Museum Core
ก่อนมีดาวเทียม เราวาดแผนที่ได้อย่างไร?
Museum Core
04 เม.ย. 65 5K

ผู้เขียน : Museum Core Writer

          ถ้าให้ลองจินตนาการดูว่า คุณเป็นจิตรกรที่มีชีวิตอยู่ในโลกช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา มีฝีมือดีสามารถวาดรูปเหมือนของสิ่งต่าง ๆ ได้ อยู่มาวันหนึ่งเจ้าผู้ครองนครมีคำสั่งให้คุณเข้าพบ เพื่อพาคุณไปวาดแผนที่เมืองใหญ่ซึ่งไม่เคยมีใครวาดมาก่อน แผนที่นี้จะต้องสมบูรณ์เพียงพอใช้ในการบริหาร วางแผนก่อสร้างอาคาร คำนวณทิศทางและระยะทางเดินทัพที่ถูกต้อง คุณจะทำอย่างไร

 

          นี่คืองานที่ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ผู้เป็นทั้งศิลปิน สถาปนิก วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ได้รับมอบหมายให้ทำในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1502 จากเชซาเร บอร์จา (Cesare Borgia) บุตรนอกสมรสผู้ทรงอิทธิพลของพระสันตะปาปา เป็นรัฐบุรุษนักรบควบตำแหน่งพระคาร์ดินัล โดยสั่งให้วาดแผนที่เมืองอิโมลา (Imola) ทางตอนเหนือของอิตาลี
บอร์จานำกองทัพเข้ายึดเมืองนี้ได้ในปี ค.ศ. 1499 แต่ไม่รู้จักเมืองอย่างลึกซึ้งเท่าไรนัก เขาจึงต้องการแผนที่เพื่อจะได้สามารถบริหารดินแดนใหม่ของตนและป้องกันข้าศึกได้ดีขึ้น

 

         ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของสมัยเรอเนสซองส์ที่ยังไม่มีบอลลูน เครื่องบิน หรือดาวเทียมระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (Global Positioning System – GPS) เวลาจิตรกรส่วนใหญ่จะวาดแผนที่ให้เห็นเมืองใหญ่ทั้งเมือง จึงมักต้องขึ้นไปบนภูเขา กำแพงเมือง หรือหอคอย แล้วนั่งวาดเมืองจากบนนั้น แต่แม้ว่าการวาดภาพจากที่สูงจะเห็นสถานที่ต่าง ๆ ได้มากกว่าอยู่บนพื้น ก็ยังมีข้อจำกัดตามมุมสายตาของจิตรกรเนื่องจากเป็นการมองในแนวเฉียงจากที่สูงทิศเดียว เป็นต้นว่าถ้ามองลงมาจากภูเขาด้านตะวันออก เราก็จะมองไม่เห็นเมืองด้านตะวันตก บรรดาสิ่งที่อยู่ต่ำหรือติดกับพื้น เช่น สระน้ำ สนามหญ้า ลานจัตุรัส ถนนและตรอกซอกซอยต่าง ๆ เราก็จะมองไม่เห็นเช่นกัน เพราะยอดอาคารและต้นไม้ที่สูงกว่าบดบังไว้ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าขนาดอาคารใดใหญ่เล็กกว่ากัน หรือว่าถนนเส้นใดสั้นยาวกว่ากันเท่าไรแน่ เพราะอาคารหรือถนนที่อยู่ใกล้เราย่อมจะแลดูใหญ่กว่าที่อยู่ไกลออกไป

 

          นอกจากนี้ แผนที่สมัยนั้นยังนิยมแต่งเติมสิ่งต่าง ๆ เพื่อความสวยงามมากกว่าจะวาดตามความถูกต้อง หรือวาดเน้นเฉพาะบางสถานที่เช่นโบสถ์วิหาร และตัดบางสถานที่เช่นบ้านคนออกไป แค่พอให้รู้คร่าว ๆ ว่าทิศนี้มีอะไรสำคัญตั้งอยู่เท่านั้น จิตรกรอาจไม่เคยไปสำรวจพื้นที่จริง บางครั้งก็วาดตามบันทึกคำบอกเล่าของผู้อื่นที่อ้างว่าเคยเดินทางไป หรือวาดตามตำนานศาสนาอีกทีหนึ่ง ทำให้เรามักจะพบภาพเทพเจ้าหรือสัตว์ประหลาดอยู่ในแผนที่ด้วย ดังนั้น การพึ่งความร่วมมือจากบุคคลอื่น หรือแผนที่เดิมที่มีจิตรกรเคยวาดไว้ก่อนแล้วจากหลาย ๆ มุมมาประกอบกับมุมของเรา ก็เป็นไปได้สูงว่าจะไม่ได้รายละเอียดตรงความจริงอยู่ดี

