ตอนเด็กๆ ผู้เขียนเคยนึกสงสัยว่า ทำไมผู้ใหญ่มักชอบพูดถึงเรื่องราวในอดีตกันนัก จนเมื่อเติบโตขึ้นจึงได้รู้ว่า การได้หวนนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เคยผูกพันในอดีตก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้หลบจากปัจจุบันที่แสนวุ่นวายไปสู่สิ่งเก่าๆ ที่เคยคุ้นและทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจได้
บริเวณถนนพุทธมณฑลสายสอง เป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์สุขสะสม” พิพิธภัณฑ์ขนาดกลางที่จัดแสดงของสะสมเก่าเอาไว้กว่า 300,000 ชิ้น ที่นี่จึงเป็นเหมือนสถานที่ที่เราจะได้มาทบทวนความทรงจำในวันวานไปพร้อมกับเรียนรู้เรื่องราวของอดีตผ่านสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งคุณชัยโรจน์ เจริญทวีสิทธิ์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ตั้งใจสะสมไว้มานานกว่า 30 ปี
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งออกเป็น 5 โซน ซึ่งแต่ละโซนได้รับการตั้งชื่อให้คล้องจองกันอย่างตั้งใจ ได้แก่ ชื่นชมวิวัฒนาการของเล่นย้อนยุค ปลุกความสุขกับของใช้ร่วมสมัย สื่อสิ่งพิมพ์บรรยายเล่าเรื่องไทย ไขสงสัยอาชีพเก่าคนโบราณ และเพลินวันวานกับตลาดเมื่อร้อยปี
หลังจากซื้อบัตรและได้รับคำแนะนำในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเดินทางสู่ ดินแดนแห่งความทรงจำ ผ่านประตูสีชมพูบานใหญ่ที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก “ประตูไปไหนก็ได้” จากการ์ตูนชื่อดังอย่างโดราเอม่อน และประตูบานนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางย้อนเวลาไปพบหลากหลายเรื่องราวในวันวานที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ภาพที่ 1 ประตูบานใหญ่ที่ออกแบบมาให้เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์
เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาก็เป็นพื้นที่จัดแสดงที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจโซนแรก คือ โซน “ชื่นชมวิวัฒนาการของเล่นย้อนยุค” บริเวณนี้ได้รวบรวมของเล่นกว่าสามพันชิ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของเล่นตามกาลเวลา ตั้งแต่ของเล่นจำพวกโลหะพิวเตอร์ ของเล่นกระดาษ ของเล่นไม้ ของเล่นเซลลูลอยด์ ของเล่นสังกะสี ของเล่นยาง ของเล่นพลาสติก รวมถึงของเล่นแบบโมเดลที่คุ้นตา พร้อมกับได้รับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับของเล่นเหล่านั้น เช่น เหตุใดของเล่นในยุคแรกจึงนิยมผลิตเป็นตุ๊กตาทหาร ของเล่นที่แบ่งแยกตามเพศของเด็กเริ่มต้นเมื่อไร หรือของเล่นบางชิ้นเกี่ยวพันกับสงครามได้อย่างไร ฯลฯ
การจัดแสดงในโซนนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำของเล่นเก่ามาจัดวางให้ชมเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเข้าใจค่านิยมที่ผู้ใหญ่พยายามปลูกฝังให้กับเด็กผ่านของเล่นในแต่ละยุคอีกด้วย
หลังเดินผ่านบรรดาของเล่นสุดละลานตาก็เข้าสู่ส่วนจัดแสดงโซนที่สอง “ปลุกความสุขกับของใช้ร่วมสมัย” ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของของใช้แบบโบราณตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 6 โดยเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ เช่น นาฬิกา วิทยุ เตารีด พัดลม หรือคอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มต้น ถูกนำมาจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน

ภาพที่ 2 ส่วนจัดแสดงปลุกความสุขกับของใช้ร่วมสมัย ซึ่งรวบรวมข้าวของยุคเก่าเอาไว้มากมาย
จากนั้นเมื่อเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นลอยก็เข้าสู่โซนที่สามของการจัดแสดง “สื่อสิ่งพิมพ์บรรยายเล่าเรื่องไทย” โซนนี้ส่วนใหญ่เป็นจำพวกสิ่งพิมพ์ในอดีต เช่น โปสเตอร์ ล็อตเตอรี่ หีบห่อสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ผงซักฟอก สบู่ กล่องยาสีฟัน ฯลฯ และมีเอกสารโบราณอย่างใบซื้อขายทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย
สิ่งพิมพ์เหล่านี้ไม่ได้เพียงบอกเล่าเหตุการณ์ในยุคเก่าแต่ยังเป็นเสมือนสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยทำให้เข้าใจถึงแนวความคิดของผู้คนในยุคนั้นๆ บางความเชื่อที่ปรากฏบนสิ่งพิมพ์เหล่านี้บ่งบอกให้รู้ว่า สิ่งที่เคยเชื่อถือกันว่าดีในวันวานอาจเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อของผู้คนในวันนี้ เพราะมนุษย์ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่งในโลกนั่นเอง
ถัดมาเป็นโซนที่สี่ “ไขสงสัยอาชีพเก่าคนโบราณ” บอกเล่าเรื่องราวของชาวจีนที่หนีความอดอยากอันเป็นผลพวงมาจากสงครามฝิ่น เดินทางออกจากแผ่นดินเกิดเข้ามาทำมาหากินยังดินแดนแห่งใหม่ ชาวจีนส่วนใหญ่หอบเพียงเสื่อผื่นหมอนใบลงเรือสำเภาสินค้ามาที่สยามประเทศแบบไปตายเอาดาบหน้า พวกเขาเหล่านั้นอ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้แต่มีความขยันอดทนเป็นอาวุธคู่กาย จึงยอมรับจ้างทำงานที่แสนยากลำบาก ทั้งงานจับกัง ประมง หรือค้าขาย เช่น หาบก๋วยเตี๋ยว หาบโชว์ห่วย ขายเครื่องชามสังคโลก ฯลฯ จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ และกลายมาเป็นบรรพบุรุษของมหาเศรษฐีหลายตระกูลในประเทศไทยปัจจุบัน
การจัดแสดงส่วนนี้มีวัตถุ ข้าวของ และอุปกรณ์ที่ชาวจีนยุคเก่าใช้ในการทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง รวมถึงโมเดลของจิ๋วที่จำลองสภาพวิถีชีวิตผู้คนในยุคนั้น และเล่าเรื่องราวของชาวจีนอพยพไว้เป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
โซนที่ห้าเป็นโซนจัดแสดงสุดท้าย ตั้งอยู่ด้านนอกบริเวณด้านหลังอาคาร “เพลินวันวานกับตลาดเมื่อร้อยปี” เป็นพื้นที่จำลองสถานที่และห้างร้านต่างๆ ในอดีตเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง เช่น ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายเครื่องเขียน ร้านขายยา ฯลฯ ภายในแต่ละร้านก็เต็มไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ตามสมัยนั้นๆ สร้างบรรยากาศให้รู้สึกเหมือน
ผู้เขียนได้หลุดเข้าไปในสถานที่จริง ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่คุ้นเคย คล้ายกับย้อนเวลากลับไปในอดีต ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้มาเยือนได้ไม่น้อย

ภาพที่ 3 ห้องจำลองร้านขายแผ่นเสียงยุคเก่า
หลังเดินชมครบทั้งหมด 5 โซน แล้ววนกลับมายังด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายของที่ระลึกก็อดไม่ได้ที่จะซื้อของเล่นติดมือกลับบ้านไปสักชิ้นสองชิ้น เป็นของขวัญเติมความสุขให้เด็กน้อยในตัวเอง
พิพิธภัณฑ์สุขสะสม เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.30 -18.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) ราคาบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็กที่ส่วนสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร 50 บาท ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่า เพราะสำหรับผู้เขียนแล้ว การได้มาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เหมือนได้มาเรียนรู้เรื่องราวในอดีต พร้อมกับได้กลับมาเจอ “เพื่อนเก่า” ที่คิดถึง ทั้งรถกระป๋องคันเล็กที่เคยขับเล่น กระปุกออมสินที่ครั้งหนึ่งเคยไปยืนต่อแถวแลกมาจากธนาคาร ของเล่นที่แถมมาจากร้านขายรองเท้านักเรียน ฯลฯ
ก่อนกลับบ้าน ผู้เขียนกวาดตามองสิ่งของมากมายในพิพิธภัณฑ์อีกครั้งแล้วอดคิดต่อไม่ได้ว่า สิ่งของเหล่านี้เคยได้รับความนิยม เคยถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ก่อนที่จะกลายเป็นของเก่า ถูกแทนที่ด้วยของสิ่งใหม่ และถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสัจธรรมของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งของเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ยังมีคุณค่าและสร้างความสุขให้กับผู้คนที่หวนคิดถึงได้เสมอ
แล้วตัวคน เมื่อเวลาล่วงเลยไป ทำอย่างไรจึงจะยังมีคุณค่าให้คนข้างหลังได้นึกถึงด้วยความสุข เฉกเช่นเดียวกับสิ่งของเหล่านี้…