โรงเรียนพยาบาลโรงพยาบาลมิชชั่นได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2484 เพื่อผลิตพยาบาลให้แก่ร.พ.มิชชั่น และยุติการเรียนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระยะหนึ่ง แล้วเปิดทำการสอนอีกครั้งในปีพ.ศ.2490 หลักสูตรประกาศนียบัตรการพยาบาล ใช้เวลาเรียนด้านพยาบาล 3 ปี จากนั้นเรียนต่อด้านพยาบาลผดุงครรภ์อีก 6 เดือน ซึ่งเป็นหลักสูตรตามแบบสหรัฐอเมริกา และหลักสูตรผดุงครรภ์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข (ปัจจุบันปรับเป็นหลักสูตรปริญญาตรี คณะพยาบาลศาสตร์มิชชั่น มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก)
ในการก่อตั้งหลักสูตรพยาบาลและพยาบาลผดุงครรภ์ของร.พ.มิชชั่น มีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สมควรแก่การยกย่อง คือ มิสเกอร์ทรูด กรีน (Miss Gertrude Green) หรือนักเรียนพยาบาลมักเรียกว่า “แหม่มกรีน” ผู้เป็นสตรีเหล็ก ทั้งเก่งและแกร่ง ไม่ยอมแพ้อุปสรรคในการทำงานและสอนวิชาชีพพยาบาลในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ท่านได้สร้างพยาบาลที่มีคุณภาพให้กับร.พ.มิชชั่น มากมาย ผู้เขียนในฐานะอดีตนักเรียนพยาบาลที่เคยเรียนกับแหม่มกรีน ขอนำเรื่องราวของท่านมาบอกเล่าความทรงจำและบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติความเป็นมาวิชาชีพพยาบาล
แหม่มกรีนเป็นชาวอเมริกัน เกิดที่นิวยอร์คเมื่อปีพ.ศ.2450 มีพรสวรรค์ในหลายด้าน ทั้งเล่นเปียโนเก่งและเป็นครูสอนบัลเลต์ตั้งแต่วัยเพียง 12 ปี แต่เดิมท่านนับถือศาสนาคริสต์นิกายลูเทอแรน (Lutheran) ทว่าเมื่ออายุ 17 ปี ได้เปลี่ยนมานับถือนิกายเซเวนต์เดย์แอดเวนทิสต์ (Seventh-day Adventist (SDA)) แหม่มกรีนเรียนจบการพยาบาลจากนิวอิงแลนด์แซนนิทาเรียมแอนด์ฮอสพิทอล (New England Sanitarium and Hospital)
เมืองสโตนแฮม (Stoneham) รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) จากนั้นได้ศึกษาต่อด้านพยาบาลด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา(Obstetrics and Gynecological Nursing) จากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)
ในวัย 29 ปี แหม่มกรีนได้ตอบรับคำเชิญจากดร.แฮร์รี่ มิลเลอร์ (Dr. Harry Miller) ผู้ก่อตั้งร.พ. และคลินิกของ SDA มากมายหลายแห่งในประเทศจีน ให้เป็นพยาบาลมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนา และเป็นผู้อำนวยการพยาบาลในร.พ.ที่เซี่ยงไฮ้ โดยเดินทางกับเรืออาซามุ มารุ (Asamu Maru) ออกจากท่าเรือเมืองซานฟรานซิสโกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2479 ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ถึงท่าเรือเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2479

ภาพที่ 1 เรือเดินสมุทรอาซามุ มารุ ที่แหม่มกรีนใช้เดินทางในปีพ.ศ.2479
ภายหลังเรือลำนี้ถูกสหรัฐฯ ยิ่งถล่มด้วยตอร์ปิโดและจมลงในทะเลจีนใต้เมื่อ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2487
แหล่งที่มาของภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Asama_Maru_1936.jpg
