Museum Core
ตามไปดูวิถีชีวิตชาวดัชต์โบราณที่หมู่บ้านกังหันลม Zaanse Schans
Museum Core
07 ก.ค. 65 1K
ประเทศเนเธอร์แลนด์

ผู้เขียน : ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล

          เชื่อว่าทุกคนทราบกันดีว่า ‘กังหันลม’ (windmill) เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์มาช้านาน และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะไปเที่ยวชมสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นที่มาแห่งสมญานาม “ดินแดนแห่งกังหันลม” แต่สำหรับผู้เขียนแล้วการเดินทางออกไปตามหาหมู่บ้านกังหันลมนั้นเกิดแรงผลักดันหลังจากไปเยี่ยมชมและทำความรู้จักกับแวนโก๊ะ (Vincent Van Gogh) ศิลปินหนุ่มผู้อาภัพที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะแล้วยังมีเวลาเหลืออีกครึ่งวันก่อนจะกลับมาเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปของทริป

          แม้ว่าภาพเขียนรูปวิวกังหันลมของแวนโก๊ะจะไม่โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับผลงานชิ้นอื่นๆ อย่างภาพดอกทานตะวัน และเป็นผลงานในช่วงท้ายชีวิตของเขาแต่ที่สะดุดใจผู้เขียน คือ ภาพเขียนของแวนโก๊ะเป็นทิวทัศน์ของกังหันลมแถวย่านมงมาร์ตในปารีส แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยวาดภาพกังหันลมที่อยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง ในขณะที่รูปกังหันลมปรากฎอยู่บนภาพเขียนของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์นามอุโฆษอย่าง โคลด์ โมเนต์ (Claude Monet) อยู่หลายภาพ โมเนต์กลับเลือกเดินทางมาหาวิวทิวทัศน์เพื่อวาดภาพที่อัมสเตอร์ดัม แล้วสถานที่ที่มีวิวทุ่งหญ้ากับอาคารกังหันลมอย่างในภาพวาดนั้นมันอยู่ที่ใดกัน ความสงสัยทำให้ค้นเจอว่าโมเนต์ไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงทริปปุบปับจึงเกิดขึ้นทันที

 

          หมู่บ้านกังหันลมที่ผู้เขียนไปทัศนศึกษาชื่อว่า Zaanse Schans เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซานในเมือง Zaandam ตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองหลวง ห่างออกไปไม่ไกลใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีเท่านั้นและมีรถโดยสารประจำทางจากสถานีรถไฟกลางวิ่งผ่าน เมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็มองเห็นหมู่บ้านและกังหันลมเด่นมาแต่ไกล ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ (Zaans Museum) ด้วย แต่ผู้เขียนมีเวลาจำกัดเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่ต้องรีบมายืนรอรถเมล์คันสุดท้ายวิ่งกลับเข้าตัวเมืองอัมสเตอร์ดัม จึงเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของตนเอง สัมผัสวิถีชีวิตจำลองแบบโบราณของชาวดัชต์ผ่านหมู่บ้านกังหันแทน

 

ภาพที่ 1 แนวหมู่บ้านกังหันลมที่มองเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากรถบัส

 

          เมื่ออดีตสมัยที่ดัชต์เจริญรุ่งเรืองสุดขีด (Dutch Golden Age) หรือประมาณปีค.ศ. 1588-1672 เมือง Zaandam นั้นเคยเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมการสี (milling) และเป็นเมืองแรกๆ ที่นำหน้าเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเป็นเมืองที่มีกังหันลมมากที่สุดในประเทศ จากบันทึกของเมืองระบุว่ามีจำนวนกังหันลมมากมายนับพันหลังในช่วงศตวรรษที่ 17-19 ต่อมาหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมโรงสีก็ลดจำนวนลงจนเหลือกังหันลมราวๆ 600 หลัง จนในปัจจุบันคงเหลือกังหันลมเพียง 6 หลังในหมู่บ้าน Zaanse Schans ที่ยังสามารถใช้งานได้ และยังคงบดโม่พืชสมุนไพร หินสี หรือหีบน้ำมันตามแบบวิธีการดั้งเดิม ทั้งนี้ มีกังหันลมแค่ 2 หลังเท่านั้นที่ปลูกสร้างอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาแต่เดิม ส่วนที่เหลือเป็นกังหันลมที่ทยอยถูกเคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่อื่นๆ ของเมือง Zaandam ระหว่างปี ค.ศ. 1961-1974 เพื่อมาปลูกใหม่รวมกันไว้ในหมู่บ้าน 

 

