เมื่อปี พ.ศ. 2519 ผู้เขียนเป็นนักเรียนพยาบาลของโรงเรียนพยาบาล โรงพยาบาลมิชชั่น (School of Nursing; Bangkok Adventist Hospital) ในยุคนั้นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดล้วนเป็นชาวต่างชาติที่เป็นอาสาสมัครมิชชันนารีคริสเตียน นิกายเซเว่นเดย์ แอดเวนทิส (Seventh Day Adventist) จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาประจำการ แพทย์ต่างชาติเหล่านั้นต่างนำเทคโนโลยีและความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพและคนไข้ไว้วางใจในการรักษาของหมอฝรั่ง อันส่งผลให้โรงพยาบาลเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงมาก
ในช่วงการเรียนปีที่ 2 นักเรียนพยาบาลจะได้รับมอบหมายให้เวียนไปฝึกงานในห้องผ่าตัด (Operating Room หรือเรียกสั้นๆ ว่า OR ) ซึ่งการทำงานในห้องผ่าตัดเป็นงานน่าตื่นเต้นและท้าทาย ทุกวินาทีที่ผ่านไปเป็นช่วงเวลาสำคัญของชีวิตผู้ป่วย ความเงียบงันที่ต้องอาศัยสมาธิและความแม่นยำของการผ่าตัดอาจแปรเปลี่ยนเป็นความเร่งรีบและเสียงอึงคะนึงแห่งการช่วยชีวิตผู้ป่วยในยามวิกฤตเป็นภาพที่คุ้นตาและหล่อหลอมให้มีความรับผิดชอบสูงแก่นักเรียนพยาบาล ทำให้ห้องผ่าตัดเป็นห้องเรียนชีวิตที่สอนเรื่องสติ ฝึกปฏิภาณไหวพริบ และความเป็นมืออาชีพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนั้น ประสบการณ์ฝึกงานในห้องผ่าตัดจึงตราตรึงในความทรงจำจวบจนวันนี้
ประสบการณ์ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้เห็นการผ่าตัดเป็นกรณีการผ่าคลอด ซึ่งเป็นการยืนสังเกตการณ์เงียบๆ ที่มุมห้อง วินาทีที่ได้เห็นแพทย์ดึงทารกออกจากท้องแม่ และเสียงร้องครั้งแรกของชีวิตดังขึ้น นัยน์ตาผู้เขียนก็เอ่อคลอด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันใจที่ได้เห็น “การเกิด” และทำให้นึกถึงคุณแม่ผู้ให้กำเนิด
หน้าที่ในห้องผ่าตัด: โรงเรียนชีวิตของนักเรียนพยาบาล
ในยุคสมัยนั้น นักเรียนพยาบาลต้องเรียนรู้และฝึกฝนบทบาทหลักในห้องผ่าตัด ทั้งหมด 4 หน้าที่ ซึ่งมักเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้แก่
Instrument พยาบาลทำหน้าที่ช่วยส่งเครื่องมือผ่าตัดให้แพทย์ ดังนั้นนักเรียนพยาบาลจำเป็นต้องจดจำชื่อเครื่องมือผ่าตัดให้ได้ทุกชิ้น และหยิบส่งให้แพทย์ได้อย่างถูกต้องและทันเวลา อีกทั้งต้องอาศัยไหวพริบและคาดการณ์ล่วงหน้าว่าขณะที่แพทย์กำลังทำการผ่าตัดถึงขั้นตอนใด เครื่องมือที่ใช้ชิ้นถัดไปคืออะไร โดยความรู้เหล่านี้มาจากการเรียนในห้องเรียน รวมถึงคำแนะนำจากทั้งอาจารย์และพยาบาลรุ่นพี่ในห้องผ่าตัด ซึ่งผู้ทำหน้าที่นี้จนชำนาญจะสามารถหยิบเครื่องมือส่งให้ได้ทันทีจนแพทย์แทบไม่ต้องเอ่ยขอ หรือละสายตาจากการผ่าตัดเลย
Scrub Nurse พยาบาลทำหน้าที่เตรียมทำความสะอาดผิวหนังบริเวณผ่าตัด รักษาความปลอดเชื้อ และช่วยซับเลือดระหว่างผ่าตัด
