Museum Core
เครดิตและหนี้ ประวัติศาสตร์แห่งความเชื่อใจในโลกการเงิน
Museum Core
22 ม.ค. 69 75

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น  

 

               “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” สโลแกนยอดฮิตที่ช่วยอำนวยสภาพคล่องแก่มนุษย์เงินเดือน และเติมเชื้อเพลิงให้ระบบการผลิตและการค้า หลายคนอาจเคยใช้บริการลักษณะนี้ผ่านการเสนอบัตรเครดิตจากธนาคาร หรือบัตรเสมือนของแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ แต่แก่นแนวคิดเบื้องหลังสโลแกนนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทว่าเป็นสิ่งที่มีมาช้านาน นั่นคือ “ความเชื่อใจ” ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ ซึ่งเป็นหัวใจของ “เครดิต” หรือความเชื่อถือเกี่ยวกับฐานะของบุคคลหนึ่งว่าสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดสัญญา บทความนี้จะพาย้อนกลับไปดูว่า ในอดีตมนุษย์สร้างระบบแห่งความเชื่อใจนี้ขึ้นมาได้อย่างไร และเมื่อใดที่ความเชื่อใจถูกทำลายจะมีวิธีจัดการกับหนี้เสียอย่างไรบ้าง

               แรกเริ่มเดิมทีนอกจากการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง (Barter System) เช่น คนหนึ่งจับปลาได้ อีกคนปลูกผักได้จึงนำมาแลกกัน ส่วนใหญ่สังคมมนุษย์โบราณไม่ได้มีระบบการจ่ายค่าตอบแทนกันในทันทีทันใด แต่มักเป็นสัญญาการพึ่งพาระยะยาว เป็นต้นว่าครอบครัวหนึ่งต้องการสร้างบ้าน ครอบครัวอื่น ในชุมชนจึงไปช่วย โดยมีความเชื่อใจกันว่าในอนาคตหากครอบครัวอื่น ๆ นั้นต้องการความช่วยเหลือบ้างพวกเขาจะได้รับการตอบแทน นี่คือรูปแบบพื้นฐานที่สุดของการ ‘มีเครดิต’ บางครั้งมีการบันทึกไว้ด้วยว่าแต่ละคนติด ‘หนี้น้ำใจ’ กันไว้เท่าไรแล้ว เช่น ในสมัยยุคหินเก่าตอนปลายช่วงประมาณ 40,000-10,000 ปีก่อน มีการวาดช่องตารางและขีดเครื่องหมายนับ (Tally Marks) บนกระดูกสัตว์ ซึ่งเป็นวิธีที่พบสืบต่อมาในหลายอารยธรรม แม้จนกระทั่งช่วงยุคกลางของยุโรปก็ยังใช้อยู่แต่พบเป็นขีดจำนวนหนี้บนแท่งไม้

               หลักฐานบันทึกเครดิตและหนี้ของคนในสังคมอย่างเป็นระบบที่เก่าแก่ที่สุดในโลกพบในเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน ที่เมืองอูรุก (Uruk) และบาบิโลน (Babylon) ศูนย์กลางการบริหารเศรษฐกิจคือ วิหาร ซึ่งกำหนดให้ชาวเมืองไปทำหน้าที่ใช้แรงงาน หรือส่งผลผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์มาเข้าหลวง แลกกับข้าวบาร์เลย์ ปลาแห้ง ผ้า หรือสิ่งของอุปโภคบริโภคอื่น ๆ บัญชีการแลกเปลี่ยนเหล่านี้จารึกไว้บนแผ่นดินเหนียวด้วยอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform) โดยวัดคุณค่าของเครดิตที่ผู้คนทำไว้ล่วงหน้า เทียบกับหนี้ที่หลวงติดค้างพวกเขา และแตกต่างกันไปตามน้ำหนักสิ่งของ เช่น ชาวไร่จะได้รับข้าว 8 กูร์ (เท่ากับ 200 ถังลิตร) ต่อปี ระบบนี้ทำให้คนมีเครดิตขอกู้สิ่งที่ต้องการแล้วค่อยมาใช้หนี้ทีหลังได้ ในส่วนการค้าภาคเอกชนก็มีการยินยอมให้ลูกค้าซื้อสินค้าไปใช้ก่อน แล้วค่อยจ่ายหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว รวมถึงออกเงินกู้ดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 20 ซึ่งสัญญาการคิดดอกเบี้ยแบบนี้พบว่ากำเนิดที่เมืองซูเมอร์ (Sumer) เป็นแห่งแรกในโลก

