ไม่เพียงแต่ประเทศไทยที่นิยมเสื้อผ้ามือสองเท่านั้น ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาต่างสนใจจับจ่ายข้าวของที่ผ่านการใช้งานไม่แตกต่าง และในวันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับประวัติความเป็นมาของธุรกิจซื้อขายเสื้อผ้ามือสองที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันตก กับเรื่องราวของ “โอกริกา (Okrika)” เสื้อผ้ามือสองที่ครองใจชาวไนจีเรียมานานนับทศวรรษ ข้าวของใช้แล้วจากอีกซีกฟากโลกเข้ามามีบทบาทในกาฬทวีปได้อย่างไร และเพราะเหตุใดโอกริกาจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวไนจีเรียนั้น เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

ภาพที่ 1 เมืองท่าโอกริกาในปัจจุบัน
แหล่งที่มาภาพ: Sotonye. Okrika Island. (2013). [Online]. Accessed 2022 Nov 7. Available from: https://en.wikipedia.org/wiki/Okrika#/media/File:Okrika_Island.jpg
หากย้อนกลับไปก่อนทศวรรษที่ 1960 คำว่าโอกริกาไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าวของมือสองแต่อย่างใด โอกริกาเป็นชื่อเรียกเมืองท่าและเกาะแก่งทางตอนใต้ของรัฐริเวอร์ส (Rivers State) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไนจีเรีย เนื่องจากมีที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำโบนนี (Bonny River) ที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก โอกริกาจึงเป็นเมืองท่าที่มีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ไนจีเรียมาช้านาน เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุคที่การค้าทาสมหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Slave Trade) เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด โอกริกาก็เป็นหนึ่งในท่าเรือที่บรรดาพ่อค้ามาซื้อหาทาสผิวดำ ก่อนพาคนเหล่านั้นขึ้นเรือเพื่อนำไปใช้แรงงานในทวีปอเมริกาและหมู่เกาะแคริบเบียน
ธุรกิจค้าทาสในไนจีเรียดำเนินต่อมากว่า 2 ศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอาณานิคมไนจีเรียขณะนั้นได้สั่งห้ามการซื้อขายทาสอย่างเด็ดขาด เมืองท่าโอกริกาจึงถูกลดบทบาทความสำคัญ ซ้ำร้ายในค.ศ. 1912 เฟรเดอริค ลูการ์ด (Frederick Lugard) ผู้ว่าการอังกฤษประจำไนจีเรียได้ก่อตั้งเมืองท่าพอร์ทฮาร์คอร์ท (Port Harcourt) โดยมีวัตถุประสงค์ให้เมืองท่าแห่งใหม่เป็นจุดขนส่งสินค้าจากดินแดนอาณานิคมไปยังประเทศแม่ พอร์ทฮาร์คอร์ทที่อยู่ห่างจากโอกริกาเพียง 30 กิโลเมตรจึงกลายเป็นเมืองท่าสำคัญทางตะวันตกของไนจีเรีย เช่นเดียวกับเลกอส (Lagos) ศูนย์กลางความเจริญทางตะวันออก ท่าเรือเก่าแก่ในโอกริกาจึงถูกละทิ้งอย่างสิ้นเชิงในครานั้น
โฉมหน้าประวัติศาสตร์ไนจีเรียได้เปลี่ยนไปตลอดกาลในปี 1956 เมื่อบริษัทเชลล์ค้นพบแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมแห่งแรกในประเทศ ไนจีเรียเปลี่ยนสถานะจากอาณานิคมธรรมดากลายมาเป็นยักษ์ใหญ่แห่งแอฟริกาภายในชั่วข้ามคืน และในค.ศ. 1960 หลังจากที่ไนจีเรียได้รับเอกราช น้ำมันดิบก็กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้มหาศาล ประเทศเกิดใหม่ต้องการท่าเรือเพื่อขนส่งน้ำมัน และในตอนนั้น โอกริกา เมืองท่าที่ถูกลืมก็กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ในฐานะท่าเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าไปยังดินแดนต่างๆ ทั้งในแอฟริกาและสากลโลก
หากอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วโอกริกาเกี่ยวอะไรกับเสื้อผ้ามือสอง ความเกี่ยวข้องของท่าเรือโบราณและของใช้ซ้ำอยู่ในช่วงเวลาหลังจากนี้ ในปี 1966 ขณะที่เมืองท่าโอกริกากำลังรุ่งเรืองเพราะกิจการน้ำมัน การต่อสู้ระหว่างชาติพันธุ์ก็อุบัติขึ้น สงครามครั้งนั้นถูกเรียกขานในเวลาต่อมาว่าสงครามกลางเมืองไนจีเรีย (Nigerian Civil War) หรือสงครามบิอาฟรา (Biafra War) ความขัดแย้งในประเทศเกิดใหม่ดำเนินต่อไปเกือบ 3 ปี ระหว่างนั้นชาวไนจีเรียกว่า 1 ล้านคนเสียชีวิตจากสงครามและความอดอยาก ตอนนั้นเองที่ไนจีเรียต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ หลายประเทศได้ส่งความช่วยเหลือในรูปแบบของบริจาค ผู้ใจบุญขนส่งอาหารและของใช้จำนวนมากด้วยเรือใหญ่ที่เข้าเทียบท่าที่โอกริกา และหนึ่งในข้าวของเหล่านั้น เสื้อผ้าใช้แล้วจากยุโรปและอเมริกาถูกส่งตรงถึงมือผู้ประสบภัย ทำให้ชาวไนจีเรียได้ใช้เสื้อผ้ามือสองในที่สุด

ภาพที่ 2 ผู้ประสบภัยจากสงครามกลางเมืองไนจีเรีย
แหล่งที่มาภาพ: Mbah, Fidelis. Nigerians mark 50 years of the end of the bloody civil war. (2020). [Online]. Accessed 2022 Nov 7. Available from: https://www.aljazeera.com/features/2020/1/15/nigerians-mark-50-years-of-end-of-bloody-civil-war
แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในปีค.ศ. 1970 แต่ชาวไนจีเรียยังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อก่อร่างสร้างฐานะขึ้นมาใหม่ รัฐบาลยังคงเปิดรับของบริจาคต่อไป สิ่งของมากมายถูกขนส่งมากับเรือที่เทียบท่า ณ ฝั่งโอกริกา ก่อนถูกนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน ผู้คนจึงเชื่อมโยงท่าเรือโอกริกาเข้ากับข้าวของใช้แล้วเหล่านั้น เป็นเหตุให้ในเวลาต่อมา คำว่าโอกริกาจึงมีความหมายว่าเสื้อผ้าและข้าวของมือสองที่มาจากต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ในทศวรรษที่ 1950 ชาวอีโบ (Igbo) กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศได้รู้จักเครื่องแต่งกายใช้แล้วจากโลกตะวันตกก่อนชนชาติอื่นใด ตรงกันข้ามกับชาวโยรูบา (Yoruba) และเฮาซา (Hausa) ที่มองว่าการใส่เสื้อผ้ามือสองเป็นเรื่องน่าอับอาย ชาวอีโบที่ผูกมิตรกับคนขาวก่อนใครรับเอาวัฒนธรรมโลกใหม่มาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตตน การแต่งกายแบบตะวันตกตามสมัยนิยมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในชุมชนอีโบ และเมื่อครั้งที่เสื้อผ้าบริจาคจำนวนมากถูกนำเข้ามาผ่านท่าเรือโอกริกา ชาวอีโบจึงไม่รอช้า พวกเขานำเครื่องแต่งกายไปต่อยอดสร้างรายได้ โดยนำเสื้อผ้าโอกริกาไปขายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งไนจีเรีย
แน่นอนว่าการนำของบริจาคไปขายต่อไม่ใช่สิ่งพึงกระทำ หลายประเทศในแอฟริกาได้ออกกฏหมายควบคุมการรับของบริจาคจากต่างแดนเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าโอกริกากลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางหลังจากเหตุการณ์นั้น ด้วยราคาที่ย่อมเยากว่าเสื้อผ้าในท้องตลาด บวกกับคุณภาพที่ดีกว่าสิ่งทอราคาถูกในประเทศ โอกริกาจึงกลายเป็นทางออกใหม่สำหรับผู้มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้ต่ำที่ต้องการใส่เสื้อผ้านำสมัย แม้ว่าในปัจจุบัน เครื่องแต่งกายมือสองจะไม่ได้ถูกนำเข้าผ่านท่าเรือโอกริกาแห่งเดียวอีกต่อไป แต่ผู้คนก็ยังคงเรียกเสื้อผ้ามือสองว่าโอกริกา ไม่ต่างกับคำว่าสินค้าโรงเกลือ

ภาพที่ 3 การจับจ่ายเสื้อผ้าโอกริกาในตลาด