          จากแผนที่แสดงอาณาบริเวณของหมู่บ้านค่อนข้างกว้างมาก เรียกได้ว่า “ขาลาก” หากต้องการสำรวจหมู่บ้านทั้งหมดด้วยการเดินเท้า ในหมู่บ้านจึงมีบริการจุดให้เช่าจักรยานด้วย แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเลือกเยี่ยมชมเฉพาะจุดที่เป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านแทนเพื่อประหยัดเวลา และเซฟพลังงานไว้สำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ ดีกว่า และทั้ง 3 ไฮไลท์ที่ผู้เขียนจะพาไปเยี่ยมชม ได้แก่ โรงสีย้อม ฟาร์มทำชีสเนยแข็ง และพิพิธภัณฑ์รองเท้าไม้

 

ภาพที่ 2 กังหันลมของโรงสี De Kat ที่ยังทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องตลอดเป็นเวลานานกว่า 300 ปีแล้ว

 

          เริ่มจากโรงสีย้อม (Dyed Mill) ที่มีชื่อเฉพาะน่ารักๆ ว่า De Kat ที่แปลว่าแมว โรงสีหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1664 เป็นแหล่งผลิตของอุตสาหกรรมสีจากแร่สีธรรมชาติ ด้วยการโม่หรือบดก้อนหินแร่ที่ให้สีจนเป็นฝุ่นผงละเอียด หรือเม็ดสี (pigment) เพื่อนำไปใช้ในการอุตสาหกรรมการย้อมผ้า และผลิตเป็นสีฝุ่นสำหรับจิตรกรใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะตลอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนถึงปัจจุบันสีฝุ่นจากที่นี่ถูกผลิตเพื่อป้อนให้กับทั้งศิลปินภาพวาด ตลอดจนนักอนุรักษ์ซ่อมแซมชิ้นงานศิลปะเก่าที่เป็นอีกกลุ่มลูกค้าสำคัญ

 

          เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว ทั้งกลิ่นเฉพาะจากก้อนวัตถุดิบ เสียงกึกกักๆ ของจักรกล และการฟุ้งตัวของฝุ่นในอากาศที่ช่องหน้าต่างช่วยสร้างบรรยากาศให้รู้สึกเหมือนเดินหลงเข้าไปในยุคอดีต ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นเครื่องจักรกำลังทำงานไปเรื่อยๆ ตามพลังลมที่หมุนใบพัดตัวกังหันที่อยู่ด้านบน ช่วยทำให้เข้าใจได้ง่ายว่าขั้นตอนการทำงานของเครื่องบดสีขนาดใหญ่แบบโบราณนี้ขับเคลื่อนให้ล้อไม้หมุนและบดก้อนหินสีให้ละเอียดเป็นผงเหมือนแป้งด้วยจักรกลไม้ที่หมุนฟันเฟืองด้วยแรงลมล้วนๆ ซึ่งในแต่ละวันผู้กำกับงานในโรงสีจะต้องคอยสังเกตและปรับแต่งองศาใบพัดกังหันให้เหมาะพอดีกับทิศทางลมด้วย

 

 

ภาพที่ 3 กระบวนการทำงานของโรงสี De Kat

 

          ถัดมาไปต่อกันที่ฟาร์มทำชีสและเนยแข็ง (De Catharina Hoeve) เราจะได้พบกับคุณป้าท่าทางใจดีมายืนอธิบายและสาธิตให้ความรู้เกี่ยวกับการทำชีสและเนยแข็งแบบโบราณสไตล์ดัชต์ที่มีหลากหลายรูปแบบว่าแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร และที่นี่ยังคงใช้วิธีการแบบดั้งเดิมในการผลิตเพื่อคงเอกลักษณ์และสืบทอดภูมิปัญญาโบราณไว้ นอกจากนี้ยังมีแนะนำการเก็บและเลือกใช้ชนิดของชีสแบบไหนให้เหมาะกับอาหาร ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยส่งเสริมให้บรรดานักท่องเที่ยวจากเอเชียสนใจและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายไปด้วย

 

ภาพที่ 4 สาธิตและให้ชิมแฮนด์เมด wheel cheese

 

          จุดที่เป็นไฮไลท์ที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมไม่ขาดสายเลยเป็นพิพิธภัณฑ์รองเท้าไม้ (Dutch Clock Museum) ด้วยรองเท้าไม้เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของดัชต์ ใครๆ ต่างก็อยากรู้ว่ารองเท้าที่ทำจากไม้ทั้งชิ้นนั้นทำอย่างไร ตามประวัติความเป็นมา ร่องรอยของรองเท้าไม้คู่แรกที่ปรากฎนั้นย้อนกลับไปไกลถึงปีค.ศ. 1230 ทำจากไม้อัลเดอร์ เหตุที่ผู้คนนิยมสวมรองเท้าไม้กันเพราะช่วยปกป้องเท้าได้ดีทั้งจากสิ่งสกปรกบนพื้น ความเย็นเยือกในฤดูหนาว และป้องกันสิ่งอันตรายที่อาจตกใส่เท้าได้ดี เรียกได้ว่าชาวดัชต์ผูกพันกับรองเท้าไม้มาก และถือว่ารองเท้าไม้เป็นงานหัตถกรรมที่เป็นมรดกของชาติ

 