 

ภาพที่ 1: แผ่นดินเหนียวบันทึกการรับปศุสัตว์เข้าหลวง

แหล่งที่มาภาพ: Library of Congress. “Early Credit or Debt Document.” Library of Congress Digital Collections, 2047 B.C., https://www.loc.gov/resource/amedscd.2020741396_cf0027/?sp=1&r=-0.973,-0.152,2.947,1.422,0.

 

               อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดภัยแล้งพืชผลและปศุสัตว์ล้มตาย ชาวเมืองจำนวนมากมักไม่สามารถจ่ายค่าเช่าที่ดินและหนี้ได้ ทำให้ถูกยึดทรัพย์และครอบครัวตกเป็นทาสของเจ้าหนี้ที่มักเป็นพ่อค้า เจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าฐานันดรศักดิ์กลุ่มต่าง ๆ ฉะนั้นหากเกิดหนี้เสียมากเกินไป ก็ส่งผลให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือชนชั้นสูงจนอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อราชบัลลังก์ รวมถึงสภาพความเป็นอยู่โดยรวมถดถอย กษัตริย์จึงออกพระราชโองการล้างหนี้เสียเป็นระยะ ๆ มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น เมืองซูเมอร์เรียกว่า อมาร์กี (Amargi) เมืองบาบิโลนเรียกว่า มิชารุม (Misharum) เมืองอูร์ (Ur) เรียกว่า นิกซิซา (Nig-sisa) เป็นต้น เจ้าหนี้ต้องคืนทรัพย์สินและปล่อยลูกหนี้เป็นไททั้งหมด มิฉะนั้นจะถูกประหาร เฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi) แห่งบาบิโลนพบว่ามีการล้างหนี้เสียอย่างน้อย 4 ครั้งระหว่าง 1792-1762 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ยังทรงพยายามกำกับดูแลความสัมพันธ์ทางเครดิต ด้วยกฎหมายจัดการเรื่องการกู้ การค้ำประกัน การซื้อขายลูกหนี้ และบทลงโทษเมื่อผิดสัญญา แนวคิดเหล่านี้แพร่หลายไปในอียิปต์และอัสซีเรีย ทั้งยังส่งอิทธิพลต่อศาสนายิวและคริสต์ เช่น หนังสือเฉลยพระธรรมบัญญัติ (Deuteronomy) ของคัมภีร์พันธสัญญาเก่า สอนให้มีการยกหนี้ทุก 7 ปีสำหรับชาวอิสราเอล

 

ภาพที่ 2: พระเจ้าฮัมมูราบี (ประทับยืนทางซ้าย) ทรงรับพระลัญจกรจากชามาชเทพแห่งดวงอาทิตย์

แหล่งที่มาภาพ: World History Encyclopedia. “Hammurabi and Shamash.” World History Encyclopedia, 26 Apr. 2012., https://www.worldhistory.org/image/541/hammurabi-and-shamash/

 

               ครั้นเมื่อเข้าสู่ยุคกลาง สงครามครูเสดและการออกเหรียญเงินตราที่ไม่เพียงพอของรัฐต่าง ๆ ทำให้เอกชนมีบทบาทด้านการเงินสูงขึ้น สมาคมพ่อค้า (Merchant Guilds) ก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ยุคแรกที่ให้บริการเงินกู้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ เส้นทางการเดินทางจากยุโรปสู่กรุงเยรูซาเล็มที่กองทัพชาวคริสต์ยึดได้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1099 มีผู้แสวงบุญจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไป ทุกคนจำเป็นต้องกินต้องใช้ตลอดทาง แต่ไม่สะดวกพกเงินเพราะอาจถูกโจรปล้น คณะอัศวินเทมพลาร์ (The Knights Templar) หรือกลุ่มนักรบสงครามครูเสดภายใต้อำนาจคริสตจักร จึงริเริ่มให้คนมาฝากเงินที่โบสถ์แล้วรับเอกสารเครดิต (Letter of Credit) ติดตัวไว้เพื่อนำไปถอนเงินที่กรุงเยรูซาเล็มได้ ภายหลังก็ขยายการให้บริการด้านเงินกู้ ประกัน จำนำ รวมถึงนายหน้าซื้อขายที่ดินระหว่างราชวงศ์ ช่วยก่อโครงสร้างบริการทางการเงินแบบข้ามชาติที่มีความซับซ้อนมากขึ้นไปทั่วยุโรปและตะวันออกกลาง