แหล่งที่มาภาพ: Daily Post Staff. Christmas: Women besiege Calabar beach market for Okirika clothing. (2013). [Online]. Accessed 2022 Nov 7. Available from: https://dailypost.ng/2013/12/22/christmas-women-besiege-calabar-beach-market-okirika-clothing/
ความนิยมโอกริกาไม่ได้แพร่หลายในดินแดนอีโบเท่านั้น แม้กระทั่งชุมชนโบราณที่เคยมองว่าการสวมใส่โอกริกาเป็นเรื่องไร้เกียรติยังหันมาซื้อหาเสื้อผ้ามือสอง ในดินแดนโยรูบาทางตะวันตกของประเทศ โอกริกาถูกเรียกด้วยชื่อที่แฝงนัยยะเหยียดหยาม ไม่ว่าจะเป็น “โบซิโกโร (Bosikoro)” ที่มีความหมายว่าที่ลับตาคน (หมายถึงการแอบลองสวมเสื้อผ้าใช้แล้วโดยไม่ให้ผู้ใดรู้) หรือ “อาโลกู เอโบ (Aloku Eebo)” ที่แปลตรงตัวว่าข้าวของเหลือใช้จากคนขาว ขณะเดียวกันในชุมชนเฮาซาที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม พวกเขาเรียกโอกริกาเป็นภาษาถิ่นว่า “อะนากวากู (Anagwagu)” ที่หมายถึงสิ่งของไร้ราคา แต่ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะดูถูกของใช้แล้วเพียงใด พวกเขาก็มิวายซื้อเสื้อผ้ามือสองมาใช้ จนทำให้กิจการโอกริกาเฟื่องฟูในไนจีเรียมาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันกลุ่มประเทศแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮาราก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเข้าเสื้อผ้ามือสองมากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศไนจีเรีย โกตดิวัวร์ มาลาวี หรือเคนยา เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ได้มีที่มาจากยุโรปและอเมริกาเท่านั้น แต่เสื้อผ้าใช้ซ้ำจากเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ก็เป็นที่นิยมในกาฬทวีปไม่แตกต่าง ในประเทศไนจีเรีย สินค้าโอกริกาสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดแค่เสื้อผ้าอีกต่อไป แต่ยังรวมไปถึงเครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า วิกผม ของเล่นเด็ก และของแต่งบ้าน ผู้คนสามารถจับจ่ายโอกริกาได้ทุกหัวมุมถนน ผู้ประกอบการมักปูเสื่อไว้บนพื้น ก่อนเทเสื้อผ้าหรือข้าวของรวมกันวางขายแบกับดิน พ่อค้าแม่ขายจะตะโกนเรียกลูกค้าเป็นภาษาถิ่น พลางโยนสิ่งของขึ้นบนอากาศให้ลูกค้าเห็นว่ามีชิ้นใดน่าสนใจ ถือเป็นสีสันในการเลือกซื้อโอกริกาที่ไนจีเรียก็ว่าได้
แม้ว่าทุกวันนี้ ชาวไนจีเรียจะมีฐานะดีขึ้นกว่าเก่า แต่พวกเขายังคงซื้อหาโอกริกามาสวมใส่ การนำเสื้อผ้าสภาพดีกลับมาใช้ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า ทว่าหลายคนกลับมองว่าความนิยมเครื่องแต่งกายจากต่างแดนถือเป็นการสนับสนุนหลักคิดที่ยึดเอายุโรปหรือโลกตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) เนื่องจากชาวไนจีเรียบางส่วนยังชื่นชมข้าวของต่างชาติมากกว่าของที่ผลิตในประเทศ แม้จะเป็นของที่ผ่านการใช้งานมาแล้วก็ตาม ดังนั้น ขณะที่กิจการโอกริกายังคงดำเนินต่อไป ชาวไนจีเรียจึงเริ่มหันมาพัฒนาคุณภาพสิ่งทอและของใช้ต่างๆ ในประเทศ เพื่อที่วันหนึ่งวันใดข้างหน้า พวกเขาจะไม่ต้องพึ่งพาสินค้ามือสองจากต่างแดนเหมือนอย่างเคย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Areo, Margaret Olugbemisola and Arero, Adebowale Biodun. Okrika: Morphology, Marketing and
Consumer Attitudinal Evaluation of Second-Hand Clothing, Academic Research
International Vol. 6 (4): 64 – 82. Lodhran: SAVAP International, 2015.
Falola, Toyin and Heaton, Matthew M. A History of Nigeria. Cambridge: Cambridge University Press,
2008.
Falola, Toyin and Genova, Ann. Historical Dictionary of Nigeria: Historical Dictionaries of Africa, No.