Museum Core
ประวัติศาสตร์ของคำด่า
Museum Core
23 ก.ย. 67 4K

ผู้เขียน : ศิรดา จิรานันท์สกุล

ภาพปกโดย น.ส.ชาคริยา รุ่งรัตนกุล นักศึกษาฝึกงานปี 2567

 

               ตามที่ราชบัณฑิตยสถานได้ให้นิยาม ‘คำด่า’ ว่า “เป็นการใช้ถ้อยคำว่าคนอื่นให้เสียหาย มักใช้คำหยาบหรือคำที่มีความหมายส่อไปในทางที่ไม่ดี” หรืออีกความหมายหนึ่งคือ “การตำหนิ” โดยลูกคำของคำว่าด่านั้นก็มาจากคำว่า “ด่าทอ” ที่มีคำนิยามของความหมายว่า “การด่า” และ “การด่าตอบกัน”

               จากการนิยามความหมายเห็นได้ว่า ‘คำด่า’ นั้นไม่ใช่เพียงแค่การใช้คำหยาบคายต่อว่ากันเท่านั้น ทว่าคำด่าหรือการด่ายังรวมการตำหนิไว้ด้วย ซึ่งการตำหนิอาจมีการใช้คำหยาบหรือไม่มีคำหยาบก็ได้ เนื่องจากคำนิยามของการตำหนิตามที่ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้นั้นมีความหมายแปลว่า “การติว่าในข้อบกพร่อง” ดังนั้น การด่าอาจรวมถึงการว่ากล่าวในข้อบกพร่อง ทั้งในด้านของความรู้ ความสามารถ หรืออาจรวมเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายก็ได้เช่นกัน

               กรณีนี้ ผู้เขียนต้องการวิเคราะห์ถึงประวัติศาสตร์ของคำด่า หรือคำหยาบคายที่มีการใช้ในประเทศจากการศึกษาค้นคว้าก็ค้นพบว่ามีคำด่าหรือการด่ากันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีปรากฎหลักฐานของคำด่าอยู่ในกฎหมายตราสามดวง พระอัยการลักษณะวิวาทด่าตีกัน ในปี พ.ศ. 1992 มาตราที่ 36 มาตราหนึ่ง ภายในเนื้อหากล่าวเอาไว้ว่า

                 “ด่าว่าท่านว่าไอ้อี่ขี้ตรุ ขี้เมา ขี้ขโมย ขี้ช่อ ขี้ฉกลัก ขี้ลวงคนฃาย ขี้โซ่ขี้ตรวน ขี้ขื่อขี้คา ขี้ถอง ขี้ทุบ ขี้ตบ ขี้คุก ขี้เค้า ขี้ประจานคนเสีย ขี้ฃายคนกินทังโคด ขี้ครอก ขี้ข้า ขี้ถ้อย แลด่าว่าไอ้อี่คนเสีย คนกระยาจก คนอัประหลัก คนบ้า คนใบ้ ก็ดี แล ด่าว่า ไอ้อี่สับปลับ อี่มักชู้ มักผัว มึงทำชู้เหนือผัวกูก็ดี แล ด่าท่านว่าอี่แสนหกแสนขี้จาบอี่ดอกทอง อี่เยดซ้อน ก็ดี สรรพด่ากันแต่ตัวประการใด ๆ ท่านให้ปรับไหมโดยยศถาศักดิลาหนึ่ง ถ้าด่าถึงโคตเค้าเถ้าแก่ ให้ไหมทวีคูน”

 

ภาพที่ 1 กฎหมายตราสามดวง

แหล่งที่มาภาพ: UNESCO National Committee Memory of the World. กฎหมายตราสามดวง. (2005). [Online]. Accessed 2023 Mar 9. Available from: https://www.nat.go.th/mow/th-th/ความทรงจำแห่งโลกในประเทศไทย/รายละเอียด/ArticleId/1118  

 

