Museum Core
เซโควยา ผู้ประดิษฐ์อักษรภาษาเชโรกี
Museum Core
15 ก.ค. 68 298

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น    

 

               เซโควยา เกิดที่เมืองทุสเคกี (Tuskegee) ของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันเชโรกี (Cherokee) เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1778 แม่ตั้งชื่อให้ว่า ‘กีสควายา (Gisqwayah)’ หมายถึง ‘มีนกสถิตอยู่ในตัว’ แต่เมื่อเขาเติบโตขึ้นกลับเคราะห์ร้ายข้อเข่าพิการ ทำให้ไม่สามารถเป็นนักรบหรือทำไร่ได้ดีอย่างผู้ชายคนอื่น ๆ ในเผ่า ทุกคนจึงเรียกเขาในเชิงล้อเลียนว่า ‘เซโควยา (Sequoyah)’ หมายถึง ‘มีหมูสถิตอยู่ในตัว’

               เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในเผ่าเชโรกีสมัยนั้น เซโควยาไม่เคยได้เรียนหนังสือ แต่เขาเป็นคนฉลาดและชอบคิดหาทางปรับปรุงพัฒนาสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่เขาจะสามารถใช้งานได้สะดวกแม้จะพิการก็ตาม ตอนเป็นเด็ก เขาประดิษฐ์ระบบรางและพายกวนน้ำนมสำหรับใช้ในโรงรีดนมที่บ้าน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เขาทำความรู้จักกับคนขาวในชุมชนและเรียนเป็นช่างทำเหรียญเงิน ซ่อมแซมเครื่องมือทางการเกษตรและอานม้า รวมถึงสืบทอดร้านค้าของแม่ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หลังจากแม่เสียชีวิต เซโควยาติดสุราอย่างหนักจนไม่เป็นอันทำงานอยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจเลิกดื่มและเลิกขายสุราในร้านอย่างถาวร

 

ภาพที่ 1: เซโควยา

แหล่งที่มาภาพ: King, Charles Bird. “Sequoyah with a tablet depicting his writing system for the Cherokee language. 19th-century print of a painting.” Wikipedia. 4 Jan 2015, https://en.wikipedia.org/wiki/Sequoyah#/media/File:Sequoyah.jpg

 

               เมื่อเซโควยาได้ค้าขายและรู้จักสนิทสนมกับคนขาวที่เข้ามาในชุมชนมากขึ้น เขาก็เริ่มสังเกตว่าคนขาวมี “ใบไม้ที่พูดได้” หมายถึงกระดาษที่เขียนตัวอักษรสื่อสารกัน ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมากเพราะเขาไม่รู้จักภาษาเขียนมาก่อน ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาเหนือส่วนใหญ่มีแต่ภาษาพูด อาจมีรูปสัญลักษณ์โบราณอยู่บ้างที่ใช้แทนสัตว์ เช่น หมี กวาง นก หรือมีภาษาเขียนเล็กน้อย เช่น ชนเผ่าโอจิบเว (Ojibwe) พบหลักฐานการเขียนบนเปลือกไม้เมื่อ 400 ปีก่อน แต่ก็ไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะคนพื้นเมืองมีความเชื่อว่าการเขียนอักษรเช่นนั้นเป็นเรื่องของพิธีกรรม ผู้มีพลังเวทมนตร์หมอผี หรือเรื่องโกหกเสแสร้ง (กล่าวคือทำเป็นว่าเห็นอักษรแล้วเข้าใจความหมาย แต่ไม่ได้เข้าใจจริง ๆ หรือใช้สื่อสารได้ตรงกันทุกคน)

               ทว่าเซโควยาเชื่อว่าคนขาวใช้ภาษาเขียนได้จริง และน่าจะเป็นประโยชน์หากเผ่าเชโรกีมีภาษาเขียนเป็นของตัวเอง เขาจึงเริ่มประดิษฐ์อักษรภาพ (Pictograph) ขึ้นที่ถ้ำของญาติในมลรัฐเคนตักกี (Kentucky) ในปี ค.ศ. 1809 โดยใช้ผสมกับสัญลักษณ์โบราณรูปสัตว์ของเผ่า แต่ระบบอักษรภาพที่ใช้หนึ่งอักษรแทนหนึ่งคำ(ลักษณะเดียวกับภาษาจีนและภาษาอียิปต์โบราณ) ทำให้จดจำได้ยากเกินไป และต้องประดิษฐ์อักษรใหม่ออกมาทันทีที่มีศัพท์คำใหม่เกิดขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เซโควยาจึงเปลี่ยนมาใช้หนึ่งอักษรแทนหนึ่งแก่นความคิด แต่ก็พบว่าเป็นระบบที่สับสนและใช้งานไม่ได้จริงอยู่ดี

               ในช่วงปี ค.ศ. 1813–1814 เกิดสงครามระหว่างชาวเผ่าเชโรกีภายใต้การนำของนายพลแอนดรูว์
แจ็คสัน (Andrew Jackson ซึ่งภายหลังได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 7) กับกลุ่มกบฏเผ่ามุสโคกีครีก (Muskogee Creek) เซโควยาเข้าร่วมรบในสมรภูมิคุ้งแม่น้ำรูปเกือกม้า (Battle of Horseshoe Bend) และแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กับเพื่อนทหารที่เป็นคนขาว เขายิ่งเห็นชัดว่าผู้ที่ไม่มีภาษาเขียนนั้นเสียเปรียบอย่างไร เซโควยาและพวกทหารเชโรกีไม่มีใครสามารถเขียนจดหมายถึงครอบครัวอย่างคนขาวได้ คำสั่งแผนการทางทหารหรือบันทึกเหตุการณ์ก็อ่านเขียนไม่ออก ต้องอาศัยแต่ความจำ เมื่อกลับจากสงครามแล้วเซโควยาจึงมุ่งมั่น
ประดิษฐ์อักษรเชโรกีอย่างจริงจัง สร้างอักษรแทนเสียงพยางค์ (Syllabary) โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์ไบเบิล ระบบอักษรภาษาอังกฤษ กรีก และฮีบรูผสมกัน สำเร็จเป็นอักษร 85 ตัวในปี ค.ศ. 1821 จากนั้นเขาทดลองสอนภาษาเขียนนี้ให้แก่อโยเค (Ayokeh) ลูกสาววัย 6 ขวบเป็นคนแรก

 

ภาพที่ 2: สมรภูมิคุ้งแม่น้ำรูปเกือกม้า

แหล่งที่มาภาพ: The New York Public Library, Digital Gallery. “Battle Horseshoe Bend (Tohopeka), Creek War, present-day southern Alabama, 1814.” Wikipedia, 20 Aug 2012, https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Horseshoe_Bend#/media/File:Battle_Horseshoe_Bend_1814.jpg

 

               อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เซโควยาถูกต่อต้านอย่างมาก คนรอบตัวคิดว่าเขาเป็นบ้าด้วยเวทมนตร์หมอผี ภรรยาของเซโควยานำผลงานบางส่วนของเขาไปเผาทำลาย และชาวเผ่าเชโรกีก็จับตัวเซโควยากับลูกสาวไปขังแยกกันเพื่อไต่สวน ในที่สุดเมื่อเห็นว่าเซโควยาสามารถเขียนจดหมายสื่อสารกับลูกสาวเข้าใจตรงกันได้แม้อยู่คนละที่ พวกนักรบที่เฝ้าการไต่สวนก็เชื่อว่าเซโควยาสร้างวิธีสื่อสารแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้แล้วจริง
เซโควยาจึงได้เดินทางไปพบบรรดาหัวหน้าเผ่าและผู้นำท้องถิ่นที่ปักหลักในเขตอาร์คันซอ (Arkansas) เพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยการสอนชาวเผ่ากลุ่มหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน แล้วทดสอบให้นักเรียนอ่านเขียนโต้ตอบทางจดหมายกันได้อย่างถูกต้อง ทุกคนจึงเชื่อและสนับสนุนให้เรียนภาษาเขียนของเซโควยา รวมถึงปรับใช้เขียนภาษาถิ่นย่อยของเผ่าเชโรกีในแต่ละภูมิภาค เช่น ภาษาคิตูวา (Kituwa) ภาษาโอตาลี (Otali) เป็นต้น

