ศรีลังกา เป็นประเทศเกาะขนาดเล็กแห่งแดนเอเชียใต้ แม้อยู่ใกล้ชิดกับประเทศอินเดียกลับมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะการนับถือศาสนา ด้วยมีชาวลังกา (ชาวสิงหล) นับถือศาสนาพุทธมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์และเป็นศาสนาหลักของประเทศ อีกทั้งมีฐานรากทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนามายาวนาน และมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับพุทธศาสนาในประเทศไทยมาแต่ครั้งสมัยโบราณ ทำให้ศรีลังกาได้รับอิทธิพลด้านพุทธศาสนาจากไทย ก่อเกิดรูปแบบศิลปะวัฒนธรรมประจำชาติและสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน
กำเนิดพุทธศาสนาในศรีลังกามีลักษณะคล้ายกันกับประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์แห่งชมพูทวีป ทรงส่งคณะศาสนทูตออกเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ เพื่อเผยแผ่ศาสนาพุทธเมื่อประมาณ พ.ศ. 236 โดยคณะศาสนทูตเดินทางมาถึงลังกาในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ (Devanampiya Tissa) กษัตริย์ของลังกาขณะนั้น และเป็นพระสหายกับพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาและต้อนรับพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทำให้ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรือง
ทว่า อีกหลายร้อยปีให้หลัง ประเทศศรีลังกามีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอยู่บ่อยครั้งที่เกิดจากการโค่นล้มของราชวงศ์ทมิฬ (Tamil Dynasties) ทำให้ศาสนาพุทธทั้งเจริญและเสื่อมถอย ตลอดจนถูกรุกรานยึดครองดินแดนจากชาติตะวันตกอย่างโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ และพยายามเปลี่ยนความเชื่อให้ประชาชนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ รวมถึงกีดกันพุทธศาสนาอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม หลังประเทศศรีลังกาได้รับเอกราช ประชาชนยังมุ่งมั่นฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กลับมาจนเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่มั่นคงในพุทธศาสนาของชาวสิงหลอย่างแท้จริง
นับได้ว่าศรีลังกาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นหมุดหมายการเดินทางแสวงบุญของพุทธศาสนิกชน มีศาสนสถานที่สำคัญอยู่หลายแห่ง อาทิ วัดศรีดาลาดะ มาลิกาวะ (Sri Dalada Maligawa) เมืองแคนดี้ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) วัดถ้ำดัมบุลลา (Dambulla Cave Temple) วัดเก่าแก่ที่ยูเนสโก้ประกาศแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลก เป็นต้น ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยือนวัดกังการามายะ (Gangaramaya) ในเมืองโคลัมโบ สังเกตเห็นว่าวัฒนธรรมของชาวพุทธแม้ต่างดินแดนก็มิได้แปลกแยก และมีหลายอย่างที่น่าสนใจและเรียนรู้
การเข้าไปกราบสักการะไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยาก หลังซื้อดอกบัวช่อหนึ่งเสร็จก็เริ่มต้นด้วยการถอดรองเท้าตรงทางเข้าดังเช่นชาวพุทธปฏิบัติกัน แม้ต้องเดินเท้าเปล่าเพื่อขึ้นไปกราบพระบนเขาและทางเดินเต็มไปด้วยหินตะปุ่มตะป่ำ ชาวสิงหลก็ยินดีปฏิบัติด้วยใจศรัทธา เมื่อเดินถึงทางเข้าวัดหรืออุโบสถ นอกจากราชสีห์หรือพญานาคที่มักสร้างขนาบสองข้างทางตามความเชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องพุทธสถานแล้ว หากสังเกตบนพื้นวัดบางแห่งในศรีลังกาจะมีแท่นหินแกะสลักลวดลายวิจิตรทรงครึ่งวงกลม สิ่งนี้เรียกว่า “ซันดาคาดา ปาฮานา” (Sandakada Pahana) หรือ “ศิลาจันทร์” หากแปลความตามคำศัพท์ ประติมากรรมโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของศรีลังกา นิยมสร้างในช่วงปลายสมัยอาณาจักรอนุราธปุระ (Anuradhapura พ.ศ. 106-พ.ศ. 1560) ศิลาจันทร์สื่อความหมายถึงวัฏฏะสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด และการหลุดพ้นไปสู่นิพพาน

