Museum Core
เรื่องกิน...เรื่องใหญ่ที่พิพิธภัณฑ์วันเดอร์ฟู้ด ปีนัง
Museum Core
22 ม.ค. 69 91
ประเทศมาเลเซีย

ผู้เขียน : สุวดี นาสวัสดิ์

               เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย มีอาหารหลากหลายวัฒนธรรมให้ลองลิ้มชิมรสไม่ว่าสไตล์จีน มาเลย์ หรืออินเดีย นอกจากร้านอาหารริมทางที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวแล้ว มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่เล่าเรื่องอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เพียงทำให้อยากตามไปชิมอาหารท้องถิ่นมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้มองอาหารในจานได้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะที่นี่เรื่องกินคือเรื่องใหญ่

               พิพิธภัณฑ์วันเดอร์ฟู้ด ปีนัง อยู่ในอาคารตึกแถว 3 ชั้น เปรียบเหมือนปิ่นโตเถา 3 ชั้นที่บรรจุเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารไว้เต็มเปี่ยม หลังม่านชั้น 1 พบห้องโล่งกว้างสีขาว มีจุดดึงดูดสายตาให้หยุดที่อาหารสีสดบนจานชามหลายรูปแบบ นอกจากโมเดลอาหารที่จัดวางบนโต๊ะแล้วยังมีการยกสำรับขนาดใหญ่ขึ้นไปประดับบนกำแพงให้เห็นอาหารทุกจานอย่างชัดเจน และใช้เป็นฉากถ่ายรูปได้ด้วย เล่าเรื่องอาหารมาเลย์ว่ามีเอกลักษณ์จากการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งมาเลเซีย อินเดีย จีน ยูเรเชีย และชนพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว รวมถึงได้อิทธิพลบางส่วนจากอาหารไทย โปรตุเกส ดัตช์ และบริติช ซึ่งศูนย์อาหารที่เรียกว่าฮอว์กเกอร์ (hawker) มีร้านจำหน่ายอาหารนานาชาติ โดยเฉพาะในปีนังมีอาหารท้องถิ่นประเภทเส้นมากมาย

               นิทรรศการเล่าเรื่องการทำอาหารของมาเลเซียที่ไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบมาปรุงรวมกัน แต่ยังแฝงด้วยศิลปะการปรุงที่มีลีลาดูน่าตื่นเต้น ตัวอย่างเช่น คนขายชาชักที่ปรุงชาด้วยท่วงท่ายกแขนขึ้นสูงเหนือศีรษะแล้วเทชาให้ลงถ้วยกลับไปกลับมา 2-3 รอบ ทำให้คนซื้อมองตามแบบเอาใจช่วย นับเป็นอีกประสบการณ์ที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้เอร็ดอร่อยยิ่งขึ้น ซึ่งมักพบเห็นได้ทั่วไปทั้งร้านอาหารริมทาง หรือร้านอาหารระดับหรู

 

ภาพที่ 1 ลีลาการปรุงอาหารสไตล์มาเลย์ที่ผาดโผนเป็นเอกลักษณ์

 

               นอกจากนี้ห้องนิทรรศการยังแนะนำอาหารท้องถิ่นในปีนังแต่ละหมวดหมู่ เช่น อาหารแบบจีน มาเลย์ อินเดีย อาหารเปอรานากัน (คำว่า “เปอรานากัน” แปลว่าเกิดที่นี่ ใช้เรียกลูกหลานของชาวจีนโพ้นทะเลที่แต่งงานกับชาวมาเลย์ ทำให้ลักษณะอาหารของชาวเปอรานากันมีความผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรม มักมีส่วนประกอบของเครื่องเทศและวิธีการปรุงที่มีรสชาติเผ็ด เปรี้ยว กลิ่นหอม และใช้สมุนไพร) ขณะที่มุสลิมอินเดียมีอาหารคล้ายข้าวราดแกง เรียกว่า “นาซีกานดาร์” (Nasi Kandar) ประกอบด้วยข้าว แกง และเครื่องเคียงเป็นเนื้อสัตว์แห้ง เช่น ปลาแห้ง กุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง เนื้อวัว เป็นต้น ในโซนนี้ผู้เขียนชื่นชอบโมเดลจำลองอาหารที่มีสีสันสวยงาม มองเห็นรายละเอียดของอาหารได้ชัดเจน และมีป้าย อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถหยิบจับประกอบการถ่ายรูปได้อย่างไม่น่าเบื่อ