ณ เมืองเซียงไฮ้ แหม่มกรีนฝึกอบรมให้กับนักเรียนพยาบาลที่โรงพยาบาลและคลินิกต่าง ๆ จากนั้นจึงย้ายไปศึกษาภาษาจีนเต็มเวลาที่เมืองนานกิง ต่อมาในปีพ.ศ.2480 เมื่อญี่ปุ่นบุกยึดนานกิง ทรัพย์สินส่วนตัวถูกญี่ปุ่นปล้นยึดไปหมดจึงย้ายไปที่เมืองอู่ชาง (Wuchang) กระทั่งเผชิญกับการรุกคืบอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่นจำเป็นต้องลี้ภัยไปยังฮ่องกง
ในปีพ.ศ.2482 เมื่อสงครามเริ่มสงบ แหม่มกรีนจึงกลับมาเซี่ยงไฮ้แล้วเริ่มงานสอนพยาบาล และได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลของร.พ.เมืองเหยียนเฉิง มณฑลเหอหนาน (ร.พ.ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีนในเวลานั้น) เช้าวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2484 ขณะที่แหม่มกรีนกำลังทานอาหาร ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดมาลงที่ร.พ. ด้วยเข้าใจว่าร.พ.นี้ มีการซ่องสุมของสายลับต่างชาติ ร.พ. เสียหายอย่างหนัก รวมถึงห้องอพาร์ทเม้นท์พังทลายเกือบหมดแต่โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้บุกยึดร.พ. ทำให้แหม่มกรีนในสภาพที่มีสมบัติติดตัวเพียงเล็กน้อยต้องลี้ภัยหนีแล้วหลบหนีทางเรือจากเซี่ยงไฮ้กลับสู่อเมริกาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2484
หลังสงคราบสงบลง แหม่มกรีนถูกขอร้องให้กลับไปยังร.พ.เมืองเหยียนเฉิง ซึ่งนอกจากซ่อมแซม ร.พ.ที่เสียหายอย่างหนักแล้ว ท่านยังขอให้ศิษย์เก่ามาช่วยฟื้นฟูโรงเรียนพยาบาลให้กลับมาเปิดสอนได้อีกครั้ง ทว่าช่วงเวลานั้นชาวจีนเริ่มมีอคติกับชาวต่างชาติและปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ทำให้การทำงานของหมอ พยาบาลและมิชชันนารีเป็นไปด้วยความยากลำบาก
เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์บุกโจมตีเซี่ยงไฮ้ในปีพ.ศ. 2492 โรงพยาบาลถูกระเบิดเพลิงทำลายทิ้งหมด แหม่มกรีนและเจ้าหน้าที่ต่างชาติของร.พ. ต้องอพยพหนีภัยด้วยการเดินเท้านับร้อยกิโลเมตรในฤดูหนาว และหลบซ่อนในตู้ขนส่งสินค้าบนรถไฟเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนับเป็นการลี้ภัยหนีออกจากแผ่นดินจีนเป็นครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ.2492 โดยท่านเป็นพยาบาลคนสุดท้ายที่เดินทางออกจากเซี่ยงไฮ้ และต่อมาได้ไปทำงานที่โรงพยาบาลยังเบิร์ก (Youngberg Hospital) ประเทศสิงคโปร์ แต่ต้องรีบเดินทางกลับอเมริกาในต้นปีพ.ศ. 2493 เพื่อไปดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ภาพที่ 2 แหม่มกรีนในประเทศจีน บนปกหนังสือ The Indomitable – Gertrude Green
แหล่งที่มาของภาพ : https://www.goodreads.com/book/show/8485259-the-indomitable-gertrude-green
