ตามพุทธประวัติที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน ประเทศเนปาล หลังจากใช้ชีวิตสุขสำราญเยี่ยงเจ้าชาย 29 ปี เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจออกผนวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หรือพุทธคยา พระโคตมพุทธเจ้าทรงเผยแพร่พระพุทธวัจนะจนพระชนมายุ 80 พรรษา และเสด็จดับขันธปรินิพพานนอกเมืองกุสินาราในอินเดีย พุทธประวัตินี้เป็นชุดเรื่องราวกระแสหลักที่รับรู้กันทั่วไปในสังคมไทย
ทว่าหากย้อนไปมองโลกยุคก่อนการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบธรรมยุติกนิกาย และก่อนการศึกษาพุทธประวัติด้วยงานทางโบราณคดีในอินเดียช่วงยุคอาณานิคมอังกฤษ กลับพบว่าสังคมไทยยุคจารีตมีชุดคำอธิบายหนึ่งที่น่าสนใจ และเชื่อว่ามีพลังทางสังคมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อาทิ พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก หนึ่งในวรรณกรรมทางศาสนาที่พยายามเชื่อมโยงศาสนาพุทธเข้ากับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างพระธาตุ และนามเมืองในพื้นที่ล้านนา พม่า และมอญ ราวกับว่าพระพุทธเจ้าเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมในท้องถิ่นของตน ดังเห็นได้จากความเชื่อเฉพาะท้องถิ่นต่างๆ อย่างพระพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาตที่เมืองเชียงใหม่ เสด็จมาเสวยโภชนาหารที่เมืองน่าน รวมเมืองอื่นอีกหลายแห่ง เช่น มะละแหม่ง สะเทิม เชียงแสน น่าน เป็นต้น
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาหลายแห่งถูกสร้างความหมายใหม่สวมทับไปบนความเชื่อเดิมที่มาก่อนหน้านั้น เช่น วัฒนธรรมการนับถือหิน (Megalithic culture) อย่างพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งถูกสวมทับด้วยตำนานของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ที่เสด็จมาประทับที่พระแท่นแห่งนี้หลังจากตรัสรู้ บ้างก็อ้างว่าเป็นพระแท่นที่พระพุทธเจ้านั่งบำเพ็ญบารมีเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ขณะที่พระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรี ผูกโยงเข้ากับตำนานว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานและทำการถวายพระเพลิงที่ภูเขาใกล้เคียงที่ถูกตั้งชื่อว่า เขาถวายพระเพลิง
แน่นอนว่า จากมุมมองยุคปัจจุบันสถานที่เหล่านี้ขาดหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ แต่การเรียนรู้ในโลกยุคจารีตเป็นการบอกความรู้แบบถ่ายทอดทางเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะความเชื่อถูกสอนให้จดจำได้มากกว่าการสอนให้คิดหาเหตุผล ฉะนั้น ประวัติความเป็นมาของสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าจึงไม่เคยถูกตั้งข้อสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เหล่านี้ยังได้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และได้รับความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก แม้แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2223 – 2301) กษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยายังเสด็จไปบูชาพระแทนศิลาอาสน์
ความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระแท่นศิลาอาสน์ยังคงแพร่หลายสืบเนื่องต่อมายาวนาน ดังปรากฎในงานเขียนร้อยกรอง “ลิลิตเสด็จไปขัดทัพพม่าเมืองกาญจนบุรี” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรศักดิพลเสพเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นในรัชกาลที่ 2 ได้ระบุว่าพระองค์ได้เสด็จแวะนมัสการพระแท่นดงรัง เช่นเดียวกับบทประพันธ์นิราศพระแท่นดงรังของหมื่นพรหมสมพัตสร หรือเสมียนมี (กวีในสมัยรัชกาลที่ 3) รวมถึงผลงานนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น ล้วนแต่มาแสวงบุญที่พระแท่นดงรังอันศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน นอกจากนี้ในเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 รายงานเรื่องงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ว่ามีผู้เข้าร่วมจำนวนมากถึง 44,600 คน โดยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งว่า “พึ่งรู้ว่าคนมากเช่นนี้”