Circulating Nurse พยาบาลวงนอก ทำหน้าที่คอยจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม ประสานงาน และดูแลความเรียบร้อย
Workroom พยาบาล ทำหน้าที่ทำความสะอาดและเตรียมห้องผ่าตัด ซึ่งนับเป็นงานพื้นฐานที่สำคัญ โดยนักเรียนพยาบาลต้องเข้าเวรเวลาห้านาฬิกา เริ่มจากเปิดไฟ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดห้องผ่าตัดทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่โคมไฟผ่าตัดไปจนถึงพื้นห้อง ทุกขั้นตอนต้องสะอาดปลอดเชื้อตรงตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ปกติช่วงเวลาเช้ามืดมักไม่มีเคสผ่าตัด ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน ห้องผ่าตัดทั้ง 4 ห้องจึงว่างโล่งมีนักเรียนพยาบาลเพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อนของผู้เขียนบางคนกลัวผี เมื่อขึ้นเวรเปลี่ยนชุดเป็นเครื่องแบบห้องผ่าตัดเสร็จแล้วมักนั่งในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่กล้าออกนอกห้อง รอจนถึงเวลาใกล้เจ็ดนาฬิกาเริ่มมีพยาบาลรุ่นพี่มาเข้าเวรแล้วจึงเริ่มปฏิบัติหน้าที่

ภาพที่ 1 : ชุดเครื่องแบบของการทำงานในห้องผ่าตัด
แหล่งที่มาของภาพ : https://kohsamuihospitalclinic.com/operating-room/
นักเรียนพยาบาลต้องฝึกการล้างมือ (Scrub) อย่างถูกวิธีก่อนเข้าห้องผ่าตัด โดยใช้สบู่ยาฆ่าเชื้อ ฟอกมือและแขนจนถึงข้อศอก พร้อมแปรงเล็บเพื่อขจัดเชื้อโรคและสิ่งสกปรกออกให้มากที่สุด จึงต้องยืนล้างมือกันนานประมาณ 3-5 นาที หลังล้างมือเสร็จต้องชูมือสูงกว่าข้อศอกตลอดเวลาเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนเนื่องจากมือต้องเป็นส่วนที่สะอาดที่สุด จากนั้นใช้ผ้าที่ฆ่าเชื้อแล้วมาเช็ดมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดก่อนสวมเสื้อกาวน์ผ่าตัด (Surgical Gown) และถุงมือผ่าตัด ดังนั้น นักเรียนพยาบาลต้องเรียนรู้วิธีการสวมเสื้อกาวน์ผ่าตัดและสวมถุงมือโดยไม่ให้เกิดการปนเปื้อน (Contamination) รวมถึงการช่วยแพทย์สวมเสื้อกาวน์อย่างถูกต้องและปลอดเชื้อ ซึ่งเป็นหัวใจพื้นฐานของงานผ่าตัด

ภาพที่ 2 : ชุดแต่งกายบุคลากรทางการแพทย์ในห้องผ่าตัด และขั้นตอนการล้างมือก่อนผ่าตัด
หมายเหตุ ภาพถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น
เครื่องมือผ่าตัด: ความแม่นยำที่ไม่อนุญาตให้ผิดพลาด
การจดจำชื่อและการจัดวางเครื่องมือตามลำดับขั้นตอนการผ่าตัดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถหยิบส่งเครื่องมือที่ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) แล้วนำไปผ่านการฆ่าเชื้อ (Sterilization) เรียบร้อยแล้วให้แพทย์ทันทีที่ร้องขอ ซึ่งการตรวจสอบความจำที่แม่นยำ นักเรียนพยาบาลต้องผ่านการสอบปากเปล่า (Oral Examination) การเรียกชื่อเครื่องมือผ่าตัดกับ “แหม่มโรเยอร์ ( Royer)” อดีตพยาบาลห้องผ่าตัดและภรรยานายแพทย์ อาร์ ดับบลิว โรเยอร์ (Dr. R. W. Royer) ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันของโรงพยาบาล โดยแหม่มจะจัดวางเครื่องมือไว้บนโต๊ะราว 30 – 40 ชิ้นและชี้ถามทีละชิ้น ตัวอย่างชื่อของเครื่องมือผ่าตัดบางชิ้น เช่น Kelly, Pean, Mayo เป็นต้น ทั้งนี้ หากใครตอบไม่ได้ก็ถือว่ายังไม่พร้อมเข้าเคสจริง