 

ภาพที่ 2 อาหารเปอรานากัน

 

ภาพที่ 3 สำรับอาหารมาเลย์

           

               สำหรับคนมาเลเซียที่มีวัฒนธรรมการทานอาหารได้มากถึง 6 มื้อ ได้แก่ มื้อเช้า มื้อเล็ก ๆ ก่อนเที่ยง มื้อเที่ยง มื้อเย็น มื้อค่ำ และมื้อดึกในช่วงสี่ทุ่ม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ได้เห็นศูนย์อาหารเปิดบริการถึงกลางดึก พิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นเป็นภาพด้วยโมเดลขนาดเล็กจำลองบรรยากาศตลาดขายอาหารริมทางที่หาทานได้ง่ายและราคาไม่แพงอย่างเมนู “นาซีเลอมัก” (Nasi lemak) หรือข้าวมันสไตล์มลายู ซึ่งนิยมทานเป็นอาหารในมื้อหลัก เมื่อถึงมื้อดึกอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นโรตีหรือก๋วยเตี๋ยว ทว่าในทุกมื้ออาหารก็มักมีการดื่มชาควบคู่ไปด้วย

 

ภาพที่ 4 ร้านขายอาหารเช้าริมทาง

 

               การจัดแสดงในชั้นที่ 2 มีการตั้งประเด็นชวนคิดเกี่ยวกับอาหาร โดยมีการออกแบบฉากไว้อย่างสวยงามพร้อมกับข้อความเตือนใจ ตัวอย่างเช่น “แม้แต่อาหารยังมีวันเน่าเสีย ดังนั้นจงเข้าใจว่าไม่มีอะไรคงทนถาวร ควรใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน” หรือ “อาหารยังมีสีสันหลากหลาย เราก็ย่อมมองชีวิตให้มีสีสันได้” โซนถัดไปเป็นโมเดลจำลองอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในภาชนะไซส์ยักษ์พร้อมคำอธิบายส่วนประกอบ ได้แก่

               “ชาก๋วยเตี๋ยว” (Char Kway Teow) หรือก๋วยเตี๋ยวเส้นแบนผัดกับซีอิ๊ว ใส่กุ้ง หอย ถั่วงอก ไข่ และกุยช่าย ผัดในกระทะเหล็ก ทำให้มีกลิ่นหอมกระทะ

               “อัสสัมลักซา” (Assam Laksa) หรือก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปรสเปรี้ยวเผ็ด ซึ่งปรุงด้วยมะขามและราดด้วยน้ำพริก เป็นเมนูที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเคยจัดให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกลำดับที่ 7

               “ไอซ์กาจัง” (Ais Kacang) น้ำแข็งไสใส่เครื่อง เช่น ลอดช่อง ข้าวโพด ถั่วแดง

 

ภาพที่ 5 อาหารหลากสีที่แฝงปรัชญาชีวิตเตือนใจ

 

ภาพที่ 6 นาซีเลอมัก อาหารประจำชาติของมาเลเซีย

 

               ชั้นที่ 3 การจัดแสดงนำเสนอเรื่องราวของอาหารที่เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเริ่มด้วยการเล่าถึงอดีตว่าผู้หญิงชาวมาเลเซียทำอาหารด้วยเตาฟืนนอกบ้าน ผู้ชายหาบอาหารเร่ขายตามบ้าน อาทิ ก๋วยเตี๋ยว สะเต๊ะ ข้าวต้ม ฯลฯ แล้วเปลี่ยนมาใช้จักรยาน และปรับมาขายในฮอว์กเกอร์อย่างในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเรื่องอาหารที่หาทานได้ยาก หรือใกล้ “สูญหาย” ซึ่งมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบที่หาได้ยากขึ้น หรือไม่ได้รับความนิยมแล้ว เช่น ข้าวเหนียวที่หุงในต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง โจ๊กในพิธีโกนผมไฟเด็ก ข้าวโพดในกระบอกไม้ไผ่ (พกพาเวลาล่าสัตว์และเก็บได้นานถึง 4 วัน) แกงสมองวัวที่ต้องปรุงด้วยผู้ที่ความชำนาญมีความชำนาญ เป็นต้น

