Museum Core
มหาสุสานแห่งปิซ่า
Museum Core
22 ก.ค. 68 367
ประเทศอิตาลี

ผู้เขียน : กระต่ายหัวฟู

 

ภาพปก สนามด้านในกัมโปซานโตที่ล้อมรอบด้วยระเบียง ถ่ายจากทิศตะวันตกไปตะวันออก โดมคือหลังคา
ของหอสวดมนต์ดาลปอชโช (Chapel Dal Pozzo) ที่สร้างยื่นออกไปจากตัวสุสานเล็กน้อย

 

            ในราชอาณาจักรปรัสเซีย (Prussia ค.ศ.1525–1947) ประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19  การออกแบบโดมแห่งเบอร์ลิน (Berlin Dome) เป็นสิ่งที่พระเจ้าเฟรเดอริก วิลเฮล์มที่ 4 (Friedrich Wilhelm IV) ทรงหมกมุ่นและพยายามออกแบบด้วยตนเองมาตั้งแต่ครั้งเป็นมกุฎราชกุมาร อีกทั้งยังมอบหมายให้สถาปนิกอีกหลายคนมาช่วยเสนอแบบด้วย โดยมีโจทย์ว่าต้องเป็นทั้งโบสถ์โปรเตสแตนต์ที่ยิ่งใหญ่เทียบเคียงกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่ง
กรุงโรม (ซึ่งเป็นคาทอลิก) และเป็นอนุสรณ์สถานยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับกัมโปซานโต (Camposanto) ของเมืองปิซ่า ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการทำให้จักรวรรดิเยอรมันในรุ่นต่อมาไปไม่ถึงฝั่งฝัน  (อ่านเรื่องนี้ได้จาก ”วิบากกรรมของเบอร์ลินโดม”) ช่างเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเมื่อนึกถึงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แต่กัมโปซานโตคืออะไรและเหตุใดถึงเป็นหมุดหมายที่กลายเป็นโจทย์ทำให้ผู้เขียนสนใจอยากรู้เสียจนต้องไปหาคำตอบที่เมืองปิซ่า อิตาลี

               ปัจจุบันคนทั่วไปอาจรู้จักเมืองปิซ่าเฉพาะหอเอน แต่เมื่อครั้งอดีตเมืองปิซ่ามีความเป็นมาไม่ธรรมดาเลย ปิซ่าเป็นเมืองท่าปากแม่น้ำที่สำคัญมั่นคงมาตั้งแต่ก่อนยุคสมัยโรมันเสียอีก และหลายร้อยปีต่อมาก็ยังคงเป็นเมืองที่มีกองเรือยิ่งใหญ่ ออกไปค้าขายและทำสงครามยึดครองเมืองต่างๆ  อีกทั้งการเลือกเป็นฝ่ายเดียวกับจักรวรรดิที่มีอำนาจทำให้ปิซ่าได้รับเอกสิทธิ์ทางการค้าในเมืองโพ้นทะเลมากยิ่งกว่ารัฐอื่นๆ ในอิตาลี ส่งผลให้ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 เป็นยุครุ่งเรืองของเมืองปิซ่า อาสนวิหารแห่งปิซ่า หอศีลจุ่ม หอระฆัง (ที่เอน) และกัมโปซานโต (camposanto) สร้างขึ้นในช่วงนี้

               กัมโปซานโตแปลว่า “ทุ่งศักดิ์สิทธิ์” ตำนานกล่าวว่าประมาณปี ค.ศ.1203 สังฆราชอูบาลโด
ลันฟรานคี แห่งเมืองปิซ่า (Ubaldo Lanfranchi) ไปร่วมสงครามครูเสดครั้งที่ 3 ได้นำดินศักดิ์สิทธิ์จากกอลโกธา (Golgotha เนินเขานอกกรุงเยรูซาเล็มที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน) บรรทุกเรือ 5 ลำกลับมาหว่านไว้บนพื้นดินบริเวณนี้ เชื่อกันว่าศพที่ฝังอยู่ในดินจะเน่าสลายจนเหลือแต่กระดูกภายในเวลา 1 วัน (บ้างก็ว่า 7 วัน) อันที่จริงตำนานนี้ยังเถียงกันไม่จบในหมู่นักวิชาการว่าเป็นเรื่องจริง หรือถูกเล่าขึ้นเมื่อใดกันแน่