ภาพที่ 1 พระแท่นดงรังสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าในความเชื่อท้องถิ่น
แหล่งที่มาภาพ: https://www.silpa-mag.com/culture/article_33395
ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ความรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดพุทธศาสนาจากอินเดียเริ่มเป็นที่รับรู้มากขึ้น ดังเห็นได้ชัดจากความนิยมนำต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยามาปลูกตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในประเทศไทย ขณะเดียวกันความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จมาในเมืองไทย หรือปรินิพพานในไทยถูกลดบทบาทลง เนื่องจากความรู้เรื่องอินเดียเป็นต้นกำเนิดทางพุทธศาสนานั้นได้รับการเชื่อถือเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำ ดังปรากฏในเอกสารชื่อ “พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีไปถึงยังสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส” ลงวันที่ 31 มกราคม ร.ศ. 115 ระบุถึงการจะตีพิมพ์หนังสือพุทธประวัติว่าจำเป็นต้องมีแผนที่กำกับให้แตกต่างจากแผนที่ของพระธรรมเจดีย์ที่อ้างว่า “พระพุทธเจ้าเกิดเมืองไทย” (ต่อมาดำรงสมณศักดิ์เป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปาน) พระราชาคณะ วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์) ขณะเดียวกัน ในหนังสือชุด “สาสน์สมเด็จ” พระนิพนธ์ในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีหลายตอนที่กล่าวถึงประเด็นนี้ เช่น
“เมื่อหม่อมฉันกลับมาจากอินเดียในพ.ศ. 2434 พบท่านจึงเล่าถึงที่หม่อมฉันได้ไปบูชาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมืองพุทธคยา และที่ประทานปฐมเทศนา ณ เมืองพาราณสีให้ท่านฟัง ท่านฟังก็ยิ้ม ๆ อยู่หาว่าประการใดไม่” (กรม ฯ ดำรง – สาสน์สมเด็จ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2482)
“พระพุทธเจ้านั้น คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นไทย ประสูติในเมืองไทย ตรัสรู้ในเมืองไทย เสด็จจารึกไปในเมืองไทย ตลอดเข้าสู่พระปรินิพพานก็ในเมืองไทย ผู้ที่ทราบความจริงว่าพระพุทธเจ้าเป็นแขกอยู่ในประเทศอินเดียนั้นน้อยนัก” (กรมพระนริศ ฯ – สาสน์สมเด็จ วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2482)

ภาพที่ 2 พระธรรมเจดีย์ (ปาน) ต่อมาเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ฯ
ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีสองชุดความคิดที่กำลังปะทะกันอยู่ในขณะนั้น คือ 1) พระพุทธเจ้าประสูติในเมืองไทย และ 2) พระพุทธเจ้าประสูติที่อินเดีย แม้ว่าภายหลังสังคมไทยจะสมาทานความคิดตามข้อหลัง ซึ่งมีหลักฐานที่สมเหตุสมผลรองรับตามแนวคิดแบบโลกสมัยใหม่อย่างตะวันตกแล้วก็ตาม แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางความคิดนี้ก็ยังมีความคิดเห็นที่โต้แย้งกันอยู่เนืองๆ ซึ่งความคิดที่ไม่ลงรอยกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำไทยที่ผูกพันกับสถาบันสงฆ์ที่มีความคิดแตกต่างกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเป็นกรณีการขอพระสารีริกธาตุจากอังกฤษ พระธาตุนี้ขุดพบโดยบังเอิญที่เมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย ชนชั้นนำสยามต้องการอัญเชิญมาประดิษฐานในไทย แม้ว่าจะเกิดข้อติเตียนจากคนที่ยังเชื่อตามจารีตเดิมอย่างพระธรรมเจดีย์ จนกระทั่งเมื่อมีการพิสูจน์ทราบว่าเป็นพระธาตุจริง จึงได้ขออัญเชิญมาบรรจุไว้บนภูเขาทอง วัดสระเกศ ในปีพ.ศ. 2441
นอกจากนี้ ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 จำเป็นต้องเดินทางผ่านประเทศศรีลังกา รัชกาลที่ 5 ทรงอ่านศึกษาคัมภีร์มหาวงศ์ที่เป็นพงศาวดารทางพุทธศาสนาฉบับลังกาก่อนล่วงหน้า และทรงโปรดให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสดำเนินการปรับภาษาและเรียบเรียงใหม่ โดยตัดเรื่องปาฏิหาริย์ออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ชนชั้นนำสยามมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดแบบจารีตที่ปลูกฝังมานาน แต่เลือกคำอธิบายใหม่ที่ใช้หลักเหตุผลตามตรรกะอย่างอารยชนที่ได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก

ภาพที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
แหล่งที่มาภาพ: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/14/King_Chulalongkorn_portrait_photograph.jpg
เมื่อนำความคิดเรื่องพระพุทธเจ้าประสูติในไทยกับแนวความคิดพุทธประวัติจากอินเดียมาศึกษาเปรียบเทียบกันก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการต่อรองระหว่างความเชื่อเก่าแบบจารีตกับความคิดใหม่อย่างเหตุผลนิยม และในท้ายที่สุดชุดความรู้เรื่องพุทธประวัติเกิดขึ้นในอินเดียก็เป็นกระแสความเชื่อหลักผ่านการเผยแพร่โดยภาครัฐในระบบการศึกษาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่แนวคิดเรื่องการเชื่อมโยงเรื่องพุทธประวัติเข้ากับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็ยังคงปรากฏอยู่ในรูปแบบตำนานความเชื่อที่เล่าสืบทอดต่อกันบ้างประปราย ทว่าก็ยังไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา, 2406-2490, “สาส์นสมเด็จ ลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ. สืบค้นจาก https://vajirayana.org/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88-%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A-%E0%B9%92%E0%B9%94%E0%B9%98%E0%B9%92/%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B9%92%E0%B9%96-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A8-%E0%B9%92%E0%B9%94%E0%B9%98%E0%B9%92-%E0%B8%99