สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว เมื่อมีโอกาสไปเยือนเพื่อนบ้านอย่างประเทศพม่าก็มักจัดโปรแกรมทัวร์เกาะกลุ่มเที่ยวตามแหล่งโบราณสถานและวัดวาอารามยอดฮิตในเมืองมัณฑะเลย์ พุกาม หงสาวดี และย่างกุ้ง ทว่า เมื่อเอ่ยถึงเมืองหลวงแห่งใหม่ “เนปยีดอ” คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้จักและนึกภาพไม่ออกว่าเมืองนี้เป็นอย่างไร ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ผู้เขียนที่มีภารกิจและโอกาสได้ไปเยือนเมืองนี้ครั้งแรกก็รู้สึกตื่นตามากและอยากแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับ
ในตอนนั้น เมืองเนปยีดอ เป็นเมืองใหม่ที่ถูกออกแบบเริ่มสร้างขึ้นได้เพียงสิบปีเท่านั้น ลักษณะการพัฒนาของเมืองจึงเน้นหนักไปที่งานก่อร่างของโครงสร้างเชิงกายภาพของเมืองและผังเมืองที่ค่อยๆ สร้างสิ่งสาธารณูปโภคเติมให้เต็มเพื่อยกระดับมาตรฐานตามแบบอย่างเมืองหลวงทั่วโลก แน่นอนว่า สถานที่สำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ในเมืองหลวง คือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเนปยีดอ” (National Museum Nay Pyi Taw) หน่วยงานสำคัญที่อวดโฉมให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน และความร่ำรวยทางด้านศิลปวัฒนธรรม อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเจริญและความเป็นอารยะของประเทศพม่า
ปี ค.ศ. 2016 เมื่อผู้เขียนไปเยือนพิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิดบริการอย่างเป็นทางการได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงยังดูใหม่เอี่ยม พิพิธภัณฑ์มีอาคารสำหรับจัดแสดงนิทรรศการและพื้นที่รองรับการใช้งานส่วนอื่นๆ รวม 5 ปีก ไล่เรียงตั้งแต่ A ถึง E (ปัจจุบันเปิดเฉพาะปีก A และ B ส่วนปีกที่เหลือยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและตกแต่ง) ทั้งนี้ โครงสร้างของพิพิธภัณฑ์มีขนาดใหญ่ก็เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ที่มีการบริหารจัดการที่ดีและทัดเทียมสากล ลบภาพลักษณ์การจัดแสดงแบบเดิมทิ้ง ด้วยการนำรูปแบบการจัดแสดงแบบมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากล และใช้เทคโนโลยีบางส่วนเข้ามาเสริมให้มีความทันสมัย ยอมรับว่าครั้งแรกที่ได้เห็นห้องนิทรรศการก็รู้สึก “ว้าว”
เรามาเริ่มต้นรีวิวกันที่ปีก A ที่เป็นบริเวณโถงต้อนรับที่มีขนาดกว้างขวางใหญ่โต มีศิลปวัตถุ 2 ชิ้นจัดวางไว้ดึงดูดสายตาให้จับจ้อง คือ เกวียนที่ตกแต่งอย่างหรูหราและมีลายนกยูงแกะสลักประดับซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ จึงเดาได้ว่าน่าจะเป็นราชยานพาหนะแม้จะไม่มีป้ายคำอธิบาย และภาชนะ “อูบ” ขนาดใหญ่ที่มีความสูงเป็น 2 เท่าของตัวคน ปีกนี้มีห้องนิทรรศการว่าด้วยของที่ระลึกต่างๆ จากประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มอบให้กับพม่า