               น่าเศร้าที่การแก้ปัญหาหนี้เสียของยุคสมัยนี้กลับไม่ราบรื่น หลังจากชาวมุสลิมยึดคืนกรุงเยรูซาเล็มได้ในปี ค.ศ. 1244 และอิทธิพลของคริสตจักรเสื่อมลง ลูกหนี้เสียคนสำคัญคือ พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส มีพระราชโองการให้จับอัศวินเทมพลาร์มาทรมาน และเผาประจานผู้นำอัศวินคือ ฌาคส์ เดอ โมเลย์ (Jacques de Molay) เพื่อจะได้ไม่ต้องชำระหนี้ ทั้งยังยึดทรัพย์ของเจ้าหนี้เข้าท้องพระคลังด้วย พร้อมกันนั้นพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 5 (Clement V) ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเหมือนกันก็ได้มีพระดำรัสให้ยุบคณะอัศวินเทมพลาร์ในปี ค.ศ. 1312

 

ภาพที่ 3: อัศวินเทมพลาร์ (ซ้าย) ใส่เสื้อคลุมไม่ย้อมสี คู่กับอัศวินโรงพยาบาลใส่เสื้อคลุมดำ

แหล่งที่มาภาพ: Hemmings, Jamie. “Stained Glass Window - Knights Templar and Hospitaller at Church of St. Andrew,

Temple Grafton, Warwickshire.” Ancient Wonders of Archaeology, Art History & Architecture Facebook Group, 26 Jul. 2019, https://www.facebook.com/groups/Archaeology.Prehistoric/posts/1373641516118387/.

 

               หลังบทบาทของโบสถ์ถูกปิดฉากลงไป พ่อค้ากลายเป็นคนกลุ่มเดียวที่ควบคุมระบบการเงินเอกชน และไม่นานก็พัฒนาเป็นเครือข่ายธนาคารพาณิชย์ที่มีหน่วยเงินตราเสมือนจริง (Virtual Currency) แต่ก่อน เวลาลูกค้าธนาคารพาณิชย์ฝากเงินหรือกู้เงินกับธนาคารใดก็ต้องถอนเงินและผ่อนคืนกับธนาคารนั้น แต่ช่วงปี ค.ศ. 1555 ลูกค้าฝากเงินกับธนาคารแล้วจะได้รับตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เป็นสกุลเงิน เอคู เดอ มาร์ค (Ecu de Marc) ซึ่งเป็นหน่วยเงินตราที่ไม่มีอยู่จริง ทว่าเครือข่ายธนาคารตกลงกันสร้างขึ้นมาไว้ใช้เฉพาะในทางบัญชีเท่านั้น ไม่มีการอ่อนหรือแข็งค่า และไม่อยู่ใต้อิทธิพลของกษัตริย์รัฐใดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบเดียวกับอัศวินเทมพลาร์ เมื่อลูกค้าเดินทางไปธนาคารเจ้าอื่นในประเทศอื่นก็สามารถยื่นตั๋วแลกเงินเพื่อรับเงินสกุลท้องถิ่น หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้

               นายธนาคารในยุคนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มฟลอเรนซ์ คือ ตระกูลซัลเวียตี (Salviati) และสตรอซซี (Strozzi) กับกลุ่มเยอรมันใต้ คือ ตระกูลฟูกเกอร์ (Fugger) และเวลเซอร์ (Welser) โดยมีศูนย์กลางที่เมืองลียง (Lyon) ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมืองนี้จัดงานแสดงสินค้าปีละ 4 ครั้ง พวกนายธนาคารจะมาตั้งโต๊ะสะสางบัญชีกันว่าลูกค้าของแต่ละเจ้าได้ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารอื่นหรือในต่างประเทศอย่างไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบกันเองทั้งหมดนี้เป็นรากฐานของระบบเครดิตปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการซื้อขายหนี้ ซึ่งนับเป็นวิธีการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแบบใหม่ กล่าวคือ หากมีลูกค้ามากู้เงิน ในมุมของลูกค้า สิ่งนี้คือ ‘หนี้’ แต่สำหรับธนาคารกลับเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างรายได้ในอนาคตจากดอกเบี้ย จึงมีมูลค่าซื้อขายได้ เช่น โดยปกติธนาคารอิตาลีปล่อยกู้ให้เฉพาะลูกค้าชาวอิตาเลียน หากอิตาลีเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้น หนี้ทั้งหมดอาจกลายเป็นหนี้เสีย ธนาคารจึงขายหนี้ชาวอิตาเลียนออกไปและซื้อหนี้ลูกค้าประเทศอื่น ๆ เข้ามาแทนเพื่อกระจายความเสี่ยง เป็นต้น หนี้ที่เริ่มไม่ดีก็สามารถจัดรวมกัน แล้วขายเพื่อเอาเงินสดในราคาถูกแก่นายทุนที่เต็มใจจัดการเจรจากับลูกหนี้เหล่านั้น ช่วยลดแรงกดดันที่จะเกิดหนี้เสียมากเกินไปจนกระทั่งธนาคารล้มหรือปล่อยกู้ต่อไม่ได้

 

ภาพที่ 4: เมืองลียง ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจศตวรรษที่ 15

แหล่งที่มาภาพ:. Bibliothèque nationale de France. Lyon Cité opulente située es confins de Bourgongne, Daulphiné & Savoye (1555). Artist: Nicolas Le Febvre, Wikimedia Commons. 1555, https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Lyon-1555.jpg.

 

               เครดิตและหนี้มีวงจรหมุนเวียนอยู่เบื้องหลังของระบบเศรษฐกิจในรูปแบบดังกล่าวเรื่อยมา แต่ยังไม่แพร่หลายมาถึงการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากนัก และไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างธนาคารกับกิจการร้านค้า หรือระหว่างร้านค้าด้วยกันเอง จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 19-20 การเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้า เช่น แฮร์รอดส์ (Harrods) และบลูมมิงเดลส์ (Bloomingdale’s) ทำให้เกิดการรวมฐานข้อมูลลูกค้าระหว่างร้านค้าต่าง ๆ และเกิดระบบสมาชิก ลูกค้าที่มาอุดหนุนห้างเป็นประจำจะได้รับแผ่นโลหะ (Charge Plate) ที่ตอกชื่อและหมายเลขของลูกค้าเป็นอักษรนูน ใช้ปั๊มกระดาษคาร์บอนได้สะดวกเวลาทำสำเนาใบเสร็จ ปกติแล้วห้างจะยินยอมให้ซื้อก่อนจ่ายทีหลังเมื่อสิ้นเดือน แผ่นโลหะนี้จึงนับว่าเป็นต้นแบบของบัตรเครดิตสมัยใหม่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ใช้ได้เฉพาะห้างนั้น ๆ

               ในปี ค.ศ. 1950 แฟรงก์ แมคนามารา (Frank McNamara) นักธุรกิจชาวอเมริกันก่อตั้งไดเนอร์ส คลับ (Diners’ Club) ออกบัตรเครดิตประจำตัว (Credit Identification Card) แก่สมาชิกนักธุรกิจที่มักพาลูกค้าไปเลี้ยงอาหารตามร้านหรูมีระดับ แล้วจ่ายเมื่อสิ้นเดือน แรกเริ่มสามารถใช้ได้ทุกร้านอาหารในเมืองนิวยอร์ก แล้วค่อย ๆ ขยายไปครอบคลุมร้านของขวัญ ดอกไม้ โรงแรม สถานบันเทิง อู่เช่ารถ ฯลฯ ซึ่งมีความเสี่ยงหากลูกค้าไม่จ่ายหนี้ ร้านค้าจะต้องรับการขาดทุนเอง ไดเนอร์ส คลับ เพียงแค่คัดกรองสมาชิกเบื้องต้นแต่ไม่ได้ช่วยรับประกัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1958 ธนาคารแห่งสหรัฐอเมริกา (Bank of America) ได้เข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการออกบัตรแบงค์อเมริการ์ด (BankAmericard) ใช้เป็นตัวกลางรับความเสี่ยงหนี้ไว้แทนเพื่อให้ร้านค้าได้รับชำระแน่นอน ภายหลังธนาคารขายลิขสิทธิ์บัตรนี้แก่ธนาคารอื่น ๆ ทั่วโลก และในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อเป็น บัตรวีซ่า (VISA) ดังที่นิยมกันอย่างแพร่หลายไร้พรมแดนในปัจจุบัน ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาวิธีป้องกันหนี้เสียด้วยการพิจารณาอาชีพ จำนวนหนี้สิน ประวัติการชำระหนี้ ฯลฯ ซึ่งเรียกโดยรวมว่าคะแนนเครดิต (Credit Score)