               พิพิธภัณฑ์ยังสอดแทรกให้ผู้ชมตระหนักเกี่ยวกับการบริโภคไว้อย่างน่าสนใจด้วยว่า “ขนนก 1 ปอนด์กับก้อนอิฐ 1 ปอนด์ อะไรหนักกว่ากัน?” เฉลยว่าแม้ทั้ง 2 อย่างมีน้ำหนักเท่ากันแต่มีมวลความหนาแน่นไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อกับไขมัน กล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าไขมันจึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักและความแข็งแรงของร่างกาย นอกเหนือจากคำถามแล้วยังมีการแสดงภาพตราชั่งเทียบไขมันกับกล้ามเนื้อให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจกระตุ้นให้ใครบางคนรู้สึกอยากกำจัดไขมันออกจากร่างกาย

               ถัดมามีโมเดลจำลองขนมหวานหลากสีน่ารับประทาน พร้อมข้อความตัวโตที่เขียนว่า “ปีหนึ่งทานอาหารแบบนี้เข้าไปเท่าไหร่?” อาจช่วยกระตุ้นเตือนให้ห้ามใจลดความอยากของหวานลงได้บ้าง อีกมุมหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่ามีความสนุกเป็นโซนมุมถ่ายรูปที่แสดงถึงวิถีแห่งอาหาร เช่น แผงขายผักพื้นเมือง แผงขายทุเรียนและมังคุด (ราชาและราชินีแห่งผลไม้) ฉากร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีชามพร้อมตะเกียบคีบเส้นลอยค้างกลางอากาศให้ผู้ชมได้ลองทำท่าถ่ายรูปสนุก ๆ รวมถึงห้องอาหารที่จัดแสดงอาหารราคาแพงที่สุดจากนานาชาติ

 

ภาพที่ 7 ของหวานรสอร่อยสีสวยรวยน้ำตาล

 

                สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นการคัดเลือกคำสอนที่เชื่อมโยงเข้ากับอาหารได้อย่างกลมกลืน เช่น “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” (สอนให้รู้จักกระจายความเสี่ยง) “ให้อดีตทำให้คุณดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ขมขื่น” พร้อมรูปมะระวางระเกะระกะอยู่ด้านล่าง หรือ “ชีวิตนั้นแสนสั้นทำให้มันหวานชื่นดีกว่า” รวมทั้งการตั้งคำถามชวนรู้เกี่ยวกับอาหาร เช่น ผลไม้อะไรหวานที่สุดในโลก พริกอะไรเผ็ดที่สุดในโลก ตลอดจนการเชื่อมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกับโภชนาการที่สร้างความตระหนักแก่ผู้ชม เช่น การรณรงค์ไม่บริโภคหูฉลาม การลดบริโภคอาหารฟาสต์ฟูดที่แม้แต่แบคทีเรียยังไม่กิน การลดบริโภคน้ำตาลและการรณรงค์ไม่ทานอาหารเหลือทิ้ง

                หลังเดินชมนิทรรศการจนจบ ผู้เขียนรู้สึกว่าปิ่นโตทั้ง 3 ชั้นของพิพิธภัณฑ์ได้รังสรรค์เรื่องราวของอาหารผสมผสานกับศิลปะจนทำให้ผู้ชมอิ่มเอม ทั้งรูปลักษณ์สวยงามอิ่มตา อิ่มสมองด้วยความรู้ใหม่เกี่ยวกับเมนูอาหาร จนอยากลองชิมให้อิ่มท้อง และรู้สึกอิ่มใจกับแง่คิดดี ๆ หล่อเลี้ยงชีวิต สมกับชื่อของพิพิธภัณฑ์วันเดอร์ฟู้ด...มหัศจรรย์แห่งอาหาร

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