ถัดมาที่ปีก B จะเป็นจุดเริ่มต้นของนิทรรศการหลักของพิพิธภัณฑ์ แบ่งห้องนิทรรศการออกเป็น 6 เรื่อง โดยห้องนิทรรศการแรกก็เล่าเรื่องย้อนไทม์ไลน์กลับไปสู่ยุคสมัยดึกดำบรรพ์ (Primate and Fossil) โชว์ว่าบนผืนพิภพของพม่าเคยมีสิ่งมีชีวิตประเภทใดบ้าง ซึ่งเน้นการจัดแสดงชิ้นส่วนต่างๆ ของซากฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และซากพืชที่ค้นพบได้จากพื้นที่ราบลุ่มตามแนวแม่น้ำอิระวดีและรัฐฉาน พิพิธภัณฑ์คัดเลือกชิ้นวัตถุพร้อมคำอธิบายและการจัดแสดงอย่างสวยงาม ช่วยกระตุ้นให้คนดูอยากรู้และทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยมีไฮไลท์เป็นฟอสซิลไม้กลายเป็นหินที่มีความยาวต่อเนื่องกันนับ 10 เมตร
ส่วนห้องถัดมาเป็นยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric Period) ที่มีวัตถุจัดแสดงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้จาก 3 ยุค (ยุคหิน ยุคสำริด และยุคเหล็ก) มีการทำจำลองผนังถ้ำเพื่อแสดงให้เห็นลักษณะของภาพเขียนสี และมีกิจกรรมเล็กๆ ให้ลองประทับตราพวกรูปภาพเขียนสีในถ้ำ ขยับมาโซนกลางห้องมีจำลองหลุมขุดค้นทางโบราณคดีเป็นจุดสนใจ ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่างานโบราณคดีช่วยเผยความลับต่างๆ ในอดีตที่ซ่อนอยู่ และเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ทำให้ได้เข้าใจประวัติศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น ทว่า ข้อมูลเกี่ยวกับด้านโบราณคดีในพม่ามีเผยแพร่ทั่วไปน้อยมาก เมื่อได้มาดูในนิทรรศการที่แสดงชุดข้อมูลความรู้ทำให้เห็นว่างานโบราณคดีที่กำลังเติบโตและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ภาพที่ 1 การแสดงหลุมขุดค้นทางโบราณคดีจำลอง
ห้องที่ 3 เป็นห้องนิทรรศการว่าด้วยเรื่องราวในยุคแรกของสมัยประวัติศาสตร์ (Early Historic Period) เล่าเรื่องราวของเมืองต่างๆ ที่พัฒนาและเจริญขึ้นในกลุ่มอาณาจักรปยู (Pyu) หรือแคว้นศรีเกษตรที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากโดยเฉพาะพุทธศาสนา (อายุรวมพุทธศตวรรษที่ 4 – 16 เป็นเมืองร่วมยุคสมัยทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษ 12-16 ของไทย) ซึ่งปัจจุบันหลายเมืองได้รับการยอมรับและการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก
ห้องที่ 4 จัดแสดงเรื่องยุคสมัยประวัติศาสตร์ของพม่า (Historic Period) ที่มีความน่าสนใจทั้งด้านข้อมูลเนื้อหาและรูปแบบการจัดแสดงที่ผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและโมเดลจำลองรูปแบบสถาปัตยกรรมสำคัญต่างๆ ที่โปรดักชั่นอลังการงานสร้างมากทีเดียว อย่างฉากจำลองบางส่วนของโบราณสถานที่เมืองพุกามที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนสีเฟสโก้ งานประติมากรรมและงานปั้นดินเผา และบนเพดานเป็นจอโค้ง 360 องศาที่ฉายโปรเจคเตอร์เปลี่ยนฉากให้เห็นบรรยากาศเมืองพุกามตลอด 24 ชม. เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว้าว ตื่นตะลึงได้

ภาพที่ 2 ฉากจำลองบางส่วนของโบราณสถานแห่งเมืองพุกาม และเพดานจอโค้ง