ปีถัดมา พ.ศ.2494 แหม่มกรีนได้รับการติดต่อให้ช่วยงานด้านโรงเรียนพยาบาลของร.พ.มิชชั่น ที่กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นโรงเรียนพยาบาลเพิ่งกลับมาเปิดสอนได้ไม่นานหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ซึ่งหลักสูตรของโรงเรียนยังต้องปรับปรุงอีกหลายด้าน โดยเฉพาะด้านผดุงครรภ์ที่ขาดแคลน ทั้งนี้ แหม่มกรีนได้ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ตามแบบสหรัฐอเมริกา ด้วยการบรรจุด้านพยาบาลผดุงครรภ์และด้านพยาบาลจิตเวชเข้าไปในหลักสูตรด้วย ซึ่งเป็นนับเรื่องที่ก้าวหน้าทันสมัย และกระทรวงสาธารณสุขของไทยให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นหลังได้รับการรับรองจากกระทรวงฯ โรงเรียนพยาบาลของร.พ.มิชชั่น จึงนับเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกในไทยที่มีการเรียนการสอนด้านพยาบาลจิตเวช

ภาพที่ 3 ภาพถ่ายของแหม่มกรีน
(แหล่งที่มาของภาพ - หนังสือรุ่นนักเรียนพยาบาล ร.พ.มิชชั่น Class 1976)
โรงพยาบาลมิชชั่นได้สร้างตึกผดุงครรภ์ขึ้นใหม่เป็นอาคาร 2 ชั้น 30 เตียง ฝั่งถนนหลานหลวง เรียกว่า “ตึกมิดไวฟ์” (Midwife) และทำพิธีเปิดตึกเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2498 โดยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ตึกนี้เป็นทั้งสถานที่ฝึกนักเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ผู้มีรายได้น้อย แรกเริ่มนั้นไม่เก็บค่ารักษาใดๆ หลายปีต่อมาจึงคิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์ เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ และคลอดบุตร รวมถึงการฉีดวัคซีนให้ทารกและเด็กอายุไม่เกิน 1 ขวบครึ่ง รวมทุกรายการเพียง 30 บาท (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2521) ซึ่งเป็นนโยบายของแหม่มกรีน ทั้งนี้ นักเรียนพยาบาลผดุงครรภ์รุ่นแรกมีเพียง 12 คน

ภาพที่ 4 ขั้นตอนการฝากครรภ์ และการให้ความรู้แก่คุณแม่หลังคลอดที่ตึก Midwife
(แหล่งที่มาของภาพ - หนังสือรุ่นนักเรียนพยาบาล ร.พ.มิชชั่น Class 1976)

ภาพที่ 5 การให้ความรู้แก่คุณแม่หลังคลอดที่ตึกมิไวฟ์
(แหล่งที่มาของภาพ - หนังสือรุ่นนักเรียนพยาบาล ร.พ.มิชชั่น Class 1976)
การคลอดที่ตึกมิดไวฟ์ แหม่มกรีนได้กำหนดหลักการไว้ว่า หลังคลอดแล้วลูกจะต้องวางไว้ในคลิปเด็กอ่อน (Bassinet Cart) ติดกับเตียงแม่ตลอด ไม่แยกลูกไปไว้ที่ห้องเด็กอ่อน (Nursery) เพื่อให้แม่ลุกขึ้นมาดูแลลูกเอง ทั้งการให้นม อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อมเอง ภายใต้หลักการผู้คลอดไม่ใช่ผู้ป่วย ซึ่งการให้แม่ดูแลลูกด้วยตนเองนั้นช่วยให้แม่ฟื้นตัวได้เร็ว นอกจากสานสายใยความผูกพันธ์แม่ลูก ทั้งนี้ แม่ที่คลอดตามธรรมชาติมักใช้เวลาฟักฟื้นอยู่ที่ร.พ.เพียง 3 วันเท่านั้น ยกเว้นกรณีแม่ที่ต้องผ่าคลอด
แหม่มกรีนได้รับการยกย่องว่าเป็นผดุงครรภ์ที่มีฝีมือเก่งกาจระดับปรมาจารย์ จนสูตินารีแพทย์ทุกคนให้การยอมรับนับถือเป็นอันมาก โดยเฉพาะกรณีทารกใกล้คลอดแล้วแต่ยังไม่พลิกตัวไปสู่ท่าที่เหมาะสม (เอาศีรษะออกก่อน) ท่านจะใช้สองมือค่อยๆ จับท้องแม่ปรับท่าให้ทารกกลับหัว รวมถึงกรณีคลอดยากอื่นๆ ท่านก็สามารถทำคลอดได้หมด เช่น กรณีทารกเอาแขนโผล่ออกมาก่อน ท่านจะจับแขนทารกดันกลับเข้าไป แล้วจับท้องปรับท่าให้ทารกสามารถคลอดได้ปกติ ทว่า กรณีแม่มีอุ้งเชิงกรานแคบไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้เป็นกรณียกเว้นที่แหม่ม กรีนส่งต่อให้คุณหมอผ่าคลอด ซึ่งในอดีตอัตราค่าใช้จ่ายในการผ่าคลอดเพียง 150 บาท (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2521)