          ภายในพิพิธภัณฑ์ที่มีสภาพคล้ายกับโรงงานทำรองเท้า ด้วยพื้นที่ใช้สอยส่วนใหญ่ที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการสาธิตวิธีการทำรองเท้าไม้ และมีเพียงตู้กระจกใสติดผนัง 2-3 ใบที่มีรองเท้าไม้ในแบบต่างๆ จัดแสดงโชว์ไว้ และทุกวันช่างทำรองเท้าที่เรียกว่า “โบดดิ้ง” ยังคงสืบทอดความรู้และอนุรักษ์งานฝีมือนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง โดยทุกวันมีการสาธิตการทำรองเท้าไม้ให้ดูกันสดๆ ตั้งแต่แนะนำชนิดของไม้ที่ไม่แตกง่าย และเหมาะกับการทำรองเท้า ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ไม้บัลซ่า วิลโลว์ บีช และไซคามอร์

 

ภาพที่ 5 ช่างทำรองเท้ากำลังสาธิตวิธีการตัดแต่งรูปทรงรองเท้าด้วยเครื่องมือแบบดั้งเดิม

 

 

 

ภาพที่ 6 รองเท้าไม้จากอดีตสู่ปัจจุบัน (บนซ้าย) รองเท้าแต่งงานเจ้าบ่าวที่แกะสลักอย่างสวยงาม

(บนขวา) รองเท้าแต่งงานเจ้าบ่าวสมัยใหม่ที่หุ้มด้วยผ้าและปักลูกไม้ดูหรูหรา

(สองภาพล่าง) รองเท้าไม้ที่ถูกปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย

 

          ปัจจุบันอุตสาหกรรมรองเท้าไม้แบบดั้งเดิมนี้มีตลาดกลุ่มใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่นิยมซื้อเป็นที่ระลึก หรือของฝากจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งก็มีการปรับรูปแบบสีสันลวดลายให้มีความหลากหลาย ทั้งนี้ ชาวดัชต์เองก็ยังนิยมสวมรองเท้าไม้แบบนี้เวลาทำงานในสวน และยังคงสืบทอดประเพณีการสวมรองเท้าไม้ในพิธีแต่งงานอีกด้วย

 

          นอกจากได้เรียนรู้วิถีชีวิตแบบโบราณแล้ว ผู้เขียนชอบที่หมู่บ้านได้รวบรวมรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของชาวดัชต์มาปลูกรวมกันไว้มีเอกลักษณ์มากเพราะบ้านเกือบทุกหลังเป็นบ้านไม้ทาสีเขียวสวยเด่น รู้จักกันดีว่า green wooden houses แต่บ้านที่นี่ไม่ใช่บ้านว่างโล่งๆ แบบฉากในโรงถ่ายหนัง โดยผู้เขียนสังเกตเห็นว่าบุรุษไปรษณีย์ที่เดินสวนกันนำจดหมายมาหย่อนใส่ตู้รับจดหมายหน้าบ้านแสดงว่าบ้านทุกหลังมีคนอาศัยใช้ชีวิตอยู่จริงเป็น Living Windmill Village ซึ่งบ้านแต่ละหลังก็มีละเอียดที่แตกต่างกันไป บางบ้านก็ตกแต่งสวนปลูกดอกไม้ บางหลังมีร่องน้ำเล็กๆ ไหลผ่านและเลี้ยงเป็ด รู้สึกได้ถึงความสงบและเรียบง่าย เพลิดเพลินเจริญใจอย่างน่าอิจฉา

 

ภาพที่ 7 บ้านเขียวขนาดกะทัดรัดเหมือนบ้านตุ๊กตาแต่อาศัยอยู่ได้จริง

 

           ทริปย้อนเวลาไปดูวิถีชีวิตในอดีตของชาวดัชต์จบอย่างรวดเร็ว ระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองอัมสเตอร์ดัมสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจทำให้ผู้เขียนทบทวนเรื่องของแวนโก๊ะอีกครั้ง ตามที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์วิเคราะห์ไว้ว่า แวนโก๊ะเลือกวาดภาพกังหันลมในย่านมงมารต์ไม่ใช่แค่เพราะอยู่ในละแวกบ้านของเธโอ (น้องชาย) ที่เขามาอาศัยอยู่ด้วยในช่วงท้ายของชีวิต แต่มงมารต์เป็นย่านที่มีชีวิตชีวาที่เหล่าศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ในปารีสนิยมมาวาดภาพ และเขาอยากพัฒนาจากจิตรกรชีวิตชาวนามาวาดภาพวิถีชีวิตสมัยใหม่เผื่อว่าเขาจะขายชิ้นงานศิลปะได้...เป็นไปได้ไหมขณะที่แวนโก๊ะวาดภาพกังหันลม เขาอาจคิดถึงบ้านเกิดที่ไม่สามารถหวนคืนกลับไปก็เป็นได้...สุดท้ายกลายเป็นวันจบทริปที่รู้สึกเหงาๆ ในใจของผู้เขียน

 

ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