               นอกเหนือจากคำด่าในตัวบทกฎหมายแล้ว ในงานวรรณกรรมประเภทบทละครนอกของไทยก็มีการนำคำด่าหรือคำหยาบมาใช้ในเนื้อเรื่องเช่นกัน อาทิ เรื่อง “นางมโนราห์” โดยจังหวะที่มีการนำคำด่ามาใช้เป็นตอนที่นางมโนราห์ตัดพ้อต่อว่านางแม่ที่ไม่ให้ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนกับพี่สาวคนอื่น ๆ เนื่องจากนางแม่ได้รับคำทำนายทายทักจากโหรว่าช่วงนี้นางมโนราห์ดวงชะตาไม่ดี เกรงว่าหากออกไปเที่ยวเล่นอาจโดนทำมิดีมิร้ายได้ ซึ่งนางมโนราห์เข้าใจผิดคิดว่าเหตุที่นางแม่ห้ามนั้นเพราะไม่อยากให้ตนเองมีคู่ครอง เหตุการณ์ในเรื่องช่วงนี้จึงมีการใช้คำด่าทอกัน ซึ่งหนึ่งในคำด่าที่นำมาใช้คือคำว่า “ดอกทอง”

 

                                             “นางแม่ของลูกอา            แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง

                                              ทั้งพี่ทั้งน้อง                    เหล่าเราดอกทองเหมือนกัน

                                              ดอกทองสิ้นทั้งเผ่า          เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์

                                             ดอกทองเสมือนกัน         ทั้งองค์พระราชมารดา”

           

               การใช้คำด่ายังคงสืบทอดต่อกันมาถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีการค้นพบหลักฐานของคำด่าในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ หรือพจนานุกรมฉบับภาษาไทย – ภาษาไทย ของ ดร.แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) หรือคนไทยรู้จักคุ้นเคยในชื่อ “หมอบรัดเลย์” นายแพทย์และมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย และได้สร้างคุณประโยชน์เอาไว้มากมาย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 จวบจนกระทั่งรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ขึ้นครองราชย์

 

ภาพที่ 2 หนังสืออักขราภิธานศรับท์

แหล่งที่มาภาพ: Wikisource. Siamese Dict (Bradley, 1873). (2023). [Online]. Accessed 2023 Nov 4. Available from: https://th.m.wikisource.org/wiki/ไฟล์:Siamese_Dict_(Bradley,_1873).pdf

 

 

              ทั้งนี้ ค่าดำที่ปรากฏอยู่ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ มีการแบ่งแยกคำด่าที่ใช้กับเฉพาะเพศหญิงและเพศชายอยู่หลายคำ ตัวอย่างเช่น

              คำด่าที่ใช้บริภาษผู้หญิง

    1. อีกาก เปนคำหยาบด่าหญิงคนโง่แล้วชั่วด้วยนั้น เพราะหญิงนั้นเปรียบเหมือนกากของ ทั้งปวงนั้น
    1. อีเปรต คำเขาด่าหญิงโดยโกรธ, ว่าอีเปรต ๆ นั้นเปนกำเนิดต่ำช้า, คนตายไปเกิดบ้าง, สัตว์นรกมาเกิดเป็นเปรตบ้าง
    1. อีหน้าสด เปนคำหยาบด่าประจานหญิงว่าหน้าไม่แห้ง รื่นเริงอยู่เปนนิตย, เช่นหญิงคนชั่วนั้น

   

คำด่าที่ใช้บริภาษผู้ชาย

    1. ไอ้ถ่อย         ชายที่ทำการและกิริยาชั่วเปนต้นนั้น
    2. ไอ้ระยำ         ชายว่าไอ้ระยำ ๆ นั้น คือมันชั่วหลายอย่าง มันกินเหล้าสูบฝิ่นเปนต้น
    3. อ้ายจังไร       ชายต่ำช้า อธิบายว่าเปนคนไม่ดี, คนอัปปรีมีแต่ความอัปะมงคลนั้น

หมายเหตุโดยกองบรรณาธิการ – ในปัจจุบันภาษาเขียนคำว่า จังไร เป็น “จัญไร” และ อัปปรี เป็น “อัปรีย์”

 

