Museum Core
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซอโซมุน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการพัฒนาเมือง
Museum Core
13 ม.ค. 69 150
ประเทศเกาหลีใต้

ผู้เขียน : ฤดี ภวสิริพร

               พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซอโซมุน (Seosomun Shrine History Museum) ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโซล และเป็นหนึ่งหมุดหมายสำหรับผู้เขียนที่ปักไว้แล้วว่าจะไปเข้าชมเมื่อเดินทางมาเกาหลีใต้

               ในอดีตสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสี่แยกด้านนอกของประตูซอมุน ซึ่งเป็นจุดตัดการค้าที่มีความคึกคักมาก ผู้คนสัญจรคลาคล่ำ ด้วยมีสินค้าจากเมืองต่างๆ มาบรรจบกันที่นี่ ขณะเดียวกันบริเวณนี้ก็ถูกใช้เป็นลานประหารกลางแจ้ง เพื่อเตือนใจใครที่คิดจะกระทำผิด โดยเริ่มมีบันทึกการประหารอย่างเป็นทางการในสมัยของกษัตริย์ยอนซันกุน (Yeonsangun) ปีค.ศ.1504 และนับตั้งแต่ปีค.ศ.1800 เป็นต้นมา สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นลานประหารชาวคาทอลิก เนื่องจากถูกมองว่าเป็นภัยต่อระเบียบสังคมตามความคิดลัทธิขงจื๊อใหม่

               มีเหตุการณ์การประหารที่สำคัญ ได้แก่ การประหารซินยู (ค.ศ.1801) การประหารกิแฮ (ค.ศ.1839) และการประหารบยองจินช่วงค.ศ. 1866 -1873 ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้มีมรณีสักขี (ผู้ที่พลีชีพเพื่อความเชื่อในศาสนา) มากที่สุดในเกาหลี จากนั้นในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครอง ประตูซอมุนถูกรื้อลง และมีการสร้างทางรถไฟซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ทำให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา มีการปรับพื้นที่กลายเป็นตลาด ต่อมาในปีค.ศ.1973 ถูกเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ แต่รางรถไฟและสะพานยกระดับทำให้การเข้าถึงพื้นที่เป็นเรื่องยาก จนกระทั่งปีค.ศ. 2011 มีโครงการพัฒนาพื้นที่และเปิดพิพิธภัณฑ์เมื่อปีค.ศ. 2019   

               เมื่อเดินเข้ามาในสวนสาธารณะจะพบกับหอคอยรำลึกมรณสักขี สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1984 เนื่องในวาระครบรอบ 200 ปีของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในเกาหลีใต้ ภายในสวนมีงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงชื่อโฮมเลสจีซัส (Homeless Jesus) รูปปั้นคนไร้บ้านนอนใต้ผ้าห่มบนม้านั่ง ผลงานของทิโมธี ชมัลซ์ (Timothy Schmalz) ศิลปินชาวแคนาดา งานชิ้นนี้ติดตั้งครั้งแรกที่รีจิส คอลเลจ (Regis College) ในมหาวิทยาลัยโตรอนโต จากนั้นมีการทำสำเนารูปปั้นแล้วนำไปจัดแสดงอีกหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงกรุงโซล รูปปั้นนี้มีความหมายถึงความรักที่พระเยซูมีต่อทุกคนแม้แต่คนไร้บ้าน ซึ่งสอดคล้องกันพอดีกับบริบทเดิมของพื้นที่ที่เคยเป็นที่อยู่ของคนไร้บ้าน กลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางเมืองที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

               จากนั้นเดินต่อไปอีกจะพบกับอาคารพิพิธภัณฑ์ ด้านหน้าก่อนเข้าไปในอาคารมีประติมากรรมอีกชิ้นชื่อ พงศาวดารแห่งซอโซมุน (Chronicles of Seosomun) ทำเป็นรูปไม้กางเขนที่มีปลายด้านหนึ่งยืดยาวเป็นรูปทรงคล้ายมีด เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ชาวคาทอลิกเคยถูกประหารในอดีต อาคารแบ่งเป็น 4 ชั้น ผู้เข้าชมต้องลงไปที่ชั้น B 1 หน้าทางเข้าอาคารมีประติมากรรมขื่อคาของมรณสักขี (Matyr’s Stocks) ผู้ถูกประหารในยุคโชซอนที่มีขื่อคาไม้ที่คอ ซึ่งศิลปินได้นำไม้มาวางเรียงซ้อนกันปักลงบนพื้นสร้างเป็นประติมากรรมเพื่อรำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตบนผืนดินนี้ นอกจากนี้บริเวณป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ยังมีประติมากรรมอีกชิ้นหนึ่งชื่อ ผู้เป็นทุกข์ (Sufferer) สะท้อนถึงชาวเกาหลีที่ต้องทนทุกข์และเจ็บปวดจากการถูกรุกรานและสงคราม

 