               ภาษาเขียนของเซโควยามีบทบาทอย่างสูงในขบวนการรวมเผ่าเชโรกี คณะกรรมาธิการแห่งชาติเชโรกี (Cherokee National Council) จัดให้มีการแปลพระคัมภีร์ไบเบิลและกฎหมายต่าง ๆ จากภาษาอังกฤษเป็นเชโรกี ภายในปี ค.ศ. 1828 เอกสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ปฏิทิน ตำราเรียน หรือแผ่นพับบทสวดทางศาสนาก็ล้วน
ตีพิมพ์เป็นภาษาเชโรกีทั้งสิ้น รวมถึงมีการออกหนังสือพิมพ์สองภาษาฉบับแรกในอเมริกาเหนือ ชื่อ เชโรกี ฟีนิกซ์ (Cherokee Phoenix) โดยปรับเปลี่ยนอักษรบางตัวของเซโควยาที่รูปร่างคล้ายกันให้เป็นอักษรโรมันเพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกความแตกต่างได้ง่ายขึ้น ซึ่งกลายมาเป็นภาษาเขียนเชโรกีมาตรฐานที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน เซโควยาพยายามประดิษฐ์ตัวเลขขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ได้รับความนิยมเพราะเป็นระบบเพิ่มหลักเข้าไปต่อหัวท้าย (ciphered-additive structure) ลักษณะคล้ายกับเลขโรมัน จึงไม่สะดวกในการใช้คำนวณเท่าเลขอารบิก

 

ภาพที่ 3: หนังสือพิมพ์ เชโรกี ฟีนิกซ์ ลงข่าวภาษาอังกฤษและเชโรกีควบคู่กัน

แหล่งที่มาภาพ: “Cherokee Phoenix, 1828.” Wikipedia, 29 Dec 2009, https://en.wikipedia.org/wiki/Sequoyah#/media/File:Cherokeephoenix-5-1828.png

 

               ความพยายามที่จะสนับสนุนและรวมใจชาวเผ่าเชโรกีกลายเป็นภารกิจตลอดชีวิตที่เหลือของเซโควยา เขาได้เป็นหนึ่งในคณะตัวแทนเจรจาที่กรุงวอชิงตันดีซี เพื่อยื่นคำร้องให้อาณาเขตของชาวเผ่าเชโรกีได้มีสถานะเป็นรัฐและมีระบบกฎหมายของตนเองแยกจากเขตโอคลาโฮมา (Oklahoma) แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นการปูทางให้เขตโอคลาโฮมาได้มีสถานะเป็นรัฐในภายหลัง เขาร่วมมือกับพระนักสอนศาสนา อูนาดูตี หรือเจสซีผมฟู (Unaduti - Jesse Bushyhead) เพื่อสมานฉันท์ระหว่างเผ่าเชโรกีตะวันตกและตะวันออก ณ ที่ประชุมหัวหน้าเผ่าทาคาโตกา (Takatoka) วันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1839 ก่อให้เกิดกฎหมายการรวมชาติ (Act of Union) และ
รัฐธรรมนูญเชโรกีฉบับใหม่ในที่สุด

               วันตายของเซโควยาเป็นวันที่เท่าไรไม่แน่ชัด สันนิษฐานว่าอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1843 เขาเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปตามหารวบรวมชาวเผ่าเชโรกีที่อพยพไปอยู่เม็กซิโกเพื่อชวนให้กลับมาอยู่รวมกัน ทำให้ไม่มีใครทราบว่าสุสานของเขาอยู่ที่ใด แต่ภาษาเขียนและเรื่องราวชีวิตของเซโควยาสำหรับชาวเผ่าเชโรกีเป็นสิ่งที่จะไม่มีวันตาย แสดงถึงความพยายามรักษาอัตลักษณ์ของเผ่าในโลกที่เปลี่ยนแปลง และการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่าง
ชนพื้นเมืองกับคนขาวครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกา

 

แหล่งข้อมูล

Bender, Margaret. Signs of Cherokee Culture: Sequoyah's Syllabary in Eastern Cherokee Life. 2002, Chapel Hill: University of North Carolina Press.

Chrisomalis, Stephen. “Sequoyah and the Almost-Forgotten History of Cherokee Numerals.” The MIT Press. 18 Mar 2021, https://thereader.mitpress.mit.edu/sequoyah-and-the-almost-forgotten-history-of-cherokee-numerals/

Davis, John B., B. S., and M. A.. “Chronicles of Oklahoma Volume 8, No. 2 June, 1930 The Life And Work of Sequoyah.” Digital Library of Oklahoma State. 2001, https://web.archive.org/web/20171028175529/http://digital.library.okstate.edu/chronicles/v008/v008p149.html

Hrdlicka, Ales F. “Birch-Bark Scroll, Writing.” Smithsonian Institution. 9 Dec 2022, https://collections.si.edu/search/detail/edanmdm:nmnhanthropology_8385791?date.slider=&q=Birch+bark+scrolls&dsort=title&record=38&hlterm=Birch+bark+scrolls

National Geographic Education. “Sequoyah and the Creation of the Cherokee Syllabary.” National Geographic Society. 2024, https://education.nationalgeographic.org/resource/sequoyah-and-creation-cherokee-syllabary/

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