Museum Core
ปลุกความเป็นนักสำรวจในวัยเยาว์ไปกับไดโนเสาร์แห่งปาตาโกเนีย
Museum Core
22 ธ.ค. 66 956
ประเทศออกสเตรเลีย

ผู้เขียน : กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ

               ย้อนกลับไปราว 3 ทศวรรษที่แล้ว ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์ Jurassic Park ออกฉายสร้างรายได้ถล่มทลายทั่วโลก เหล่าวัยรุ่นฟันน้ำนมยุค 90 ต่างเติบโตมาพร้อมกับความฝันว่าอยากสัมผัสประสบการณ์กับสัตว์โลกล้านปีดูสักครั้ง ทว่าเมื่อเวลาผันผ่าน เด็กน้อยที่กลายเป็นผู้ใหญ่อาจหลงลืมความรู้สึกเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่สายไปเพราะพิพิธภัณฑ์ควีนส์แลนด์ (Queensland Museum) ได้นำทัพสัตว์ดึกดำบรรพ์จากทวีปอเมริกามาให้ชมเป็นขวัญตาในนิทรรศการ “ไดโนเสาร์แห่งปาตาโกเนีย (Dinosaurs of Patagonia)” ซึ่งมีความสนุกสนานตื่นเต้นเพียงใดนั้น เชิญติดตามอ่านกันได้เลย!

               ไดโนเสาร์แห่งปาตาโกเนียเป็นนิทรรศการพิเศษที่เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 17 มีนาคมถึง 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ที่โถงจัดแสดงชั้น 3 ในอาคารพิพิธภัณฑ์ควีนส์แลนด์ แหล่งจัดแสดงประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยาที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย นิทรรศการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะนักบรรพชีวินวิทยาออสเตรเลียและอาร์เจนตินาที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์โลกล้านปีจาก “แคว้นปาตาโกเนีย (Patagonia)” ทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา และนำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างสายพันธุ์ไดโนเสาร์ในทวีปอเมริกาและโอเชียเนียที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

               ก่อนเข้าชมนิทรรศการ ผู้ชมจะได้รับสมุด Field Notes คนละเล่มเพื่อสวมบทบาทนักบรรพชีวินฯ อย่างสมจริง และเมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ผู้เยี่ยมชมจะได้ชมวีดิทัศน์แนะนำนิทรรศการ โดยมีนักบรรพชีวินฯ อธิบายความเป็นมาของแคว้นปาตาโกเนียที่มีภูมิประเทศอันหลากหลาย ตั้งแต่ทะเลทรายไปจนถึงขุนเขากว้างใหญ่ ที่นี่เองที่มนุษย์ได้ค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

               นิทรรศการโซนแรกเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับชั้นทับถมทางธรณีวิทยาที่นักบรรพชีวินฯ ใช้กำหนดอายุซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบ หากใครยังจำบทเรียนภูมิศาสตร์สมัยมัธยมได้ ห้องจัดแสดงโซนนี้ช่วยเราได้ทบทวนเนื้อหาเกี่ยวกับ “มหาทวีปพันเจีย (Pangea)” ที่เชื่อมแผ่นดินทั้งหมดด้วยกัน ก่อนเริ่มแตกตัวราว 200 ล้านปีที่แล้ว และยังคงเคลื่อนตัวอยู่ทุกขณะ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง “อัลเฟรท เวเกอเนอร์ (Alfred Wagener)” บิดาแห่งธรณีวิทยาที่เป็นผู้ค้นพบ “ทฤษฎีทวีปเลื่อน (Continental Drift)” ในปีค.ศ. 1915 และยังคงเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมาจนถึงปัจจุบัน

