Museum Core
พิพิธภัณฑ์เลโอเบน เมืองแห่งวิศวกรรมโลหการ
Museum Core
03 ธ.ค. 67 450
ประเทศออสเตรีย

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

               หากลองสังเกตดูตราประจำจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยก็อาจเห็นว่ามีบางจังหวัดปรากฏรูปสัตว์ที่
น่าสนใจและมีความเชื่อมโยงกับประวัติของพื้นที่ เมื่อได้มีโอกาสมาเยือนเมืองเลโอเบน (Leoben) ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำมัวร์ (Moore River) สีน้ำเงินเทา ล้อมรอบด้วยภูเขาหิมะในภาคกลางของประเทศออสเตรีย ผู้เขียนจึงอดไม่ได้ที่จะสังเกตตราตามยอดตึกเก่าในจัตุรัสเมือง เผื่อว่าได้พบสัตว์ที่น่าสนใจ แล้วก็ได้พบเข้ากับตรารูปนกกระจอกเทศกินเหล็ก ตราประจำเมืองอันน่าฉงนสนเท่ห์นี้มีประวัติอย่างไร ไปหาคำตอบกัน ณ พิพิธภัณฑ์เลโอเบน (MuseumsCenter Leoben)

 

ภาพที่ 1: สัญลักษณ์เมืองเลโอเบน ตรานกกระจอกเทศกินเหล็กอยู่ที่มุมซ้ายบน

 

               เลโอเบนเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจและคมนาคมของภูมิภาคเชงเก้น (Schengen Area) มาอย่างยาวนาน แต่เดิมเป็นชุมชนเหมืองและตลาดค้าเหล็กชื่อ ลิวพีนา (Liupina) หมายถึง “เป็นที่รัก” แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเลโอเบนในภายหลังเมื่อพระเจ้าออตโตคาร์ที่ 2 (Ottokar II) แห่งโบฮีเมียทรงสถาปนาขึ้นเป็นเมืองในปี ค.ศ. 1263 พิพิธภัณฑ์เลโอเบนตั้งอยู่ใจกลางเมือง บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์กว่า 1,100 ปีของการพัฒนาเมืองในลักษณะเดียวกับการขุดเหมืองลึกลงไปใต้ดิน คือ ผู้ชมจะได้รับชมเหตุการณ์จากใหม่ไปเก่า มิใช่จากเก่าไปใหม่ แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย บทความนี้ผู้เขียนขอเล่าจากเก่าไปใหม่ตามลำดับเวลาปกติ โดยเรียงย้อนหมายเลขห้องนิทรรศการ

               ห้องนิทรรศการหลักมีทั้งหมด 7 ห้อง เรื่องราวของยุคที่เก่าที่สุดอยู่ในห้องที่ 7 สมัย 450 – 800 ปีก่อนคริสตกาล จัดแสดงเครื่องถ้วยชามและของใช้สมัยวัฒนธรรมฮัลล์ชตัดท์ (Hallstatt culture) ในบริเวณตะวันออกของฝรั่งเศสไปจนถึงโครเอเชีย ยุโรปมีการเปลี่ยนผ่านจากการใช้สำริดมาเป็นเหล็ก และมีการสร้างสุสานขนาดใหญ่ซึ่งขุดค้นพบแล้ว 27 แห่งในเขตบรุนน์ไลเทน (Brunnleiten) ระหว่างเมืองเลโอเบนกับฮินเทอร์แบร์ก (Hinterberg)

               ห้องที่ 6 ค.ศ. 200 – 1517 เลโอเบนปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ว่าเป็นตลาดค้าเหล็กที่คึกคักและศูนย์กลางคริสต์ศาสนา โบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองคือโบสถ์มารีอา อัม วาเซน (Maria am Waasen) มีประวัติสืบค้นไปได้ถึงปี ค.ศ. 1195 วัตถุจัดแสดงสำคัญของห้องนี้คือรูปสลักกษัตริย์และนักบุญต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ รวมถึงบันทึกแผนการวางผังเมือง เพราะหลังจากสถาปนาเมืองแล้ว พระเจ้าออตโตคาร์ที่ 2 โปรดให้ย้ายตลาดมาที่คุ้งแม่น้ำมัวร์และวางผังเมืองใหม่ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เมืองตั้งอยู่ต่อมาจนปัจจุบัน ถือว่าเป็นผังเมืองยุคกลางที่วางแผนอย่างรัดกุมที่สุดในภาคใต้ของออสเตรีย ส่งผลดีอย่างมากด้านการปกครองและขนส่งในสมัยต่อมาเมื่อเมืองได้สิทธิ์การค้าเหล็กกับอิตาลีในปี ค.ศ. 1314