 

 

ภาพที่ 1 แผนที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แสดงสถานที่สำคัญใหญ่เกินจริง
อาคารและถนนบางส่วนถูกบังจากมุมที่ศิลปินมอง

Petrini, F., & Petrini, R. (1887). Veduta della Catena - Palazzo Vecchio Museum. Google Arts & Culture. Retrieved December 16, 2021, from https://artsandculture.google.com/asset/_/PAGdKUBMGXZCvg

 

 

 

ภาพที่ 2 แผนที่สแกนดิเนเวีย แสดงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน
เน้นวาดเฉพาะสถานที่สำคัญ รวมถึงมีสัตว์ประหลาดในทะเล

Magnus, O. (1539) Carta Marina. Wikipedia. Retrieved from http://www.npm.ac.uk/rsdas/projects/carta_marina/carta_marina_small.jpg, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=558827

 

 

          เพื่อให้ได้แผนที่ที่ใช้งานได้ถูกต้องตามความจริงมากที่สุด ดาวินชีตัดสินใจสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน นั่นก็คือ แผนที่เชิงสัญลักษณ์ (Iconographic Map) ที่มองลงมาจากมุมสูงอยู่เหนือสถานที่ต่าง ๆ แบบตั้งฉากพอดี ทำให้เห็นทุกอย่างแบนราบ 2 มิติ จะได้สามารถวัดขนาดและระยะทางได้แม่นยำ พูดง่าย ๆ ก็คือดาวินชีต้องการวาดแผนที่แบบใน Google Maps ที่พวกเราใช้กันเวลาขับรถทุกวันนี้นั่นเอง แน่นอนว่าเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อนถือว่าท้าทายมาก

 

          หลักฐานภาพร่างและบันทึกต่าง ๆ ของดาวินชีทำให้เราสันนิษฐานได้ว่า เครื่องมือที่เขาประดิษฐ์และใช้ในการทำแผนที่เมืองอิโมลาโดยหลักมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ เครื่องวัดระยะทาง (Odometer) ซึ่งริเริ่มมาจากการออกแบบของอาร์คิเมเดส (Archimedes) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ต่อมามาร์คุส วิทรูเวียส ปอลลิโอ (Marcus Vitruvius Pollio) วิศวกรทหารชาวโรมันได้เขียนหนังสือบรรยายและวาดภาพร่างของเครื่องเอาไว้ ดาวินชีจึงนำมาศึกษาและสร้างขึ้นใหม่ อย่างที่สองคือ เข็มทิศ (Compass) ซึ่งเชื่อว่าดาวินชีได้ประดิษฐ์พัฒนาเป็นเข็มแม่เหล็กชนิดติดตั้งบนแกนแนวนอน (Horizontal Axis) อันแรกของโลก

 

          ดาวินชีเดินสำรวจเมืองพร้อมกับลากเครื่องวัดระยะทางที่ลักษณะคล้ายกับรถลากขนาดเล็กไปด้วย เครื่องจะมีถาดไม้กลมที่แบ่งเป็นช่อง ๆ บรรจุลูกหินไว้ช่องละลูก และเจาะรูหนึ่งไว้ที่พื้นถาด เวลาลากเครื่องไปทำให้ล้อเครื่องหมุน เกียร์ก็จะผลักถาดลูกหินให้หมุนตาม พอช่องลูกหินเคลื่อนมาถึงรูเจาะ ลูกหินก็จะหล่นลงไปในถังที่รองไว้ด้านล่างไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อไรที่เราหยุดลากเครื่องแล้วนับจำนวนลูกหินในถังนั้นก็จะสามารถคำนวณระยะทาง นอกจากวัดความกว้างยาวของถนน อาคาร และกำแพงทั้งหมดที่มีอยู่ในเมือง ดาวินชีต้องใช้เข็มทิศวัดองศาของมุมหรือจุดเลี้ยวทุกแห่งด้วย เพื่อจะได้วาดเส้นกรอบของสิ่งต่าง ๆ บนแผนที่จากมุมสูงตามความจริง