ผู้เขียนมีโอกาสได้เรียนผดุงครรภ์กับแหม่มกรีนในวัย 71 ปี (พ.ศ.2521) แต่ท่านยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง เป็นระเบียบ เข้มงวด สะอาด สอนเก่งและใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน และดุมากจนนักเรียนพยาบาลต่างกลัวกันหัวหด ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านวิชาผดุงครรภ์ได้ต้องสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยต้องฝึกการทำคลอดไม่น้อยกว่า 30 คน วันใดที่ผู้เขียนต้องเข้าร่วมทำคลอดกับแหม่มกรีนจะประหม่ากลัว รู้สึกเกร็งมากจากกิตติศัพท์เรื่องความดุแต่ได้ฝึกตนเรื่องสะอาด ความเป็นระเบียบ ความมีจิตใจดี ซึ่งเป็นประสบการณ์พิเศษที่ได้รับความรู้มากมาย ยิ่งเวลาผ่านไปความรู้สึกที่เคยกลัวมลายไป แปรเป็นความรัก และตระหนักได้ว่าท่านเป็นครูที่ดีที่สุด ทุ่มเทกับการสอนเพื่อสร้างพยาบาลที่ดี แน่นอนว่าแหม่มกรีน คือ ต้นแบบพยาบาลของโรงพยาบาลมิชชั่นในรุ่นหลัง
นอกจากต้นแบบของพยาบาลและครูที่ดีแล้ว แหม่มกรีนยังทุ่มเทกับงานวิชาชีพพยาบาลและผดุงครรภ์ แสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ และหมั่นเพียรในการเรียนตลอด ดังเห็นได้จากที่ท่านสามารถเรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยบอสตันในวัย 55 ปี (พ.ศ.2505) โดยความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในวิชาชีพพยาบาลของแหม่มกรีนได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนางานด้านสาธารณสุขของประเทศไทย อีกทั้งท่านยัง เป็นผู้ริเริ่มนำผ้าคลุมไหล่แบบสั้น (Cape) ให้นักเรียนพยาบาลมิชชั่นสวมในวันจบการศึกษาตามอย่างนักเรียนพยาบาลในอเมริกา (ปัจจุบันในประเทศไทยมีสถาบันพยาบาลบางแห่งยังคงสืบทอดธรรมเนียมนี้)

ภาพที่ 6 ผู้เขียนใส่ Cape ในวันจบการศึกษาจากโรงเรียนพยาบาล
โรงพยาบาลมิชชั่น เมื่อปี พ.ศ.2521
แหม่มกรีนได้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาในวัย 84 ปี และถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 94 ปี (พ.ศ.2545) เพื่อเป็นเกียรติแก่แหม่มกรีนที่ได้ทุ่มเทให้กับงานพยาบาลและผดุงครรภ์ของโรงพยาบาลมิชชั่นมานานกว่า 40 ปี ดังนั้นโรงพยาบาลจึงได้ตั้งชื่อตึกผดุงครรภ์ตามชื่อท่านว่า “The Gertrude Green” ประมาณการว่าตลอดชั่วชีวิตของแหม่มกรีนเคยทำคลอดให้กับเด็กจำนวนไม่น้อยกว่า 45,000 คน แม้ว่าปัจจุบันร.พ.มิชชั่น ไม่มีแผนกผดุงครรภ์แล้ว ปรับเปลี่ยนเป็นแผนกสูติกรรมและทำคลอดโดยแพทย์เท่านั้น ทว่าเรื่องราวของแหม่มกรีน กูรูแห่งการทำคลอดยังคงเป็นตำนานเรื่องเล่าอยู่คู่กับของโรงพยาบาลมิชชั่นตลอดไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
General Conference Corporation of Seventh-day Adventists. (no date) Encyclopedia of Seventh-Day Adventists. สืบค้นจาก https://encyclopedia.adventist.org/article?id=28DP&highlight=Gertrude|Green