               ห้องที่ 5 ค.ศ. 1517 – 1789 ช่างเหล็กและพ่อค้ามีบทบาทในสังคมโดดเด่นมากขึ้น แหล่งเหล็กดิบฟอร์แดร์นแบร์ก (Vordernberg) กลายเป็นขุมทรัพย์ส่งออกแร่ไปขายแก่ช่างตีเหล็ก ซึ่งในสมัยนั้นเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมั่งคั่งจนเรียกกันว่า “เคานท์ดำ” (Black Counts) เพราะได้ควบคุมเส้นทางน้ำและสัมปทานไม้ที่ใช้ทำถ่านเพื่อ
หล่อเลี้ยงโรงตีเหล็ก ในห้องนี้ผู้ชมจะได้เห็นสินค้าจากเหล็กนานาชนิด เช่น ล้อรถ ดาบ ปืนใหญ่ กิโยติน กลอนกุญแจ เครื่องประดับ รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเหมืองและการค้าเหล็ก มีเครื่องสูบน้ำ ค้อน ขวาน สิ่ว ทั่ง และตาชั่งขนาดต่าง ๆ เป็นต้น

 

ภาพที่ 2: รูปสลักไม้และสินค้าจากเหล็ก

 

               ห้องที่ 4 ค.ศ. 1789 – 1848 สงครามตุรกีและสงครามนโปเลียนนอกจากทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นหลายครั้ง การถูกรุกรานและปกครองโดยต่างชาติยังทำให้ออสเตรียเกิดความต้องการแสดงอัตลักษณ์และรวมกลุ่มกันเหนียวแน่นมากขึ้น เจ้าชายโยฮันน์ ซัลวาตอร์ (Archduke Johann Salvator) ผู้ปกครองภาคใต้ในปี ค.ศ. 1811 โปรดให้บันทึกสถิติประชากร ภาษา และศิลปวัฒนธรรมในหนังสือต้นฉบับวิซซา (Vissa Manuscript) ในห้องนี้เราจึงได้ชมตัวอย่างเครื่องแต่งกาย ภาพวาดเทศกาลเฉลิมฉลองและการละเล่นต่าง ๆ อีกทั้งยังมีปืนใหญ่ที่ใช้ต่อสู้กับนโปเลียนด้วย

               ห้องที่ 3 ค.ศ. 1848 – 1918 เหล็กกล้ากลายเป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในอุตสาหกรรมชนิดต่าง ๆ เลโอเบนจึงเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย ชุมชนโดนาวิตส์ (Donawitz) ที่อยู่ติดกับเลโอเบนกลายเป็นแหล่งผลิตเหล็กกล้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและมีคนงานอพยพเข้ามาหลายพันคน ส่งผลให้อำนาจศักดินาและศาสนาเสื่อมลง ประชาชนจัดตั้งกองทหาร เลือกตั้งนายกเทศมนตรีและคณะกรรมการดูแลเมืองขึ้นมาใช้แทนข้าราชการของหลวง แรงผลักดันที่พัฒนาเทคโนโลยียังทำให้เกิดการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเลโอเบน (Montanuniversität Leoben) เป็นแหล่งศึกษาวิจัยวิศวกรรมโลหการ (Metallurgy)

               ห้องที่ 2 ค.ศ. 1918 – 1945 สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ระบบโรงงานและการผลิตอาวุธของยุโรปรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความอดอยากยากจนและแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยแผ่ไปทุกหย่อมหญ้า จักรวรรดิเยอรมันล่มสลายลงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) ไม่เพียงเท่านั้น ออสเตรียยังเกิดสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ. 1934 ความตึงเครียดเหล่านี้ทำให้เลโอเบนเกิดสหภาพแรงงาน รวมถึงผู้คนผูกพันกิจกรรมต่าง ๆ ทางการศึกษา กีฬา และวัฒนธรรม เข้ากับการสนับสนุนพรรคการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ครั้นเมื่อฮิตเลอร์ได้ขึ้นสู่อำนาจในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองเลโอเบนก็จำต้องป้อนโลหะและถ่านหินลิกไนต์แก่อุตสาหกรรมนาซี ซึ่งเร่งการผลิตขึ้นเกือบสองเท่าตัว

 

ภาพที่ 3: เครื่องแต่งกายและเทศกาลสมัยเจ้าชายโยฮันน์ ซัลวาตอร์

และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสมัยนาซี

 