               อีกทั้ง ยังพบหลักฐานของคำด่าจากวรรณคดีไทยเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่นางวันทองด่านางลาวทองที่เป็นชาวเชียงใหม่ ในลักษณะของการเหยียดหยามชาติกำเนิดอีกด้วยว่า

                                      “ศรีมาลาร้องด่าอีดอกกะทิ        มึงสิอีดอกตำแยอ่อน

                                      มึงแหละอีระยำตำบอน              มึงอีนอนแผ่หลาไม่น่าคบ

                                      มึงอีลาวนุ่งซิ่นกินแต่อึ่ง              ทุดมึงอีชาวเหนือกินแต่กบ

                                      มึงชั่วช้าสารพัดบัดซบ                มึงเย่อหยิ่งน่าตบให้ตาลาย”

 

               ดังนั้น คำด่าหรือคำหยาบของคนไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตมากนัก และคำด่ากลุ่มใหญ่ที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นยังคงใช้กันต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นหนึ่งในรูปแบบวัฒนธรรมที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอด และปรับตามบริบทที่เปลี่ยนไปของสังคม ดังเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนไทยมีการสร้างคำด่าใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย อาทิ “ไอ้ทะลุถุงยางมาเกิด อีแรด อีห่าน อีสตอ” ฯลฯ

               หากพิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปของคำด่าเหล่านี้ก็ล้วนสัมพันธ์กับสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น ถุงยางอนามัย เป็นสิ่งจำเป็นที่คนใช้สำหรับป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ ซึ่งปกติถุงยางจัดเป็นของใช้ที่มีประสิทธิภาพสูงตามเกณฑ์มาตรฐานการผลิตเมื่อใช้งานอย่างถูกวิธี ดังนั้น การนำคำว่า “ทะลุถุงยางมาเกิด” มาสร้างเป็นคำด่าที่มักใช้กับบุคคลที่มีพฤติกรรม หรือนิสัยชอบสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น หรือพวกที่มีความคิดและทัศนคติไม่ดี เปรียบได้ว่า “บุคคลนั้นเป็นบุคคลที่แม้แต่ครอบครัวก็ไม่พึงประสงค์”

                นอกจากนี้ยังมีการสร้างคำด่าโดยเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของสัตว์ เช่น แรดตัวเมีย เมื่ออยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์มีพฤติกรรมการต่อสู้กับแรดตัวเมียตัวอื่นเพื่อแย่งชิงแรดตัวผู้ ตัวใดสู้ชนะก็จะได้แรดตัวผู้ตัวนั้นไปครอง จึงยกมาเป็น คำด่าว่า “อีแรด” เปรียบเทียบกับผู้หญิงที่มีพฤติกรรมตบตีกันเองเพื่อแย่งชิงผู้ชาย รวมถึงมีการสร้างคำด่าใหม่โดยเทียบเคียงกับการออกเสียงคำศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อสัตว์และผลไม้ เช่น คำว่า “อีห่าน” ออกเสียงคล้ายกับคำว่า “อีห่า” หรือ “อีสตอ” หรือ “อีสตอเบอแหล” ซึ่งมีที่มาจากคำศัพท์ชื่อเรียกผลไม้อย่างสตรอว์เบอร์รี่ที่ออกเสียงคล้ายกับคำว่า “อีตอแหล”

                 ในอนาคตสังคมไทยอาจมีการคิดสร้างคำด่าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การใช้คำด่าหรือคำหยาบคายควรพึงระวัง เพราะเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการดูหมิ่นผู้อื่น เข้าข่ายมีความผิดเรื่องการหมิ่นประมาท ผู้เสียหายสามารถแจ้งความและฟ้องเรียกร้องสิทธิ์ได้ตามกฎหมาย พึงเตือนใจอยู่เสมอว่าเมื่อพูดสิ่งใดออกไปแล้วไม่สามารถแก้ไข หรือนำคำพูดเหล่านั้นกลับคืนมาได้ ดังคำสุภาษิตหนึ่งที่กล่าวว่า “คำพูดเป็นนายเราเสมอ

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