Museum Core
อาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด มนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมของกัวลาลัมเปอร์
Museum Core
30 เม.ย. 69 3
ประเทศมาเลเซีย

ผู้เขียน : รหัท กิจจริยภูมิ

               ทุกครั้งที่นาฬิกาบนอาคารเก่าแก่กลางจัตุรัสแห่งหนึ่งตีบอกเวลา มันไม่ได้บอกเพียงโมงยามของวัน หากแต่ยังสะท้อนประวัติศาสตร์ที่ผันผ่านของเมืองนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงมีอาคารไม่กี่แห่งในมาเลเซียที่เคยเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางอำนาจในยุคอาณานิคม เวทีประกาศเอกราชของชาติ และฉากหลังของภาพถ่ายในโซเชียลมีเดียของผู้คนในปัจจุบัน ดังเช่นอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด (Sultan Abdul Samad Building) แลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

 

ภาพที่ 1 อาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด

 

               อาคารแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ อาร์เธอร์ ชาร์ลส์ อัลเฟรด นอร์แมน (A.C. Norman) แห่งกรมโยธาธิการรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษในมาลายา นอกจากนี้นอร์แมนยังออกแบบสถานที่สำคัญใกล้เคียง เช่น สโมสรเซลังงอร์ (Royal Selangor Club) โบสถ์เซนต์แมรี (St. Mary’s Church) และหอสมุดกัวลาลัมเปอร์อีกด้วย โดยเดิมทีรัฐบาลมีแผนสร้างอาคารนี้บริเวณถนนบลัฟฟ์ (Bluff Road ปัจจุบันคือถนนจาลัน บูกิต อาเมน) บนเนินเขาที่มองเห็นสนามปาดัง (Padang ปัจจุบันคือจัตุรัสเมอร์เดกา) อย่างไรก็ตาม ด้วยความต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ประกอบกับเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงความยากลำบากในการเดินขึ้นลงเนินเขา จึงเปลี่ยนมาสร้างบนพื้นที่ราบด้านล่างแทน

 

ภาพที่ 2 ภาพถ่ายอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัดในช่วงทวรรษ 1950-1959

แหล่งที่มาภาพ: https://www.nas.gov.sg/archivesonline/photographs/record-details/7297d118-066d-11ed-8113-005056a7c0ea

 

 

               การก่อสร้างเริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1894 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1897 ในช่วงแรกอาคารถูกใช้เป็นสำนักงานบริหารของรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ หรือสำนักงานรัฐบาล (Government Offices) เพื่อรองรับการบริหารงานของสหพันธรัฐมลายู (Federated Malay States) ต่อมาหลังการประกาศเอกราชจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "อาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด" ในปี ค.ศ. 1974 เพื่อเป็นเกียรติแก่สุลต่านแห่งรัฐเซลังงอร์ผู้ครองราชย์ในช่วงที่ก่อสร้างอาคาร โดยอาคารก่อสร้างด้วยอิฐสีแดง โดดเด่นด้วยหอคอยสามแห่งที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนสถาปัตยกรรมสไตล์ อินโด-ซาราเซน (Indo-Saracenic) ซึ่งผสมผสานศิลปะแนวอิสลามจากอินเดีย (Mughal) เข้ากับโครงสร้างอาคารแบบตะวันตกที่นิยมในยุควิกตอเรียน ตัวอาคารมีความสูง 2 ชั้น มีแผนผังอาคารคล้ายอักษรตัว F ส่วนที่ยื่นออกมาด้านหน้าอาคารที่หันเข้าหาจัตุรัสเมอร์เดกา เพื่อแสดงความสง่างามของแนวระเบียงและซุ้มโค้งต่อสายตาผู้คน

 

ภาพที่ 3 ผังโครงสร้างอาคารที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร F

แหล่งที่มาภาพ: https://etheses.whiterose.ac.uk/id/eprint/14839/2/389486_vol2.pdf

 

ภาพที่ 4 หอนาฬิกากลางของอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด

 

               องค์ประกอบของอาคารที่โดดเด่นที่สุดเป็น “หอนาฬิกากลาง” ที่มีความสูงจากพื้นดิน 41.2 เมตร ตั้งตระหง่านสร้างทัศนียภาพที่สวยงามและสมมาตร หอนาฬิกามีหน้าปัดบอกเวลาทั้งสี่ด้าน และยอดบนสุดประดับด้วยโดมรูปหัวหอมสีทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อีกทั้ง ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่คอยบอกเวลามาตรฐาน และมีหอคอยที่สูงเตี้ยกว่าสองหออยู่ขนาบหอนาฬิกา มีระฆังและบันไดภายใน

               หอนาฬิกาของอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด ตีระฆังครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1897 เพื่อเฉลิมฉลองขบวนพาเหรดครบรอบราชาภิเษกของควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria) โดยระฆังตีบอกเวลาทุกชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมง เช่น 1 นาฬิกา ตี 1 ครั้ง 2 นาฬิกา ตี 2 ครั้ง และยังมีการตี 1 ครั้งในช่วงครึ่งชั่วโมง (นาทีที่ 30) ซึ่งระบบนี้ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

 

ภาพที่ 5 พิธีประกาศเอกราชของสหพันธ์รัฐมลายู โดยตวนกู อับดุล ระห์มาน

นายกรัฐมนตรีคนแรก เป็นผู้นำในการประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร

แหล่งที่มาภาพ: https://umlibguides.um.edu.my/c.php?g=934135&p=6753284

 

               นอกจากเป็นศูนย์กลางการบริหารของรัฐบาลอาณานิคมหลายทศวรรษแล้ว อาคารแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มาเลเซีย เมื่อได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1957 พื้นที่สนามปาดังด้านหน้าอาคารถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ดาตารัน เมอร์เดกา (Dataran Merdeka) หรือจัตุรัสเอกราช

               วินาทีประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อเข็มนาฬิกาบนหอคอยบรรจบที่เลขสิบสอง ในคืนวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1957 ธงยูเนียนแจ๊ค (Union Jack) ของอังกฤษถูกลดลงเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางเสียงระฆังที่ดังกึกก้อง จากนั้นธงมลายาก็ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสาเป็นครั้งแรก นับเป็นการสิ้นสุดการเป็นรัฐอาณานิคมภายใต้รปกครองของจักรวรรดิอังกฤษอย่างสมบูรณ์ และก้าวสู่จุดเริ่มต้นแห่งอิสรภาพในฐานะประเทศเอกราชอย่างเต็มตัว

               ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984 ถึง 2003 อาคารสุลต่านอับดุลซาหมัดเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกระบวนการยุติธรรมของมาเลเซีย โดยเป็นที่ตั้งของศาลระดับสูง ทั้งศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court) และศาลอุทธรณ์ (Court of Appeal) รวมถึงที่ทำการของศาลสูงมาลายา (High Court of Malaya) จนถึงปี ค.ศ. 2007

 

ภาพที่ 6 บรรยากาศภายในอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัดโซนร้านกาแฟ

แหล่งที่มาภาพ: https://www.eatdrinkkl.com/posts/snapshot/royal-selangor-gallery-sultan-abdul-samad-building

 

ภาพที่ 7 บรรยากาศภายในอาคารสุลต่านอับดุลซาหมัดโซนพิพิธภัณฑ์

แหล่งที่มาภาพ:

https://www.thestar.com.my/metro/metro-news/2026/02/24/turning-the-page-on-heritage-landmark

 

               ปัจจุบันอาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะและวัฒนธรรม และกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย ทั้งนี้ เมื่อต้นปี ค.ศ. 2026 อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ได้กลับมาเปิดต้อนรับสาธารณชนอีกครั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หลังจากปิดเพื่อซ่อมบูรณะนานถึง 11 เดือน

               จากโครงสร้างตึกเก่า ภายในอาคารได้ถูกเนรมิตใหม่ให้เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวา มีร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายชุดพื้นเมืองอย่าง ย่าหยาเคบาย่า (Nyonya Kebaya) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวเปอรานากัน และมีนิทรรศการเล่าเรื่องราวการเดินทางของกัวลาลัมเปอร์ จากเมืองเหมืองแร่ดีบุกสู่การเป็นเมืองหลวงหลังได้รับเอกราช เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเดินสำรวจและดื่มด่ำกับสถาปัตยกรรมและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของอาคารเก่าแก่อายุกว่า 120 ปี หลังนี้

 

ข้อมูลอ้างอิง

Ahmad, A. G. (1997). Chronological biography of Arthur Charles Alfred Norman. Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society. https://bangi.pulasan.my/_media/laman/chronological_biography_of_norman.pdf

Chandy, A. M. (2026, January 31). More than a backdrop: Life inside Bangunan Sultan Abdul Samad. Warisan Kuala Lumpur. https://www.warisankl.my/story-worthy-moments/more-than-a-backdrop

River of Life Kuala Lumpur. (2022, August 4). Sultan Abdul Samad Building. https://rolkl.jwp.gov.my/en/posts/bangunan-sultan-abdul-samad

The Straits Times. (2018). Once housing British rulers, heritage buildings in KL draw crowds as living history lessons. https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/once-housing-british-rulers-heritage-buildings-in-kl-draw-crowds-as-living-history-lessons

Yahya, N. A. (2017). The British colonial administrative buildings in Malaysia. Academia.edu. https://www.academia.edu/33733480/THE_BRITISH_COLONIAL_ADMINISTRATIVE_BUILDINGS_IN_MALAYSIA

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