ภาพที่ 1 Chronicles of Seosomun งานประติมากรรมโดยศิลปิน โจ วานฮี (Jo Wanny)

 

ภาพที่ 2 Martyrs’ Stocks ผลงานประติมากรรมของลีคยองซุน (Lee Kyong-soon)

 

               โซนนิทรรศการถาวรจัดแสดงอยู่ที่ชั้น B3 เมื่อไปถึงผู้เขียนก็พบว่าห้องนิทรรศการจัดแสงสว่างจ้าแลดูตรงกันข้ามกับประวัติศาสตร์ในยุคมืดอย่างสุดขั้ว เนื้อหาจัดแสดงนำเสนอเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ผ่านเอกสารโบราณ อาทิ จดหมายที่พระนางช็องซุน (Queen Jeongsun) ผู้สำเร็จราชการของพระเจ้าซุนโจ (King Sunjo) เขียนถึงหลานชายที่กล่าวถึงการห้ามนับถือศาสนาคริสต์ โดยมีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อกำจัดอิทธิพลกลุ่มการเมืองฝ่ายใต้หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าย็องโจ (King Yeongjon) และพระนางเป็นผู้สั่งกวาดล้าง จับกุม ประหารชาวคาทอลิก และเป็นจุดเริ่มต้นของการประหารชาวคาทอลิกในยุคสมัยโชซอนนับแต่นั้น

 

ภาพที่ 3 ภายในนิทรรศการจัดแสดงเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

 

               ขณะที่ผู้เขียนเดินชมนิทรรศการ ด้านซ้ายมือมีงานศิลปะชื่อ หลุมศพของมรณสักขี (Martyr’s tomb) โดยศิลปินวางชาม 103 ใบที่วาดรูปใบหน้าเพื่อรำลึกถึงมรณสักขีชาวเกาหลีทั้ง 103 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 44 คนถูกประหารที่ซอโซมุน และรูปปั้นคนยืนก้มหน้า ยืนพิงกำแพงในมุมมืดที่อยู่ตรงกันข้ามกับนิทรรศการที่สว่างไสว ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกดำดิ่งไม่น้อย แม้ว่าการจัดแสดงหลักเป็นการนำเสนอเรื่องราวผ่านเอกสารประวัติศาสตร์ ไม่มีภาพความสลดหดหู่ให้เห็นเหมือนที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์จากการไปชมทุ่งสังหารและเรือนจำตวลสเลง (Tuol Sleng) ในกรุงพนมเปญ ทว่าการนำเสนอเรื่องราวผ่านงานศิลปะชิ้นต่างๆ กลับก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ต่างกันมากนัก

 

ภาพที่ 4 ประติมากรรมภายในนิทรรศการ

 

               หลังเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ กำแพงริมทางเดินมีข้อความว่า “ดวงจันทร์ยังคงอยู่บนท้องฟ้าแม้ลับขอบฟ้าไปแล้ว น้ำยังคงอยู่ในสระแม้ว่ามันจะแตกกระเซ็นไปแล้ว” (The moon stays in the sky even when it falls; water ends up in a pond even when it bursts) ซึ่งเป็นคำกล่าวของปีเตอร์ อีซุงฮุน (Peter Lee Seung Hoon) ชาวเกาหลีคนแรกที่ถูกประหารเมื่อค.ศ. 1801 นับเป็นมรณสักขีผู้ได้รับพิธีศีลล้างบาป (Baptism) อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีตัวอักษร 人 人 口ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ด้วย โดยอักษรตัวแรก人 หมายถึง คนที่เดินผ่านสวนสาธารณะ อักษรตัวที่สอง人หมายถึงการแสวงบุญ และ อักษรตัวที่สาม口 หมายถึง จิตวิญญาณของผู้ที่สละชีวิตเพื่อความเชื่อ

 

ภาพที่ 5 สัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์

 

                พื้นที่สาธารณะแห่งนี้จึงถูกออกแบบสำหรับทุกคน ไม่ว่ามาใช้สวนสาธารณะเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ หรือเข้ามาชมงานสถาปัตยกรรมและศิลปะ สมประโยชน์ตามแนวคิดของสถาปนิกผู้ออกแบบที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของคนไร้บ้าน ชาวบ้านโดยรอบอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ โครงการนี้เป็นการคืนพื้นที่สาธารณะให้กับทุกคน

                ทั้งนี้ ใครต้องการเยี่ยมชมสถานที่รำลึกมรณสักขีที่คล้ายกันในประเทศไทย ผู้เขียนขอแนะนำวัดสองคอน จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเพื่อรำลึกถึงมรณสักขีทั้งเจ็ด ผู้ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อในศาสนาของตนและถูกสังหารในช่วงกรณีพิพาทอินโดจีน อีกทั้งมีความบังเอิญที่ทั้งสองแห่งนี้ใช้ก้อนอิฐสีแดงคล้ายกัน และได้รับรางวัลด้านสถาปัตยกรรมในประเทศเหมือนกันอีกด้วย

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