               พ้นไปจากเรื่องตำนาน บริเวณนี้ใช้เป็นที่ฝังศพอย่างกระจัดกระจายมานานแล้ว โบสถ์มีแนวคิดจัดระเบียบสุสาน ในปี ค.ศ.1277  จึงมีโครงการก่อสร้างกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบพื้นที่สำหรับจัดเป็นสุสานพร้อมกับมีโบสถ์น้อยที่ใช้ทำพิธี กำแพงนี้ออกแบบโดยสถาปนิก จิโอวานนิ ดิ ซีโมเน (Giovanni di Simone ผู้เข้ามาสร้างหอระฆังต่อหลังจากตัวหอทรุดเอนและหยุดก่อสร้างไประยะหนึ่ง) โดยชื่อของเขาและวันที่เริ่มงานจารึกอยู่ที่ด้านข้างประตูทางเข้าหลักของกัมโปซานโต และกำแพงที่สร้างขึ้นก็เป็นแนวกำแพงที่มองเห็นในปัจจุบัน

 

ภาพที่ 1 สุสานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หากหันหน้าเข้าหาแนวกำแพงในภาพเห็นเป็นด้านยาวของสุสาน
ด้านขวามือคือทิศตะวันออก ประตูที่มีพลับพลาอยู่ด้านบนเป็นทางเข้าหลัก ประตูทางซ้ายที่ไกลออกไป
เป็นทางเข้าสำหรับนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยซุ้มโค้งที่ 4 จากทางขวาเป็นทางเข้าดั้งเดิม
ตั้งแต่สร้างครั้งแรกซึ่งยังเห็นร่องรอยอยู่

 

               กำแพงล้อมพื้นที่ฝังศพที่มีโบสถ์อยู่ทางทิศตะวันออกและมีประตูทางเข้าเล็กๆอยู่ใกล้ๆ  สร้างเสร็จช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งแตกต่างจากกัมโปซานโตที่เห็นในยุคปัจจุบันมาก ประมาณทศวรรษที่ 1320s เกิดโครงการใหม่ ที่แตกต่างไปจากกำแพงล้อมทุ่งสุสานอย่างสิ้นเชิง โบสถ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปีถูกรื้อออก หลีกทางให้กับระเบียงทางเดินล้อมรอบสนามตรงกลาง ระเบียงที่มีหลังคาคลุมนี้ไม่ธรรมดาเพราะมันมีขนาดใหญ่มากและมีฟังก์ชั่นที่แตกต่างไปจากระเบียงล้อมสวนในคฤหาสน์หรือในอารามที่ด้านหนึ่งมักเป็นแถวของกุฏินักบวช อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่ตั้งใจทำพื้นที่ใต้หลังคาระเบียงให้เป็นที่ฝังศพจำนวนมากอย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยมีการปูพื้นเป็นตาราง แบ่งพื้นที่ไว้ให้เสร็จสรรพ สองข้างสามารถจัดวางโลงศพหินแบบโรมันพร้อมการประดับตกแต่ง รวมทั้งกำแพงก็พร้อมรองรับการต่อเติมซุ้มสุสานของผู้มีชื่อเสียงของเมือง หรือหากใครอยากฝังแบบกลางแจ้งในสนามก็ทำได้

 

ภาพที่ 2 ผนังที่มุมด้านเหนือรูปวงกลมคือภาพจักรวาล ฝีมือ ปิเอโร ดิ ปุชโช (Piero di Puccio)

 บนผนังด้านตะวันตกเป็นลักษณะโซ่ที่เคยใช้ขึงป้องกันท่าเรือปิซ่า และบนพื้นมองเห็นการปูพื้นเป็นบล็อก

สำหรับผู้สนใจจับจองพื้นที่ฝังศพ

 