นอกจากนี้ภัณฑารักษ์ยังเลือกคัดสรรชิ้นงานมาสเตอร์พีซทางด้านพุทธศิลป์ และโบราณวัตถุมาจัดแสดงให้ดูแบบเพลิดเพลินมาก ทั้งช่องแสงแกะสลักจากหินทราย พระพุทธรูปแกะสลักสมัยพุกาม ชิ้นงานประดับอาคารทำจากดินเผา งานพระพิมพ์สมัยพุกามที่งดงามมากในรายละเอียด รวมถึงงานหล่อโลหะสำริดที่ก้าวหน้ามากๆ การได้มาชมโบราณวัตถุของจริงด้วยตาตัวเองแบบใกล้ชิดเหมือนสิ่งเติมเต็มที่ช่วยให้ผู้เขียนทั้งรู้จักและเข้าใจเพิ่มขึ้นจากสิ่งที่เคยได้เรียนรู้ในหนังสือและชั้นเรียนเมื่อสมัยเป็นนักศึกษา

ภาพที่ 3 ตัวอย่างชิ้นงานศิลปวัตถุที่จัดแสดงในนิทรรศการ
อีก 2 ห้องนิทรรศการที่เหลือเป็นห้องจัดแสดงเรื่องศิลปะการแสดงและเครื่องดนตรีพม่าในรูปแบบดั้งเดิม (Dramatic Art and Traditional Orchestra) โดยมีวัตถุจัดแสดงหลากหลายประเภท ทั้งหุ่นตัวละคร เครื่องดนตรีประเภทต่างๆ มีฉากจำลองเวทีการแสดงหุ่นกระบอกชักสาย เป็นต้น และห้องสุดท้ายจัดแสดงภาพเขียนจากยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่ในอดีตที่เป็นภาพทางศาสนาจนถึงภาพวิถีชีวิตผู้คนและทิวทัศน์ตามอย่างรูปแบบศิลปะสมัยใหม่
โซนหนึ่งที่น่าประทับใจของพิพิธภัณฑ์เป็นห้องกิจกรรมเรียนรู้สำหรับเด็ก นับเป็นนิมิตรหมายของรูปแบบพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ของพม่าที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็กๆ เข้าใจธรรมชาติและความต้องการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย ตัวห้องมีขนาดพื้นที่กว้างขวางสำหรับจัดกิจกรรมและจัดแบ่งมุมการเรียนรู้ออกเป็นเรื่องต่างๆ ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องโบราณคดี การทอผ้า เครื่องดนตรีเครื่องปั้นดินเผา การจัดวางผังเมือง ประเพณีและเครื่องแต่งกาย เป็นต้น

ภาพที่ 4 ตัวอย่างมุมกิจกรรมเรียนรู้เรื่องโบราณคดีสำหรับเด็ก
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบมากเป็นพิเศษในห้องนิทรรศการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเนปยีดอ เป็นวิธีการจัดแสงที่ใช้สปอตไลท์ที่น่าทึ่ง นอกจากช่วยขับเน้นทำให้ศิลปวัตถุมองเห็นได้ชัดเจน แต่รู้สึกถึงความพิเศษ โดดเด่นชวนให้หยุดพินิจดูวัตถุจัดแสดงอย่างพิจารณาไตร่ตรอง หรือวัตถุบางชิ้นก็ล้อการจัดแสดงเล่นกับแสงเงาที่ตกกระทบบนผนังแลดูสวยงาม ทำให้นึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งของ Spencer Crew & James Sims (1991) ว่า “Objects have no authority: people do” ทั้งนี้ โดยหน้าที่ของนิทรรศการและการจัดแสดงแล้ว วัตถุจัดแสดงจะเปล่งประกายคุณค่าและสื่อสารกับผู้ดูได้ดีแค่ไหนล้วนเป็นผลมาจากการจัดการของภัณฑารักษ์ทั้งสิ้น ซึ่งสะท้อนว่าพิพิธภัณฑ์ก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปแบบการมองเห็น (way of seeing) และการับรู้ (perception) ของผู้ชม

ภาพที่ 5 การจัดแสดงเครื่องมือยุคหินที่แสงล้อเล่นกับเงา
อยากให้ผู้อ่านลองดูคลิปวีดิโอ (ตอนท้ายเพจ) ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เนย์ปยีดอ แสดงให้เห็นรูปแบบการจัดแสดงในห้องนิทรรศการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล