ตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic Period) ช่วงประมาณ 10,000 – 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช มนุษย์รู้จักเก็บผลของไม้เลื้อยอย่างสตรอว์เบอร์รีมาเป็นอาหาร มีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Fragaria vesca, Fragaria moschata และ Fragaria viridis ซึ่งขึ้นตามพื้นป่าทั้งสองฝั่งของทะเลแอตแลนติกในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ รวมไปถึงบางส่วนของเอเชีย สตรอว์เบอร์รีในยุคนั้นมีผลขนาดเล็กเหมือนกับลูกหม่อน แต่ละพันธุ์มีผลสีแตกต่างกัน เช่น แดง ขาว เหลือง ชมพู กลิ่นรสก็แตกต่างกันด้วย เช่น จืด เปรี้ยว หวาน โดยผลสตรอว์เบอร์รีสีแดงหวานที่สุด ทั้งนี้ ผู้คนมักบริโภคเพื่อสรรพคุณทางยาหรือเพื่อเฉลิมฉลอง ด้วยพบหลักฐานว่าชาวโรมันโบราณรับประทานในพิธีบูชาเทพีแห่งความรัก อโฟรไดท์ (Aphrodite) กับคนรักของนางอโดนิส (Adonis) ซึ่งถือว่าเป็นรูปอุดมคติแห่งความงามบุรุษเพศ
กล่าวได้ว่าสตรอว์เบอร์รีเป็นเพียงผลไม้ป่าที่รับประทานกันเป็นครั้งคราวมาตลอด จนกระทั่งยุคกลางถึงยุคต้นสมัยใหม่ของยุโรป ราชวงศ์ฝรั่งเศสก็มีพระราชนิยมในผลไม้ชนิดนี้ ซึ่งอาจมีเหตุมาจากศิลปินนิยมวาดรูป
สตรอว์เบอร์รีเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีในคริสต์ศาสนา ได้แก่ ใบสามแฉก แทนความหมายถึงตรีเอกภาพ (พระบิดา พระบุตร และพระจิต) กลีบดอกทั้งห้า แทนรอยแผลตรึงกางเขนของพระเยซูทั้ง 5 แผล และผลหวานสีแดงห้อยย้อยลงระพื้นดินแทนโลหิตที่ไหลเพื่อไถ่บาปแก่มวลมนุษย์ นอกจากนี้สตรอว์เบอร์รีเป็นของมีราคาหายาก ต้องเข้าไปเก็บในป่าได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ยังไม่มีการเพาะปลูกด้วยลักษณะไม้เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ อีกทั้งโตยากให้ผลผลิตน้อย ดังนั้นการมีผลสตรอว์เบอร์รีอยู่บนโต๊ะอาหารจึงเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะเจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี

ภาพที่ 1 พระแม่มารีย์ทรงถือสตรอว์เบอร์รีเป็นสัญลักษณ์แห่งความดี (ขยายให้เห็นชัดในกรอบสีขาว)
แหล่งที่มาภาพ: http://en.posztukiwania.pl/2017/09/01/virgin-with-wild-strawberry/
กษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์แรกที่โปรดสตรอว์เบอร์รี คือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ผู้ปกครองอาณาจักรเวสต์
ฟรังเกีย (West Francia) ในช่วงปี ค.ศ. 898 – 922 พระองค์เสด็จเยือนเบลเยียมในปี ค.ศ. 916 มีขุนนางชื่อ
จูเลียส เดอ เบอร์รี (Julius de Berry) นำสตรอว์เบอร์รีสุกมาถวาย ทำให้เขาได้รับพระราชทานยศอัศวิน ตราโล่ และนามสกุลใหม่ว่า เฟรส (Fraise) หมายถึงสตรอว์เบอร์รี ต่อมาสมัยศตวรรษที่ 14 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 ก็ทรงสืบทอดพระราชนิยมสตรอว์เบอร์รี และทรงอุทิศพื้นที่พระราชอุทยานเพื่อปลูกต้นสตรอว์เบอร์รีถึง 1,200 ต้น นับเป็นการริเริ่มสวนเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รี่แห่งแรกๆ และกลายเป็นผลไม้ประจำราชวงศ์ แต่ก็ยังคงได้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ตามธรรมชาติของสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีป่าที่ออกผลในเดือนมิถุนายนเท่านั้น
ต่อมาในสมัยศตวรรษที่ 17 พระราชวังแวร์ซายส์มีแปลงสตรอว์เบอร์รีใหญ่ 4 แปลง โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราชดำริสร้างเรือนกระจกคลุมเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ และโปรดให้เจ้าพนักงานคนสวนชื่อ ฌอง-แบบตีส เดอ ลา ควินตินี (Jean-Baptiste de la Quintinie) พัฒนาแนวกำแพงกันลมและวิธีดูแลสตรอว์เบอร์รีจนสามารถเก็บเกี่ยวผลได้เร็วขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดเสวยสตรอว์เบอร์รีแช่ไวน์มาก จนกระทั่งมีบันทึกว่าพระองค์ปวดพระนาภีด้วยอาการท้องอืดท้องเฟ้ออยู่บ่อยครั้ง และแพทย์หลวงก็ทูลเตือนให้เลิกเสวยสตรอว์เบอร์รี แต่ก็ไม่ทรงยอมทำตาม

ภาพที่ 2 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14
แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=482613
บุคคลอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทการพัฒนาสตรอว์เบอร์รีในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นนายทหารนักสำรวจ ชื่อ อะมาเด ฟรังซัวส์ เฟรเซียร์ (Amadee Francois Frezier) เขาเป็นสายลับเดินทางไปยังทวีปอเมริกาใต้ (มีเกร็ดที่น่าสนใจ คือ นายทหารคนนี้เป็นทายาทผู้สืบเชื้อสายมาจากจูเลียส เฟรส ขุนนางผู้นำสตรอว์เบอร์รีมาถวายพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อ 800 กว่าปีก่อน ซึ่งนามสกุล “เฟรเซียร์” นั้นเพี้ยนมาจาก “เฟรส” นั่นเอง) ระหว่างที่แฝงตัวอยู่ในอาณานิคมสเปนในชีลีและเปรู เขาได้พบว่าชาวพื้นเมืองชิลีเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ Fragaria chiloensis ซึ่งให้ผลโตเท่ากับวอลนัต หรือไข่ไก่ ขนาดใหญ่กว่าสตรอว์เบอร์รีป่าในอเมริกาใต้และยุโรป แต่มีสีแดงอ่อนและรสจืด เขานำขึ้นเรือกลับมาฝรั่งเศสด้วย 12 ต้น ทว่าเหลือรอดอยู่เพียง 5 ต้น
เขามอบต้นสตรอว์เบอร์รีชิลีให้พระราชวังแวร์ซายส์เพื่อทดลองขยายพันธุ์ ต้นสตรอว์เบอร์รีชิลีกลับไม่ยอมออกผล หรือให้ผลเล็กๆ รูปร่างบิดเบี้ยว จนกระทั่ง 50 ปีถัดมา นักพฤกษศาสตร์หนุ่มวัย 17 ปี ชื่อ
อองตวน นิโคลาส์ ดูเชน์ (Antoine Nicolas Duchesne) สังเกตพบว่าสตรอว์เบอร์รีชิลีสามารถให้ผลงามได้ หากปลูกไว้ใกล้กับสตรอว์เบอร์รีพันธุ์อื่น อันนำไปสู่ความเข้าใจระบบการสืบพันธุ์ของพืชดอก (สาเหตุของปัญหานี้เกิดขึ้นจากการเลือกนำต้นสตรอว์เบอร์รีชิลีเฉพาะต้นที่ออกผลงามที่สุด หรือทุกต้นเป็นต้นตัวเมีย ไม่มีต้นตัวผู้เลย เมื่อได้เกสรตัวผู้จากต้นสตรอว์เบอร์รีตัวผู้พันธุ์อื่นเข้าไปผสมด้วยจึงให้ผลที่สมบูรณ์) ต่อมาเขาพัฒนาสตรอว์เบอร์รีในฝรั่งเศสให้ออกผลขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงมีสีแดงจัด กลิ่นหอมและรสอร่อยยิ่งขึ้นเพื่อถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จนในที่สุดก็ได้สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ชื่อ Fragaria ananassa ซึ่งนับได้ว่าเป็นพันธุ์ต้นแบบของบรรดาสตรอว์เบอร์รีสมัยใหม่ที่นิยมกันในปัจจุบัน ทำให้เขาได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ที่ค้นพบเรื่องการกลายพันธุ์พืชอีกด้วย

ภาพที่ 3 อองตวน นิโคลาส์ ดูเชน์
แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=1147592
หลายคนอาจสงสัยว่า สตรอว์เบอร์รีเข้ามายังประเทศไทยได้อย่างไร? ผู้ที่นำต้นสตรอว์เบอร์รีต้นแรกเข้ามาเป็นชาวอังกฤษชื่อ คาลิโฟล (Calliflower) ซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานด้านป่าไม้ในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2477 โดยมอบให้กับพระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำโครงการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในภาคเหนือ ชาวเขาจึงได้รับการส่งเสริมให้ปลูกสตรอว์เบอร์รีกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีไทยที่ได้รับการยอมรับว่าหวานอร่อยที่สุดเป็นสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ของไทย และ
สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 เป็นสายพันธุ์แรกที่ได้รับการปรับปรุงจนเป็นสายพันธุ์ของไทย และมีจำหน่ายเฉพาะในร้านโครงการหลวงเท่านั้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Vern Grubinger. 2012. History of the Strawberry. A Publication of UVM Extension's Vermont Vegetable and Berry Program. สืบค้นจากhttps://www.uvm.edu/vtvegandberry/factsheets/strawberryhistory.html
Mary Katherine Newman. 2023. The Story of the Strawberry. Digital Magazine: Eating the Past. สืบค้นจาก https://www.historyworkshop.org.uk/food/the-story-of-the-strawberry/
Max Miller. 2024.Tasting History: The Accidental Invention of Modern Strawberries Tasting History. สืบค้นจาก https://www.tastinghistory.com/episodes/strawberrytart
ธาวิดา ศิริสัมพันธ์. 2560. กำเนิด สตรอเบอรี่ ผลไม้ข้ามชาติ. สืบค้นจาก https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_36531