               ห้องที่ 1 ค.ศ. 1945 – ปัจจุบัน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กองทัพสหภาพโซเวียตในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ายึดครองเลโอเบน ทำให้โรงงานและระบบเหมืองถูกรื้อถอนทำลาย หลังจากนั้น 2 ปี สหรัฐอเมริกาตั้งโครงการทุนกู้ยืมฟื้นฟูยุโรป (European Recovery Programme: ERP) เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายอักษะเกิดสภาวะแร้นแค้นกดดันจนปะทุเป็นสงครามโลกซ้ำอีก ในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 เลโอเบนจึงสามารถซ่อมแซมทุกสิ่งที่สูญไปกลับมาใหม่ ซึ่งถือโอกาสสร้างให้ดีกว่าเดิมด้วย แต่อุตสาหกรรมที่อู้ฟู่ในยุคนี้มิใช่อาวุธอีกต่อไปแล้ว ทว่าเป็นการรถไฟ บริษัทเหล็กกล้าโฟชตาลพีเนอ (Voestalpine Stahl) สร้างรางรถไฟความเร็วสูงยาว 120 เมตรสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อปี ค.ศ. 1987 ปูทางให้เมืองเลโอเบนและโดนาวิตส์ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาด
เส้นทางคมนาคมมาจวบจนทุกวันนี้

               เรื่องตรานกกระจอกเทศกินเหล็กที่กล่าวไว้ตอนต้น พิพิธภัณฑ์เลโอเบนก็ได้เฉลยว่าในสมัยก่อน ชาวยุโรปยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์ในโลกตะวันออกมากนัก นกกระจอกเทศที่เป็นสัตว์พื้นเมืองอาหรับและแอฟริกาจึงปรากฏแต่ในบันทึกและตำนานเล่าต่อกันมาจนผิดเพี้ยนอย่างพิสดาร พลินีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) นักธรรมชาติวิทยาและแม่ทัพชาวโรมันสมัย ค.ศ. 23 – 79 บันทึกไว้ว่า นกกระจอกเทศกินเหล็กและแก้วเป็นอาหาร พวกมันไม่กกไข่ ทว่าสามารถจ้องมองไข่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นจนบันดาลให้ฟักเป็นตัวได้ ทำให้ชาวยุโรปยุคกลางเชื่อว่า
นกกระจอกเทศเป็นสัตว์วิเศษ และซื้อขายเครื่องประดับตกแต่งที่ทำจากไข่นกกระจอกเทศในราคาแพง อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงเรื่องการกำเนิดใหม่ของพระคริสต์และการตั้งจิตอธิษฐานมุ่งสู่ความสำเร็จเข้ากับสัตว์ชนิดนี้
ชาวเลโอเบนผู้ทำเหมืองเหล็กก็มิใช่ข้อยกเว้น พวกเขาเชื่อเรื่องสัตว์วิเศษตามนี้เช่นกัน จึงใช้สัญลักษณ์นกกระจอกเทศกินเหล็กเป็นตรารับประกันคุณภาพ (Mark of Quality) ที่ประทับลงในเหล็กดิบที่ถลุงได้ก่อนนำเข้าสู่ตลาด และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นตราประจำเมืองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1298

               ความประทับใจต่อพิพิธภัณฑ์เลโอเบน สำหรับผู้เขียนเป็นเรื่องความร่วมมือเผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจร่วมกับมหาวิทยาลัยเลโอเบนให้เยาวชนสนใจกระบวนการทางโลหวิทยา ตั้งแต่การศึกษาโลหะในสภาวะสินแร่ การคัดแยกโลหะ แล้วนำมาทำผลิตภัณฑ์ เช่น การหล่อ รีด ทุบขึ้นรูป ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพทำให้พื้นผิวโลหะป้องกันการกัดกร่อนได้ดี ภาพลักษณ์ของคนงานเหมืองและช่างโลหะก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีฝีมือ ห้อมล้อมด้วยผองเพื่อนทั้งหญิงชาย เป็นอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนสูง ซึ่งแน่นอนช่างโลหะเป็นผู้ที่มีส่วนเขียนหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของเลโอเบน สอดรับกับนโยบายของออสเตรียที่สนับสนุนให้เยาวชนเลือกศึกษาต่อด้านวิศวกรรมและวิชาชีพช่าง เนื่องจากเป็นที่ต้องการอย่างสูงของตลาดแรงงาน รวมถึงประเทศมีแหล่งเหมืองแร่ที่มีมูลค่า

               หากไม่ได้มาเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้เขียนก็อาจไม่คิดว่าวิศวกรรมโลหการนั้นเป็นศาสตร์ที่ละเอียดหลักแหลมเพียงใด และคงนึกว่าเป็นเพียงเรื่องไกลตัวเท่านั้น ทั้งที่โลหะเป็นส่วนประกอบในการดำเนินชีวิตสมัยใหม่แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ชิ้นส่วนเล็กจิ๋วในรีโมตแอร์ไปจนถึงโครงสร้างสถาปัตยกรรมยักษ์ใหญ่ ซึ่งหากแม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญ ก็ยิ่งยากที่จะจุดประกายให้เยาวชนสนใจศาสตร์นี้ จึงนับเป็นโชคดีที่ได้มาเยือน

 

แหล่งข้อมูล

Schuss, Cornelia et al. “MuseumsCenter Leoben.” KulturQuartier Leoben, 2024, https://kulturquartier.leoben.at/museum/stadtgeschichte/.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