 

ภาพที่ 5: บัตรเครดิตประจำตัวของไดเนอร์ส คลับ

แหล่งที่มาภาพ: Smithsonian National Museum of American History. “Diners Club Card.” Smithsonian Institution, n.d., https://americanhistory.si.edu/collections/object/nmah_1445317.

 

               ในบริบททางประวัติศาสตร์ เครดิตเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังช่วยขับเคลื่อนการค้า ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และบรรเทาความไม่แน่นอนของรายได้ ทว่า หากเงื่อนไขเครดิตถูกใช้อย่างไม่มีสติ หรือไม่เป็นธรรม หนี้ที่เกิดขึ้นก็อาจบ่อนทำลายความมั่นคงทางสังคมอย่างกรณีการขายคนเป็นทาสในอดีต ตลอดจนปัญหาหนี้บัตรเครดิตในยุคปัจจุบันที่อาจทำให้ครอบครัวแตกแยกได้ไม่ต่างกัน ดังนั้น ก่อนใช้บัตรเครดิตทุกครั้งควรเข้าใจและตระหนักในเงื่อนไข ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความเชื่อใจในเกียรติและศักยภาพของมนุษย์ที่จะชำระหนี้ตามที่ตนสัญญา รับผิดชอบต่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

 

แหล่งข้อมูล

BBC News. “Who Invented Credit Cards?” BBC News, 20 Jan. 2017, https://www.bbc.com/news/business-38499883.

Chase. “A Brief History of Credit Scores.” JPMorgan Chase & Co., n.d., https://www.chase.com/personal/credit-cards/education/credit-score/history-of-credit-scores

Diners Club. “About Us: History.” Diners Club International, n.d., https://www.dinersclub.com/about-us/history

Gulliver, Katrina. “How Diners Club Sparked the Consumer Credit Revolution.” Foundation for Economic Education, 14 Feb. 2025, https://fee.org/articles/how-diners-club-sparked-the-consumer-credit-revolution/

Five Minute Finance. “The History of Credit Cards.” YouTube, 18 Jun. 2013, https://www.youtube.com/watch?v=LjQMdULevq4.

Graeber, David. “Debt: The First Five Thousand Years.” Long Now Foundation, 22 Apr. 2010, https://longnow.org/ideas/debt-the-first-five-thousand-years/.

Howarth, Stephen. The Knights Templar. New York, Dorset Press, 1982.

Nordio, Derek. “Knights Templar and Banking.” USA Knights Templar, 23 Jul. 2024., https://www.usaknightstemplar.org/post/knights-templar-and-banking.

Regenerative Economics. “6.1.2 History of Money Systems.” Regenerative Economics Textbook, n.d., https://www.regenerativeeconomics.earth/regenerative-economics-textbook/6-money-and-finance/6-1-what-is-money/6-1-2-history-of-money-systems.

The Holy Bible. New King James Version. Deuteronomy 15:1–11, https://www.bible.com/bible/114/DEU.15.1-11.NKJV.

Toussaint, Eric. “The Long Tradition of Debt.” Committee for the Abolition of Illegitimate Debt, 24 Dec. 2024., https://www.cadtm.org/The-Long-Tradition-of-Debt.

Vaughan, Don. "Visa Inc.." Encyclopedia Britannica, 23 Dec. 2025, https://www.britannica.com/money/Visa-Inc.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