               นอกจากการสร้างสถาปัตยกรรมสำหรับการฝังศพที่โดดเด่นอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนแล้ว ขณะที่การก่อสร้างดำเนินไป ตำนานเกี่ยวกับดินศักดิ์สิทธิ์ในสถานที่นี้ก็เริ่มแพร่สะพัด ทำให้สุสานเปลี่ยนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเองโดยปริยาย ซึ่งนับว่าเป็นความคิดใหม่มากในสมัยนั้น แต่สิ่งที่ทำให้กัมโปซานโตมีชื่อเสียงโดดเด่นเป็นภาพเฟรสโก (จิตรกรรมฝาผนังบนปูนเปียก) บนผนังระเบียงทั้งสี่ด้านที่ไม่มีใครเทียบได้ทั้งในด้านรูปแบบและขนาดเนื้อที่

               กัมโปซานโตมีพื้นที่จิตรกรรมกว่า 2,000 ตารางเมตร วาดโดยศิลปินหลายคนในช่วงเวลาราว 160 ปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1336 – 1497 ประกอบด้วยเรื่องราวจากพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ และประวัตินักบุญของเมืองปิซ่า

               จิตรกรรมชุดแรกวาดขึ้นบนผนังด้านตะวันออกซีกใต้และด้านใต้ซีกตะวันออก ในปี ค.ศ.1336-1341 ขณะที่การก่อสร้างระเบียงด้านอื่นก็ยังดำเนินไปด้วย ภาพด้านตะวันออกซีกใต้เป็นภาพเกี่ยวกับการตรึงกางเขนวาดโดยศิลปินท้องถิ่นฟรานเชสโก เทรนี (Francesco Traini) ส่วนภาพด้านใต้ซีกตะวันออกนั้นเป็นภาพชุดที่มีชื่อเสียงที่สุดของกัมโปซานโต

 

ชัยชนะแห่งความตาย การพิพากษา นรกภูมิ และบทกวีแห่งธีบส์

               จากเอกสารหลักฐานเท่าที่รวบรวมได้ นักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า บัวนามิโค บุฟฟัลมัคโค (Buonamico Buffalmacco) คือผู้วาดภาพ ชัยขนะแห่งความตาย (Triumph of Death), การพิพากษาครั้งสุดท้าย (Last Judgment), นรกภูมิ (Inferno) และเดอะธีบิด (The Thebaid หรือบทกวีแห่งธีบส์ ซึ่งเป็นเรื่องผู้บำเพ็ญพรตในอียิปต์) ภาพทั้งสี่มีขนาดเต็มความสูงของผนังประมาณ 5.6 เมตร (ยกเว้นภาพจักรวาลที่วาดโดย ปิเอโร ดิ ปุชโช) ขณะที่ภาพอื่นจะแบ่งผนังออกเป็นสองแถวบน - ล่างทั้งหมด

 

ภาพที่ 3 ชัยชนะแห่งความตาย (Triumph of Death)

 

               ในสมัยนั้น ภาพชัยชนะแห่งความตายจัดเป็นภาพเล่าเรื่องที่ไม่อยู่ในขนบของภาพวาดทางศาสนาที่สืบทอดกันเป็นประเพณี บุฟฟัลมัคโคเลือกเขียนภาพเล่าเรื่องเฉพาะที่อยากเล่า คนที่ไม่ประสีประสาอย่าง
ผู้เขียนเมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าภาพชัยชนะแห่งความตายนี้ก็พอทำความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง เนื่องด้วยภาพนี้ใช้หลักการสื่อสารแบบสากล ทั้งยังมีความคล้ายคลึงกับแนวคิดในศาสนาพุทธด้วย

               ศพในโลง 3 โลงที่มุมซ้ายดึงดูดสายตาเป็นสิ่งแรก ศพที่แต่งกายหรูหราเริ่มขึ้นอืด พระราชาเน่าเฟะสวมมงกุฎ ศพสุดท้ายเหลือแต่โครงกระดูก กลุ่มขุนนางที่ขี่ม้ามาพบเอามือปิดจมูกทำให้ได้กลิ่นที่น่ารังเกียจโชยมา ในส่วนอื่นของภาพมีฝูงคนและฝูงศพที่มีการแต่งกายหลากหลายแสดงฐานะที่แตกต่างสื่อความหมายว่า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็หนีไม่พ้นความตาย ทว่ามุมภาพอีกด้านหนึ่งกลับมีกลุ่มคนแต่งกายสวยงามเสพสุขอยู่ในสวนที่น่ารื่นรมย์โดยมิได้รู้ตัวว่าความตายกำลังถือเคียวรอเกี่ยววิญญาณอยู่เบื้องบน