ภาพที่ 1 ศิลาจันทร์
บนแผ่นหินครึ่งวงกลมทำจากหินแกรนิตมีการแกะสลักลวดลายนูนต่ำปรากฏเป็นวงรัศมีซ้อนกันเป็นชั้น และมีรายละเอียดลวดลายที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น ส่วนใหญ่ลวดลายที่ปรากฎมีลักษณะดังนี้ เริ่มจากวงชั้นที่ 1 (ชั้นนอกที่สุด) เป็นลายเปลวไฟ หมายถึง ความทุกข์ที่ทำให้มนุษย์ติดอยู่ในวัฏฏะสงสาร ชั้นที่ 2 เป็นลายสัตว์สี่ชนิด (ช้าง ม้า สิงโต วัว) หมายถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ชั้นที่ 3 เป็นลายเถาวัลย์ หมายถึง กิเลสตัณหา ชั้นที่ 4 เป็นลายหงส์ หมายถึง ตัวแทนของปัญญา ผู้รู้ดีรู้ชั่ว และชั้นที่ 5 (ชั้นในสุด) เป็นลายดอกบัว หมายถึง ความบริสุทธิ์ การรู้แจ้ง หรือตรัสรู้ ดังนั้นการก้าวเท้าผ่านแผ่นศิลาจันทร์จึงอาจเปรียบได้กับการก้าวไปยังดินแดนของพระผู้เป็นเจ้า หรือการบรรลุพระนิพพานนั่นเอง
เมื่อเข้าสู่ด้านใน สถาปัตยกรรมของวัดอาจไม่มีลักษณะโดดเด่น หรือแบ่งสัดส่วนชัดเจนดังวัดขนาดใหญ่ของไทย ทว่าผู้เขียนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ชวนให้จิตใจรู้สึกสงบ ด้านในวัดมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ และพระพุทธรูปบางส่วนมีลักษณะพุทธศิลป์แบบไทยที่คนไทยคุ้นชินตา บางส่วนมีลักษณะพุทธศิลป์แบบจีน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวัดกังการามายะ
นอกจากวิหารแล้ว วัดนี้มีจัดพื้นที่บางส่วนเป็นพิพิธภัณฑ์ เก็บรวบรวมวัตถุโบราณ และพระพุทธรูปหลากหลายสัญชาติ รวมถึงมีรูปจำลองพระแก้วมรกต (Lord of Buddha Made out of Jade) ฝีมือของช่างศิลป์ชาวไทย โดยกรมศิลปากรไทยถวายให้วัดเนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของพุทธศาสนาระหว่างประเทศศรีลังกาและประเทศไทยที่สืบเนื่องยืนยาวมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ครั้งที่ไทยได้ขออัญเชิญพระเถระชาวลังกาให้มาเผยแผ่พุทธศาสนาจนเกิดเป็นนิกายลังกาวงศ์ ต่อมาเมื่อคราวที่พุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมลง คณะสงฆ์จากไทยได้เดินทางไปศรีลังกาเพื่อช่วยบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุถึง 3,000 รูป เกิดเป็นคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ จวบจนปัจจุบันทั้งสองประเทศยังคงส่งคณะพระธรรมทูตเดินทางไปมาหาสู่กัน และกระทรวงต่างประเทศไทยยังได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายที่วัดในศรีลังกาอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้การพบพระพุทธรูปแบบไทยในประเทศศรีลังกาจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด

ภาพที่ 2 รูปจำลองพระแก้วมรกต ณ วัดกังการามายะ
ภายในพระวิหารมีประดิษฐานพระพุทธรูปตรงกลางเป็นองค์พระประทาน ผนังโดยรอบตกแต่งด้วยภาพวาดเล่าเรื่องพุทธประวัติและรูปปั้น ในการสักการะพระพุทธ ชาวสิงหลมักนำดอกไม้ที่เตรียมมาเด็ดให้เหลือเพียงส่วนยอดและนำมาวางไว้บนแท่นบูชา แล้วจึงพนมมือกล่าวคำบูชา ภาพที่เห็นบนแท่นเบื้องหน้าพระพุทธรูปจึงเต็มไปด้วยดอกบัวและดอกไม้หลากสีสันทั้งเล็กใหญ่เรียงรายรวมกันดูสวยงามไม่น้อย

