หลายครั้งที่ผู้เขียนมาไหว้พระที่วัดระฆังโฆสิตาราม ฝั่งธนบุรี แต่ไม่เคยเดินเข้าไปในอาณาบริเวณอาคารเรือนไทยสีแดงชาดที่อยู่ไม่ไกลจากอุโบสถ ซึ่งด้านหน้ามีป้ายชื่อระบุว่า “หอไตร วัดระฆัง” จนกระทั่งพี่สาวที่เคารพรักกันแนะนำว่าจิตรกรรมฝาผนังในหอไตร วัดระฆังมีความเก่าแก่ และงดงามเลอค่ายิ่ง ควรแก่การไปเยี่ยมชม ทำให้ผู้เขียนเกิดความสนใจ ด้วยเคยเรียนด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ และชื่นชอบศิลปวัฒนธรรม จึงตั้งใจไปเยี่ยมชมหอไตรแห่งนี้

ภาพที่ 1 ด้านหน้าเรือนไทยโบราณแฝดสามอายุนับร้อยปี
แต่เดิมเรือนนี้เคยเป็นตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งทรงรับราชการตำแหน่งพระราชวรินทร์ในสมัยกรุงธนบุรี ภายหลังการปราบดาภิเษกและครองราชย์แล้ว รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำหนักหลังนี้ย้ายมาปลูกใหม่ที่หลังพระอุโบสถ วัดระฆัง (เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่) เพื่อถวายเป็นศาสนสมบัติ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2331 หลังจากเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจในการสังคายนาพระไตรปิฎก ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำหนักหลังนี้อีกครั้งมาสร้างเป็นหอพระไตรปิฎกและขุดสระน้ำล้อมรอบ โดยประกอบเป็นกลุ่มเรือนแฝดสามหลัง มีหอนั่งอยู่ด้านซ้าย หอกลาง และหอนอนอยู่ด้านขวา พร้อมกับปลูกต้นจันทน์จำนวน 8 ต้น จึงเรียกตำหนักนี้ว่า “ตำหนักจันทน์”
หอไตร วัดระฆัง มีลักษณะเป็นเรือนไทยโบราณเครื่องสับฝาปะกน 3 หลัง ทอดตัวต่อกันเป็นแนวยาวตามแกนทิศตะวันออกไปตะวันตก ฝาเรือนภายในเรียบเสมอกัน ตัวเรือนยกพื้นใต้ถุนสูง ประตูเรือนเป็นไม้แกะสลักรูปนกวายุภักษ์จับลายกระหนก พื้นปูไม้กระดานขนาดใหญ่ ช่องหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ หย่องหน้าต่างเป็นลูกมะหวดกลึง หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ปั้นลมโบกปูนหุ้มไว้ ไม่ประดับเครื่องลำยอง มีชานชาลายื่นออกมาที่ด้านหน้าเรือนต่อกับบันไดทางขึ้น ชานชาลามีซุ้มประตูและบานประตูไม้แกะสลักเป็นลายกระหนกและนาคพัน ปิดทองประดับกระจก คันทวยรับชายคาสลักเป็นรูปนาคปิดทองประดับกระจก เช่นเดียวกับกรอบหน้าต่างและลูกกรงหน้าต่าง โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อ พ.ศ. 2492

ภาพที่ 2 ถัดจากบันได ผู้ชมจะก้าวไปด้านหอกลาง มองเห็นภาพรวมทั้งหมดของหอไตร
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงยกย่องหอไตรแห่งนี้ว่าเป็นแบบอย่างงานช่างฝีมือในสมัยรัชกาลที่ 1 มีความงดงามโดดเด่นแปลกตากว่าหอไตรที่ใด งานประดับตกแต่งแสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังเช่น กระเบื้องชายคารูปกระจังเทพนม และงานไม้แกะสลัก ประสานรับกับงานช่างศิลปกรรมในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิ บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ งานไม้แกะสลักที่ซุ้มประตูกลาง ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2)
ทั้งนี้ รูปแบบของภาพจิตรกรรมไทยประเพณีที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยามักเขียนด้วยสีฝุ่นบนผนังพื้นไม้ มีลักษณะเด่นที่สำคัญ ได้แก่ การเขียนเส้นสินเทาเพื่อแบ่งภาพออกเป็นตอนๆ การใช้สีแดงระบายเป็นพื้นหลัง เพื่อขับเน้นให้ภาพบุคคลและวัตถุอื่นที่มีสีอ่อนกว่าโดดเด่นขึ้น การเขียนภาพเป็นแบบระบายสีและตัดเส้น ภาพบุคคลสำคัญใช้สีอ่อน ภาพบุคคลชั้นรองใช้สีเข้มกว่า
ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังหอไตรของวัดระฆังสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของพระอาจารย์นาค วัดทองเพลง จิตรกรบรมครูชั้นเอกในสมัยกรุงธนบุรี ผู้มีชีวิตยืนยาวล่วงมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเริ่มต้นจาก หอกลาง เขียนเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ตอนศึกกุมภกรรณ บนผนังด้านประตูทางเข้า ผนังฝั่งตรงข้ามเขียนตอนศึกอินทรชิต ถัดมาเป็น หอนั่ง ผนังด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศตะวันตกตอนบนเหนือกรอบหน้าต่างเขียนภาพเทพชุมนุม ผนังตอนล่างระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพพรรณพฤกษาและสรรพสัตว์ และสุดท้าย หอนอน ผนังด้านซ้ายเขียนภาพไตรภูมิโลกสัณฐาน พระเวสสันดรชาดก พระมาลัย เหล่าวิทยาธร เทวดาเหาะถืออาวุธ และท้าวสักกะเทวราช ทิศตะวันตกและทิศใต้ เขียนภาพเหล่ากองทัพอสูรขี่สัตว์เป็นพาหนะ ส่วนผนังด้านขวาเขียนภาพมฆมานพ หรือตำนานพระอินทร์ หลังบานประตูเขียนภาพภิกษุปลงอสุภกรรมฐาน