ภาพที่ 3: Dr.& Mrs. R.W. Royer ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันของร.พ.มิชชั่นและภรรยา
แหล่งที่มาของภาพ : หนังสือรุ่นนักเรียนพยาบาลโรงพยาบาลมิชชั่น Class 1976
ในการจัดเครื่องมือผ่าตัดต้องสอดคล้องกับชนิดของการผ่าตัดแต่ละประเภท เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งจะใช้เครื่องมือแตกต่างจากการผ่าคลอด (C-section) ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องถ่างแผล (Retractor) สำหรับขั้นตอนนำทารกออกมา เป็นต้น อนึ่ง การผ่าตัดที่ใช้เครื่องมือจำนวนมากและซับซ้อนสูงที่สุดในยุคนั้นเป็นการผ่าตัดสมองที่ต้องเตรียมเครื่องมือไว้ 3 โต๊ะ และดำเนินการโดยพยาบาลชำนาญการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากมีกรณีเคสผ่าตัดสมองที่เป็นเคสใหญ่และสำคัญ นักเรียนพยาบาลจะมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ได้ ซึ่งโรงพยาบาลมิชชั่นในสมัยนั้นเชิญนายแพทย์วุฒิกิจ ธนะภูมิ ศัลยแพทย์สมองผู้เชี่ยวชาญมาดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เนื่องจากโรงพยาบาลยังไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองโดยเฉพาะ

ภาพที่ 4 : ตัวอย่างการจัดเตรียมเครื่องมือผ่าตัด
แหล่งที่มาของภาพ : https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/62199/
ผู้เขียนยังจำประสบการณ์ที่ได้เห็นการผ่าสมองเป็นครั้งแรก คุณหมอวุฒิกิจใช้สว่านพิเศษเจาะกะโหลก 3ตำแหน่ง (บริเวณนั้นต้องโกนผมออก) จากนั้นใช้ลวดเลื่อยไสระหว่างรูที่เจาะเพื่อเปิดกะโหลก ลักษณะลวดคล้ายลวดเลื่อยไม้ที่ใช้ในงานฝีมือ ชิ้นกะโหลกที่เปิดออกมีรูปทรงคล้ายกะลามะพร้าว เคสนี้เมื่อเปิดกะโหลกแล้วพบว่ามีลิ่มเลือดก้อนใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของอาการ และคุณหมอได้ทำการดูดออก หลังผ่าตัดเสร็จสิ้นจึงปิดชิ้นส่วนกะโหลกกลับที่เดิมด้วยกาวพิเศษทางการแพทย์ แตกต่างจากเทคโนโลยีการผ่าตัดสมองปัจจุบันที่พัฒนาไปไกลแล้ว
บทเรียนจากแพทย์: วิชาแพทย์กับความเป็นมนุษย์