ภาพที่ 3 ดอกไม้ที่วางถวายเป็นพุทธบูชา
หลังกราบพระขอพรเสร็จไม่ทันไร ผู้เขียนก็ได้ยินเสียงกลองดังขึ้นด้วยท่วงทำนองระทึกใจ เมื่อหันมองตามเสียงดนตรีก็พบว่ามีนักดนตรีชายสามในชุดแต่งกายดูแปลกตา สวมผ้านุ่งสีขาว มีผ้าผูกเอวสีแดงพร้อมผ้าโพกหัว และสะพายเครื่องดนตรีไว้ด้านหน้า พวกเขาเป็นนักดนตรีประจำในงานพิธีทางพุทธศาสนาของศรีลังกา ในพิธีทั่วไปมีเครื่องดนตรีประกอบ 3 ชิ้น โดยมีมือกลองสองคน และคนเป่าปี่หนึ่งคน (คล้ายปี่ไฉน)
ในการบรรเลง มือกลองคนแรกจะสะพายกลองเดี่ยวทรงกระบอกหนาที่เรียกว่า ดาวูลา (Davula) ใช้มือตีให้เสียงดังอึกกะทึกราวกับฟ้าร้อง ส่วนมือกลองคนที่สองสะพายกลองคู่ มีขนาดเล็กกว่ากลองชนิดแรกและมีโทนเสียงแหลมกว่า เรียกว่า ธัมมัตธัมมา(Tammattama) ผู้เล่นจะใช้ไม้ตี 2 อัน หัวไม้จะมีลักษณะโค้งงอทำจากหวาย และคนเป่าปี่ที่มีรูปทรงคล้ายปี่ไฉน เลาปี่ทำจากไม้เจาะ 5 รู ส่วนปลายทำจากโลหะมีลักษณะบานออก เรียกว่า โหราเนวา (Horanewa) ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของศรีลังกา โดยเสียงดนตรีใช้เพื่อประกอบศาสนพิธีและสร้างบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ และจังหวะทำนองของดนตรีเป็นสื่อในการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับพุทธธรรมให้ผู้มาสักการะบูชา

รูปที่ 4 นักดนตรีในวิหาร
อันที่จริงวัฒนธรรมการตีกลองของศรีลังกามีมานานแล้ว ปรากฎอยู่ในวิถีเดิมของชาวพื้นเมือง ก่อนมีการปรับรูปแบบและพัฒนาขึ้นเมื่อได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา จนกลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในศาสนพิธีเรื่อยมา นอกจากนี้การตีกลองยังถูกปรับใช้ในบริบทอื่นด้วย เช่น บรรเลงประกอบการเต้นในขบวนแห่ตามประเพณีหรือเทศกาล ตลอดจนงานมงคลอย่างงานแต่งงาน อีกทั้งการแสดงกลองพิธียังนับเป็นรูปแบบการแสดงประจำชาติอีกด้วย
หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนวัดในศรีลังกาก็อาจคุ้นเคยกับบรรยากาศ หรือรู้สึกถึงความเหมือนและความต่างระหว่างพระพุทธศาสนาของศรีลังกาและไทยที่มีความเชื่อมโยงผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต แม้มีรูปแบบศิลปะวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังคงยึดมั่นในแก่นของพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างมั่นคงเช่นเดียวกัน
แหล่งที่มา
Indika Tikiribandara Weerakoon. (2023).Traditional Drumming in Sri Lanka: It's Contribution to Communication in the Buddhist Context. https://www.researchgate.net/publication/379179033_Traditional_Drumming_in_Sri_Lanka_It's_Contribution_to_Communication_in_the_Buddhist_Context
The Embassy and Permanent Mission of the Democratic Socialist Republic of Sri Lanka
Bangkok, Kingdom of Thailand. (no date). Political, Religious & Cultural (Thailand).
https://bangkok.embassy.gov.lk/political-relations-thailand/
No name. (no date). Sandakada Pahana. https://lakpura.com/pages/sandakada-pahana
Wikicontributors. (2025). Sandakada Pahana. https://en.wikipedia.org/wiki/Sandakada_pahana
Somdet Phra Buddhaghosacariya (P.A. Payutto). (no date). พระพุทธศาสนาในศรีลังกา. https://www.watnyanaves.net/en/book-reading/289/11