               พอผ่านโซนจัดแสดงส่วนแรกไปก็ได้พบกับไดโนเสาร์รุ่นเก๋าแห่งปาตาโกเนียอย่าง “อีโอแรปเตอร์ (Eoraptor)” และ “เฮอร์เรราซอรัส (Herrerasaurus)” สองสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาใต้ โดยทั้งคู่เป็นไดโนเสาร์กลุ่ม “ซอริสเกีย (Saurischians)” ที่มีโครงสร้างกระดูกคล้ายสัตว์เลื้อยคลานและมีชีวิตอยู่ในยุคไทรแอสสิคราว 230 ล้านปีมาแล้ว หากใครเคยดูจูราสิคพาร์คคงจำได้ถึงความน่ากลัวของแรปเตอร์ แม้ไม่ใช่แรปเตอร์ชนิดเดียวกันแต่อีโอแรปเตอร์จิ๋วที่มีความสูงเพียง 30 เซนติเมตรก็มีกรงเล็บคมที่สองขาหน้าไว้ฉีกกระชากเนื้อของเหยื่อขนาดเล็ก นอกจากกรงเล็บแล้ว อีโอแรปเตอร์ยังมีฟันกรามล่างที่แข็งแรง ช่วยให้บดเคี้ยวเนื้อสัตว์อย่างง่ายดาย

               ถัดมาเป็นโซนซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆ ที่พบในปาตาโกเนีย ได้แก่ “อีโออะเบลิซอรัส (Eoabelisaurus)” ไดโนเสาร์กินเนื้อยุคจูราสสิคตอนปลาย “คาร์โนทอรัส (Carnotaurus)” ไดโนเสาร์ยุคครีเตเชียสซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของไทรันโนซอรัสเร็กซ์ (Tyrannosaurus Rex) “คอนดอร์แร็ปเตอร์ (Condorraptor)” ไดโนเสาร์ขโมยไข่แห่งยุคจูราสสิค และ “ไจกาโนโตซอรัส คาโรลินี (Giganotosaurus Carolinii)” หนึ่งในไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีความยาวหัวจรดหางกว่า 13 เมตร!

 

ภาพที่ 1 คาร์โนทอรัส ไดโนเสาร์มีเขาแสนว่องไว

 

               หลังได้เรียนรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับไดโนเสาร์ฝีเท้าไวก็มาทำความรู้จักกับยักษ์ใหญ่ใจดีกันบ้าง ไดโนเสาร์กลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือมีคอยาว ศีรษะเล็ก ท่อนขาใหญ่ บางชนิดมีเล็บยาวเพื่อขุดดินทำรัง ไม่ได้ใช้ต่อสู้เหมือนไดโนเสาร์กลุ่มก่อนหน้า สาเหตุที่ไดโนเสาร์กินพืชส่วนมากมีลักษณะทางกายภาพเช่นนี้เป็นเพราะธรรมชาติของอาหารที่กินเป็นต้นไม้สูงใหญ่ทำให้พวกมันมีคอยาว ส่วนศีรษะเล็กเพราะไม่จำเป็นต้องใช้กรามบดเคี้ยว ใบไม้ถูกกลืนลงท้องและปล่อยให้กระเพาะกับลำไส้ทำหน้าที่ย่อยต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือลักษณะทางกายภาพของไดโนเสาร์กินพืชบางประการยังคงส่งต่อมาถึงสัตว์กินพืชรุ่นหลัง ตัวอย่างเช่นช่องท้องที่กลมใหญ่ เนื่องจากสัตว์กินพืชต้องใช้อวัยวะหลายส่วนในการย่อยอาหาร ช่องท้องจึงใหญ่กว่าสัตว์กินเนื้อเพราะมีอวัยวะเหล่านั้นอยู่ภายในนั่นเอง

               ตัวอย่างของไดโนเสาร์กินพืชแห่งปาตาโกเนียที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ “ลีโอเนราซอรัส (Leonerasaurus)” ไดโนเสาร์ยุคจูราสสิคตอนต้นซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเพนกวินแสนน่ารัก “บราคีทราเชโลแพน (Brachytrachelopan)” ไดโนเสาร์กินพืชยุคจูราสสิคตอนปลาย และที่ขาดไม่ได้คือไฮไลท์ของงานอย่างปาตาโกไททัน (Patagotitan) ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีความยาวหัวจรดหางอยู่ที่ 37 เมตร มีน้ำหนักว่า 70 ตัน และมีกระดูกทั่วร่างกว่า 150 ชิ้น ซึ่งนอกจากมีขนาดใหญ่ยักษ์แล้วยังเป็นหนึ่งในไดโนเสาร์ที่อายุยืนที่สุดในโลก นักบรรพชีวินฯ มีวิธีกำหนดอายุปาตาโกไททันจากวงปีที่ปรากฏบนกระดูกขา พบว่าไดโนเสาร์บางตัวมีอายุมากกว่า 50 ปี!