 

 

 

ภาพที่ 3 เครื่องวัดระยะทางของลีโอนาร์โด ดาวินชี

Callegari, M., Brillarelli, S., Scoccia, C., Tsavdaridis, K. D., Lau, C. Kit, Rodriguez, A. F. A., Bhowmick, P., Lanzon, A., Gupta, S., Khalil, N. A., Fouda, M. E., Said, L. A., Soliman, A. M., Calsamiglia, G., & Deroin, B. (2021, July 8). Figure 6. Design of the odometer by Leonardo da Vinci. ResearchGate. Retrieved from https://www.researchgate.net/figure/Design-of-the-odometer-by-Leonardo-da-Vinci-in-folio-1r-b-of-the-Codex-Atlanticus_fig4_347407325, Ducros, R. (n.d.). 15. Mechanical design. Fab Academy. Retrieved from https://fabacademy.org/2019/labs/digiscope/students/remy-ducros/assignement/week15/

 

 

 

ภาพที่ 4 เข็มทิศของลีโอนาร์โด ดาวินชี

IEEE History Center. (2015, April 20). Leonardo da Vinci’s water-powered gyroscopic compass, circa 1500. History of Engineering and Technology. Retrieved December 17, 2021, from https://engineeringhistory.tumblr.com/post/116926219514/leonardo-da-vincis-water-powered-gyroscopic

 

          เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนแล้ว ดาวินชีก็ใช้การคำนวณทางเรขาคณิตและลงมือสร้างแผนที่ เขาวาดวงกลมขนาดใหญ่เป็นกรอบ แล้วขีดเส้นทิศทั้ง 8 อยู่ภายในวงกลมนั้น ก่อนจะวาดเมืองอิโมลาจากจุดศูนย์กลางคือบริเวณสี่แยกที่ถนนสำคัญสองสายมาตัดกัน ได้แก่ ถนนอัปเปีย (Via Appia - The Appian Way) อันเปรียบดั่งเส้นเลือดใหญ่ของอิตาลีที่ใช้เดินทัพและขนเสบียงมาตั้งแต่สมัยโรมัน 312 ปีก่อนคริสตกาล มีถนนสายเล็กสายน้อยแยกออกไปจากถนนเส้นนี้เพื่อติดต่อกับบรรดาดินแดนใต้ปกครองดุจเส้นเลือดฝอย จนทำให้เกิดสำนวนว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” (“All roads lead to Rome.” หมายถึง คนลงมือทำด้วยต่างวิธีการหรือมีภูมิหลังมาจากต่างเส้นทาง แต่สุดท้ายก็สามารถไปถึงเป้าหมายเดียวกัน) และถนนเอมิเลีย (Via Emilia – The Aemilian Way) ถนนสายยาวของภาคเหนือที่เชื่อมจากชายฝั่งทะเลเอเดรียติกไปถึงแม่น้ำโป และเป็นถนนที่ตัดผ่านเมืองโบโลญญา (Bologna) ซึ่งบอร์จาหมายตาจะเข้าโจมตี

 

          ผลงานที่ดาวินชีวาดออกมานั้นใกล้เคียงกับความจริงมากจนน่าทึ่ง แม้ว่าจะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ในตอนนั้นก็ตาม ทุกอย่างมีตำแหน่ง สัดส่วน และทิศทางถูกต้อง จนเมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่ดาวเทียมของ Google Maps ที่ใช้กันในปัจจุบัน ก็จะเห็นว่าเรายังสามารถใช้แผนที่ของดาวินชีนำทางขับรถในเมืองอิโมลาได้สบาย

 

          อย่างไรก็ตาม ดาวินชีเองก็เป็นคนยุคเรอเนสซองส์คนหนึ่งที่ยังให้คุณค่ากับสุนทรียภาพและอิสรภาพของศิลปิน จึงมีบางส่วนในแผนที่ที่หากเราเปิดดูในภาพร่างที่เขาจดบันทึกมาตอนวัด จะเห็นว่าเขาวัดเส้นได้ตรงความจริงเป๊ะ อาทิ กำแพงเมืองด้านตะวันตก แต่เมื่อนำมาวาดลงแผนที่ เขากลับปรับให้ดูเรียบโค้งสวยงามขึ้น อีกทั้งมีอาคารบางแห่งที่หน้าตาดูคลาดเคลื่อนเล็กน้อย รายละเอียดไปเหมือนกับในสมัยเก่ากว่าสมัยของดาวินชี จึงสันนิษฐานว่าเขาคงจะศึกษาค้นคว้าแผนผังเดิมตอนก่อสร้างของสถาปัตยกรรมบางแห่ง เชื่อถือตามนั้นแล้วมาคำนวณวาดย่อส่วนลงไป

