรายมีภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนนุ่มแต่ก็สามารถสร้างออกมาให้ดูน่าสะพรึงได้ ศิลปินผู้มักสร้างสรรค์ผลงานที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ชวนให้ผู้ชมมองภูมิทัศน์นี้ว่าสะท้อนถึงสิ่งใด หายนะที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังมาเยือนในอนาคตกันแน่ ธรรมชาติที่ถูกทำลายจนเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติ หากมนุษย์ยังรุกล้ำและใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะนับว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติหรือ?

 

ภาพที่ 4 ผลงาน Mirrorscape ประติมากรรมทราย

 

               แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงส่วนเดียวจากงานศิลปะอันน่าทึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เชื่อว่าผู้ชื่นชอบศิลปะหรือบุคคลทั่วไปที่ได้มาเยือนจะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ที่สนุกสนานและเพลิดเพลินอย่างแน่นอน พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันพฤหัสบดี-วันจันทร์ เวลา 10.00-17.00น. บัตรสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 39 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และมีราคาพิเศษสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียด หรือสำรวจงานศิลปะที่จัดแสดงเพิ่มเติมได้ที่ https://mona.net.au/visit

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

Wikipedia contributors. (2021). Museum of Old and New Art. สืบค้นจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Museum_of_Old_and_New_Art

Wikipedia contributors. (2019). Snake (Nolan). สืบค้นจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Snake_(Nolan)

Theo Mercier. (no date). Mirroscape. สืบค้นจาก

https://theomercier.com/en/expositions_spectac/mirrorscape_2/

Oliviere Varenne. (no date). Arcangelo Sassolino: In the end, the beginning. สืบค้นจาก https://varenne.art/exhibitions/96-arcangelo-sassolino-in-the-end-the-beginning-mona/

Oliver Beer. (no date). Oliver beer. สืบค้นจาก https://www.oliverbeer.co.uk/bio

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