               จากความรู้สึกส่วนตัว ในจำนวน 4 ภาพนี้ผู้เขียนรู้สึกใจเต้นขณะที่ดูภาพการพิพากษาครั้งสุดท้ายและนรกภูมิมากที่สุด ด้วยเหตุที่ภาพมีขนาดใหญ่และอาจมีเพียงภาพนี้ที่อยู่ในระดับที่ใกล้สายตามากที่สุด (ปกติภาพการพิพากษามักวาดอยู่ในที่สูง) นับเป็นการต้องเผชิญหน้าต่อพระเจ้าและผลของบุญและบาปอย่างจริงจัง สองภาพนี้เหมือนเชื่อมโยงกัน กลุ่มคนทางซ้ายที่ทำกรรมดีมีอาการสงบระงับ กลุ่มคนทางฝั่งขวาที่อยู่ใกล้กับประตูนรกพยายามตะกายหนีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ซาตานก็น่าเกรงขามมาก ถัดมาเป็นภาพเดอะธีบิดราวกับปลอบใจและบอกหนทางให้กับผู้ชม ทว่าน่าเสียดายที่ภาพสุดท้ายนี้ชำรุดค่อนข้างมาก

 

ภาพที่ 4 การพิพากษาครั้งสุดท้าย (Last Judgment), นรกภูมิ (Inferno) และเดอะธีบิด (The Thebaid)

 

               ภาพชุดที่มีจำนวนและพื้นที่มากที่สุดเป็นภาพเรื่องราวพันธสัญญาเดิม มีจำนวน 4 ภาพวาดโดย
ปิเอโร ดิ ปุชโช ช่วงระหว่างปี ค.ศ.1389-1391 และอีก 26 ภาพ วาดต่อโดยเบนอซโซ กอซโซลี (Benozzo Gozzoli) ในช่วงปี ค.ศ.1469-1484 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ตระกูลเมดิซีจากฟลอเรนซ์เข้ามาปกครองเมืองปิซ่าแล้ว ทั้งนี้ กอซโซลีเป็นจิตรกรผู้วาดภาพชุดการเดินทางของนักปราชญ์ (Journey of the Magi) ในโบสถ์น้อยภายในวังเมดิซี-ริคคาร์ดี (Palazzo Medici-Riccardi) ซึ่งภาพชุดนี้สวยงามมาก แต่โบสถ์มีขนาดเล็กจึงถูกจำกัดเวลาให้ชมได้เพียง 5 นาทีเท่านั้น ในผลงานของกอซโซลีมักเต็มไปด้วยผู้คน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีหลายแบบ มีรายละเอียดแพรวพราว กอซโซลีใช้เวลาช่วงท้ายปลายชีวิตราว 15 ปีกับการสร้างสรรค์งานที่กัมโปซานโต

               ภาพชุดชัยชนะแห่งความตายวาดเสร็จในปี ค.ศ.1341 ก่อนการเกิดกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุโรปในปี ค.ศ.1347-1348 ความทุกขเวทนาในช่วงนั้นทำให้ภาพชุดนี้ถูกกล่าวถึงและมีชื่อเสียงขึ้น จนเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 17-19 มีทั้งการจัดแกรนด์ทัวร์ของขุนนางและผู้มีอันจะกินในอังกฤษ เกิดประเพณีการวาดภาพชัยชนะแห่งความตายในเวอร์ชั่นการตีความอื่นๆ แพร่หลายไปในเมืองต่างๆ  มีผู้ทำสำเนาบันทึกภาพเฟรสโกในกัมโปซานโตไว้ไม่น้อย ทั้งภาพวาด ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายในยุคที่มีกล้องถ่ายภาพแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดี เพราะภาพแทบทั้งหมดถูกทำลายไปในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ภาพที่ 5 ภาพ การสร้างหอคอยแห่งบาเบล (The Building of the Tower of Babel) ฝีมือเบนอซโซ กอซโซลี
ภาพนี้อยู่ในสภาพดีที่สุดเมื่อเทียบกับภาพอื่นที่เหลืออยู่ คนชุดแดงทางด้านขวาสันนิษฐานว่าเป็น