 

 

 

ภาพที่ 5 แผนที่เมืองอิโมลาของลีโอนาร์โด ดาวินชี

National Geographic History. (2020, May 28). Leonardo da Vinci transformed mapping from art to science. National Geographic. Retrieved from https://www.nationalgeographic.co.uk/history-and-civilisation/2020/05/leonardo-da-vinci-transformed-mapping-from-art-to-science

 

 

 

ภาพที่ 6 แผนที่เมืองอิโมลาจากภาพถ่ายดาวเทียมของ Google Maps

ที่มาภาพ: Google Maps. (2021). Imola, Metropolitan City of Bologna, Italy. Google Maps. Retrieved from https://www.google.com/maps/place/40026+Imola,+Metropolitan+City+of+Bologna,+Italy/

 

          วิธีการทำแผนที่เชิงสัญลักษณ์ 2 มิติ ด้วยการออกสำรวจพื้นที่ วัดระยะทางและมุมอย่างละเอียดเช่นนี้ส่งอิทธิพลต่อ
นักวาดแผนที่ในสมัยเรอเนสซองส์และสมัยต่อ ๆ มา ช่วยให้ผู้คนวางแผนการเดินทางและบริหารจัดการบ้านเมืองได้สะดวกขึ้นหลายเท่า พวกแผนที่แบบเก่าที่ชี้ให้เห็นเฉพาะสถานที่สำคัญ ของดีของเด่นแต่ละท้องถิ่น และสัตว์ตามตำนานของสถานที่ต่าง ๆ นั้นก็ยังคงวาดกันอยู่ ทว่าใช้สอนเยาวชนให้สนใจเล่าเรียน หรือประดับบ้านในฐานะผลงานศิลปะเพื่อชมความสวยงามมหัศจรรย์มากกว่าจะใช้ในเรื่องจริงจัง

 

           แต่อย่างไรแผนที่แบบของดาวินชีก็ทรงความมหัศจรรย์ในตัวของมันเองเช่นกัน เนื่องจากเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของจินตนาการและการประดิษฐ์พัฒนาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ว่าต่อให้ไม่เคยมีดาวเทียม ไม่มีปีกเหมือนนก เราก็สามารถล่วงรู้ได้ว่าภาพจากเบื้องบนนั้นเป็นอย่างไร สองเท้าแม้ยืนอยู่บนดิน แต่มันสมองบินทะยานไกล นี่เองก็คือความมหัศจรรย์แห่งภูมิปัญญาของมนุษย์

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Bliss, L. (2016, April 23). This Old Map: Da Vinci's City Plan, 1502. Bloomberg CityLab. Retrieved December 17, 2021, from https://www.bloomberg.com/news/articles/2016-04-22/this-old-map-da-vinci-s-plan-of-imola-1502

 

Clarke, K. (2019, April 13). Leonardo da Vinci's map of Imola. Google Maps Mania. Retrieved December 17, 2021, from https://googlemapsmania.blogspot.com/2019/04/leonardo-da-vincis-map-of-imola.html

 

Clayton, M. (2018). Leonardo da Vinci: A Life in Drawing. Royal Collection Trust.

 

Manders, J. (2020, October 22). Archimedes and his odometer. Wordpress. Retrieved December 17, 2021, from https://johnmanders.wordpress.com/2019/07/15/archimedes-and-his-odometer/

 

Ministry of Cultural Heritage and Activities. (2006, June 1). Via Appia "regina viarum". UNESCO World Heritage Centre. Retrieved December 22, 2021, from https://whc.unesco.org/en/tentativelists/349/

 

Waters, H. (2013, October 15). The Enchanting Sea Monsters on Medieval Maps. Smithsonian Magazine. Retrieved December 17, 2021, from https://www.smithsonianmag.com/science-nature/the-enchanting-sea-monsters-on-medieval-maps-1805646/

 

Museum Core Writer

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