ภาพที่ 3 ผนังด้านซ้ายในหอนอนเขียนภาพไตรภูมิโลกสัณฐาน พระเวสสันดรชาดก
พระมาลัย เหล่าวิทยาธร เทวดาเหาะถืออาวุธ และท้าวสักกะเทวราช
แม้ภาพเขียนจิตรกรรมบนฝาผนังทั้งหมดเป็นนิทานปรัมปรา คติ และวรรณคดีรามเกียรติ์ที่เชื่อมโยงกับคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ทว่ามีแฝงข้อคิดทางธรรมะ อย่างไรก็ดี เหตุผลในการเลือกเขียนภาพเหล่านี้ไว้ภายในหอไตรสืบเนื่องมาจากพระราชนิยมในรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ฟื้นฟูวรรณคดีไทยและวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์งานศิลปกรรมค่อนข้างมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ดังเห็นได้ชัดเจนจากการโปรดเกล้าให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามและเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์โดยรอบระเบียงคตพระอุโบสถ

ภาพที่ 4 ผนังทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศตะวันตกของหอนั่ง
เหนือกรอบหน้าต่างเขียนภาพเทพชุมนุม
ทั้งนี้ หอไตรวัดระฆังได้รับการบูรณะโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2513 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นประเดิมในการบูรณะปฏิสังขรณ์ และเสด็จทอดพระเนตรเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2514 อีกสิบปีต่อมา บริษัท เชลล์ ประเทศไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับเป็นทุนในการบูรณะปฏิสังขรณ์หอไตร โดยมีอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นผู้ควบคุมงานบูรณะปฏิสังขรณ์และอนุรักษ์ภาพจิตรกรรม ใช้วิธีคัดลอกลายเส้นจิตรกรรมฝาผนังก่อนปฏิสังขรณ์อาคาร และดำเนินการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังมุ่งเน้นการรักษาความดั้งเดิมของจิตรกรรมไว้จนดำเนินงานแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ.2525

ภาพที่ 5 ผนังตอนล่างระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพพรรณพฤกษาและสรรพสัตว์

ภาพที่ 6 ภาพส่วนใหญ่ยังคงมองเห็นเรื่องราวและสีสันสดใสแจ่มชัด
ปัจจุบันแม้ว่าภาพจิตรกรรมบางส่วนมีความชำรุดเสียหายและลบเลือนไปบ้าง แต่ยังสามารถมองเห็นสีสันและลวดลายในภาพรวมได้ ทั้งนี้ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ร่วมมือกับวัดในการจัดระเบียบการจัดวางวัสดุสิ่งของภายในหอไตร ทำให้ผู้มาเยี่ยมชมสามารถเดินพินิจชมจิตรกรรมฝาผนังได้อย่างสะดวกในบรรยากาศโปร่งโล่ง ร่มรื่นสบายตาของสวนเขียวขจีนอกบานหน้าต่างที่เปิดกว้าง นอกจากนี้ยังมีข่าวว่ากองโบราณคดีกำลังดำเนินการจัดทำคำบรรยายภาพให้ข้อมูลแก่ผู้เข้าชม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในความหมายของภาพจิตรกรรมแต่ละภาพได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้เขียนรอคอยวันที่จะได้กลับไปเยี่ยมชมหอไตร วัดระฆัง อีกครั้งหนึ่ง