“หมอฝรั่ง” ทุกท่านมักอธิบายโรคและแผนการรักษาให้นักเรียนพยาบาลฟังก่อนลงมือผ่าตัดจริง รวมทั้งให้ความรู้ในขณะที่ทำการผ่าตัดไปด้วย และก่อนการผ่าตัดจะนำทีมแพทย์และพยาบาลอธิษฐานเพื่อขอให้การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นการรวมใจ สร้างสมาธิ และเติมพลังบวกให้กับทีมผ่าตัดได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีกรณีศึกษาหนึ่งผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับ หลังผ่าเปิดหน้าท้องพบว่ามะเร็งได้ลุกลามเต็มอวัยวะในช่องท้อง ไม่สามารถรักษาได้ ก่อนที่คุณหมอทำการเย็บปิดหน้าท้องกลับ คุณหมอได้ให้ผู้เขียนใช้มือลองสัมผัสเนื้อตับที่เป็นมะเร็งเพื่อให้เข้าใจความแตกต่างจากเนื้อตับปกติ ซึ่งมีสัมผัสที่แข็งและขรุขระผ่านถุงมือนับเป็นบทเรียนที่ในตำราไม่อาจสอนได้
ความเข้มงวดในห้องผ่าตัด: ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
การฝึกในห้องผ่าตัดเต็มไปด้วยความกดดัน พยาบาลรุ่นพี่ต้องคอยประกบใกล้ชิด ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงอันตรายต่อผู้ป่วยอย่างการเผลอทำชุดผ่าตัดที่ใส่ปนเปื้อนเชื้อโรค เป็นต้น ดังนั้นความละเอียดรอบคอบ มีวินัยและอดทนเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดของบุคลากรในห้องผ่าตัด ครั้งหนึ่งในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ผู้เขียนและเพื่อนอีก 1 คน เคยเข้าเคสผ่าตัดต่อเนื่องยาว โดยเริ่มต้นเคสแรกด้วยการผ่าตัดไส้ติ่งเวลา 16.00 น.จากนั้นเป็นการผ่าตัดเคสประสบอุบัติเหตุ ถัดมาเป็นเคสผ่าตัดคลอด และเคสอื่นๆ ตามมาอีกหลายเคสจนผู้เขียนจำไม่ได้ด้วยมีเคสฉุกเฉินเข้ามาตลอดเวลาจนครบ 24 ช.ม. มีเวลาพักงีบหลับเพียงชั่วโมงเศษ ทำให้ผู้เขียนเข้าใจความหมายของคำว่า “หลับเป็นตาย” อย่างกระจ่างก็ครานี้เอง
ห้องผ่าตัด โรงเรียนแห่งชีวิต
ห้องผ่าตัดไม่ใช่เพียงสถานที่รักษาโรค ทว่าเป็นโรงเรียนชีวิตที่สอนให้รู้จักความรับผิดชอบ ฝึกปฏิภาณไหวพริบและความอดทน พร้อมด้วยความเมตตาและมองเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ และเป็นห้องที่ทำให้ผู้ป่วย “รอดชีวิต” จากความเจ็บป่วยมาแล้วนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันก็ภาพปอดที่ถูกทำลายและตับที่แข็งขรุขระด้วยโรคมะเร็งที่เป็นภาพจำติดตาจากห้องผ่าตัดยังย้ำเตือนสติผู้เขียนว่าร่างกายมนุษย์ไม่มีอะไหล่ทดแทน จึงไม่ควรทำร้ายอวัยวะด้วยสิ่งอบายมุข
แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดได้เจริญล้ำหน้าไปไกล และมีการนำหุ่นยนต์ที่มีความแม่นยำสูงมาช่วยแพทย์ในการผ่าตัดบางกรณีได้แล้วก็ตาม ทว่าหุ่นยนต์ไม่สามารถแสดงความปรารถนาดีต่อมนุษย์ด้วยการนำสวดมนต์อธิษฐานก่อนการผ่าตัด และไม่อาจทดแทนสัมผัสที่อ่อนโยนจากมือของแพทย์และพยาบาลที่คอยประคองมือเพื่อให้กำลังใจและสร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้ป่วยในห้วงเวลาก่อนเริ่มการผ่าตัดได้
ทุกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากห้องผ่าตัด สอนให้ผู้เขียนเข้าใจความหมายของ “การรักษาชีวิต” อย่างลึกซึ้งและจดจำได้ชัดเจนแม้หลังเรียนจบและไม่ได้ประกอบอาชีพพยาบาลก็ตาม แต่ความรู้เหล่านั้นยังเปี่ยมด้วยคุณค่าอยู่เสมอ
แหล่งข้อมูล