โคซิโมแห่งเมดิซี ตามสไตล์ของกอซโซลีที่มักวาดภาพบุคคลร่วมสมัยลงในภาพด้วย

 

               เมืองปิซ่าเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรหลายครั้งในปี ค.ศ.1943
แต่กัมโปซานโตและกลุ่มของอาสนวิหารปิซ่าก็รอดปลอดภัยมาได้ทุกครั้ง ทว่าช่วงท้ายของสงคราม ระหว่างการทำสงครามภาคพื้นดินในปี ค.ศ.1944 กองทหารปืนใหญ่อเมริกาพลาดทำกระสุนปืนใหญ่ตกใส่หลังคาของกัมโปซานโต ไฟไหม้โครงหลังคาไม้ทั้งหมดโดยไม่มีทั้งน้ำและผู้คนช่วยจัดการดับไฟ ความร้อนทำให้ภาพพุพองและกะเทาะร่วงหล่นลงมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลังคาตะกั่วถูกหลอมละลายลงมาบนพื้นระเบียง หลังจากรุกไล่กองทัพเยอรมันจนถอยร่นไปได้ในอีกไม่กี่วันต่อมา ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ MFAA (The Monuments, Fine Arts, and Archives Section Unit หรือ Monuments Men) ที่ติดตามกองทัพสัมพันธมิตรก็รีบสร้างหลังคาเพื่อปกป้องอนุสรณ์สถาน และตามผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลีมากอบกู้สิ่งที่หลงเหลืออยู่

               ต้นเพลิงเกิดที่ระเบียงทิศเหนือ ทำให้ภาพชุดของกอซโซลีถูกทำลายเกือบหมด เหลือเพียงร่องรอยจางๆด้วยความโชคดีที่ไฟไหม้วอดไปในไม่กี่ชั่วโมง ภาพชุดชัยชนะแห่งความตายจึงไม่ต้องทนกับความร้อนนานนัก แต่ก็กะเทาะหลุดไปบางส่วนดังที่เห็นในปัจจุบัน มีผู้กล่าวว่ากัมโปซานโตเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับงานศิลปะอันเป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่ 2

               ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการลอกภาพที่เหลือทั้งหมดออก เพื่อนำไปอนุรักษ์ก่อนนำกลับมาติดตั้งอีกครั้ง ข้างใต้ภาพที่ลอกออกมีชั้นของภาพร่าง ซึ่งถูกลอกออกอีกเช่นกันเพื่อเป็นข้อมูลในการบูรณะ ปัจจุบันจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังของอาสนวิหารปิซ่า การบูรณะที่ยาวนานกว่า 60 ปี เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการบูรณะภาพเฟรสโก รวมทั้งเปิดทางให้หอเอนแห่งปิซ่าได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแทน จนกระทั่งมีการนำภาพที่บูรณะทั้งหมด (เท่าที่ทำได้) กลับมาติดตั้งและเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในปี ค.ศ.2018

               สำหรับผู้ที่มีโอกาสไปเมืองปิซ่าควรเผื่อเวลา 1 วันเพื่อชื่นชมอาสนวิหารปิซ่าและหอศีลจุ่มทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้ หากมีเวลามากกว่านั้น ผู้เขียนแนะนำให้นอนค้างที่ปิซ่า บริเวณริมแม่น้ำอาร์โนที่อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสหอเอน ทว่าเงียบงาม สงบและผ่อนคลายมาก ระหว่างทางผ่านจัตุรัส (Piazza dei Cavalieri) มีกลุ่มอาคารสวยงามที่จอร์จิโอ วาซารี (Giorgio Vasari) ศิลปินชาวฟลอเรนซ์มาฝากฝีมือไว้ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร Osteria dri Cavalieri ที่ได้รับการการันตีรสชาติจากมิชลีน และนักชิมอื่นๆ ชวนให้ชิมลิ้มลองด้วย

 

แหล่งข้อมูล

คำบรรยายภาพที่ติดตั้งในกัมโปซานโต

Written Camposanto. https://dlf.uzh.ch/sites/camposanto/

The Campo Santo of Pisa Now. The Burlington Magazine for Connoisseurs, Vol. 86, No. 503 (Feb., 1945), pp. 33+35-39. Published By: Burlington Magazine Publications Ltd. https://www.jstor.org/stable/869013

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