 

ภาพที่ 2 ปาตาโกไททัน ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

               ในโซนจัดแสดงเรื่องราวของไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆ มีทั้งชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์ของจริงที่ส่งตรงจากหลุมขุดค้นในปาตาโกเนีย ไม่ว่าจะเป็นกระดูกขาและโคนหางของบราคีทราเชโลแพน ชิ้นส่วนผิวหนังของคาร์โนทอรัส กระดูกสันหลังของอีโออะเบลิซอรัส กะโหลกศีรษะของไจกาโนโตซอรัส คาโรลินี ฯลฯ แบบจำลองโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริง รวมถึงโมเดลชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์ให้ลองใช้มือสัมผัส นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างสีสันให้กับงานนิทรรศการ ตัวอย่างเช่นการค้นพบกองของเสียโบราณไม่ไกลจากรังไดโนเสาร์ที่ทำให้ทราบว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์สายพันธุ์นั้นๆ กินสิ่งใดเป็นอาหาร ลักษณะทางกายภาพของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ส่งต่อมายังสิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบัน และกิจวัตรประจำวันกลางทะเลทรายของนักบรรพชีวินฯ อาร์เจนตินาที่ตั้งใจทำงานในแต่ละวันจนทำให้เราได้ศึกษาเรื่องราวของไดโนเสาร์ในทุกวันนี้

 

ภาพที่ 3 ไม้กลายเป็นหินจากยุคจูราสสิค

 

               หลายคนอาจสงสัยว่านิทรรศการไดโนเสาร์แห่งปาตาโกเนียมีแต่ไดโนเสาร์ให้เท่านั้นหรือไม่ จริงๆ แล้วห้องจัดแสดงยังมีโซนอื่นที่น่าสนใจอีก เช่น โซนจัดแสดงพืชดึกดำบรรพ์อย่างเฟิร์น สน หญ้าหางม้า รวมถึงไม้กลายเป็นหินชนิดต่างๆ ให้ได้รับชม แต่ที่น่าประทับใจที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการสำรวจซากดึกดำบรรพ์ในรัฐ ควีนส์แลนด์ที่ถูกนำมาโปรโมตในงานนี้เช่นกัน โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์ควีนส์แลนด์เพื่อขุดค้นร่องรอยไดโนเสาร์ในเขตอิปสวิช (Ipswich) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ ในนิทรรศการมีการอธิบายเปรียบเทียบลักษณะของปาตาโกไททัน ไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่ในปาตาโกเนีย และโรโตซอรัส (Rhotosaurus) ไดโนเสาร์คอยาวที่พบในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกันหลายประการ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองสายพันธุ์มีความข้องเกี่ยวทางพันธุกรรม ในสมัยที่แผ่นดินปาตาโกเนียและออสเตรเลียยังไม่แยกจากกันจนห่างไกลเป็นสองทวีปอย่างทุกวันนี้ และความเกี่ยวโยงของสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้ที่ก่อให้เกิดความร่วมมือของนักบรรพชีวินฯ สองแผ่นดินจนมีนิทรรศการพิเศษขึ้นมา เรียกได้ว่านิทรรศการนี้ช่างเหมาะกับคนยุค 90 ที่ต้องการปลุกวิญญาณความเป็นนักสำรวจไดโนเสาร์ในวันวาน หรือแม้กระทั่งเยาวชนยุคใหม่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในสายงานบรรพชีวินวิทยาอันน่าตื่นเต้น

 

อ้างอิง

Novas, Fernando E. The Age of Dinosaurs in South America. Bloomington Indiana University Press,

2009.

Mustdo Brisbane.com. Dinosaurs of Patagonia, Queensland Museum. (2023). [Online]. Accessed

2023 July 3. Available from: https://www.mustdobrisbane.com/whats-on-whats-on-kids/dinosaurs-patagonia-queensland-museum

Queensland Museum. Dinosaurs of Patagonia. (2023). [Online]. Accessed 2023 July 3. Available

from: https://qm.t.qtix.com.au/qm/events/018430ae-d9c8-b1d5-d737-2d833cc68bb0

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