Fun Facts on Muse
เรื่องเล่าแห่งเลห์: พิพิธภัณฑ์บนเส้นทางการค้า
Fun Facts on Muse
04 ก.พ. 69 26

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

ในอดีต เมืองเลห์ในภูมิภาคลาดักห์ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เคยเป็นจุดสำคัญบนเส้นทางการค้าคาราวานที่เชื่อมเอเชียกลาง ทิเบต แคชเมียร์ และอินเดีย ผู้คน สินค้า และวัฒนธรรมเดินทางผ่านเส้นทางภูเขาสูงเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ก่อนที่การค้าจะค่อย ๆ ยุติลงในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 จากการเปลี่ยนแปลงพรมแดนของรัฐสมัยใหม่ ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่ระบบการเดินทางสมัยใหม่ เส้นทางคาราวานจึงค่อยหมดบทบาทไป แต่ยังคงทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมในหลายระดับ

อาคารพิพิธภัณฑ์เอเชียกลางที่เมืองเลห์ ออกแบบโดย André Alexander แห่ง Tibet Heritage Fund (THF) มีลักษณะเป็นอาคารทรงหอคอยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมป้อมแบบลาดักห์–ทิเบตดั้งเดิม ดังที่เห็นจากรูปทรงอาคารสูงผนังหนา ก่อด้วยหินเรียงเป็นชั้นอย่างแข็งแรง และมีช่องหน้าต่างขนาดเล็กเป็นช่วง ๆ เพื่อเหมาะกับภูมิอากาศภูเขา ส่วนชั้นบนเป็นโครงสร้างไม้ยื่นพร้อมระเบียงโปร่งโดยรอบ ช่วยรับแสงและเปิดมุมมองสู่ภูมิทัศน์ภายนอก
(ภาพ: Tibet Heritage Fund. (n.d.). Central Asian Museum building, Leh [Photograph]. https://www.tibetheritagefund.org/_obj/?r=155&c=0&o=1&cc=210810145550)

เรื่องราวของเส้นทางคาราวานเหล่านี้ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา แต่กลับมาเล่าใหม่ผ่านพื้นที่เรียนรู้ร่วมสมัย คือ “พิพิธภัณฑ์เอเชียกลาง” ที่เมืองเลห์ ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2016  อาคารพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในสวน Tsas Soma ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของคาราวานซาไร (ที่พักกองคาราวาน) และยังเชื่อว่าเป็นบริเวณที่มีมัสยิดแห่งแรกของเมืองที่ก่อตั้งโดยพ่อค้ามุสลิมในคริสต์ศตวรรษที่ 17

จากเส้นทางการค้าสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์

โครงการพิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบและก่อสร้างโดยกองทุนมรดกทิเบต หรือ Tibet Heritage Fund (THF) ร่วมกับ Leh Old Town Initiative (LOTI) โดยแนวคิดอาคารหลักได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารร่วมสมัยที่ตีความจากรูปแบบ “หอคอยป้อม” แบบหิมาลัย แผนผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีช่องเปิดกลางอาคารให้แสงธรรมชาติส่องผ่านทั้งสี่ชั้น และมีทางเดินวนรอบเชื่อมไปยังบันไดในแต่ละระดับ รูปแบบเพดานลายเรขาคณิตและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอ้างอิงถึงสถานที่ประกอบศาสนกิจของพุทธ ฮินดู และอิสลาม

ลักษณะภายในอาคารแต่ละชั้นออกแบบต่างกันตามแบบศิลปะภูมิภาค ได้แก่ ชั้นล่างใช้รูปแบบราชสำนักลาดักห์ดั้งเดิมที่ได้แรงบันดาลใจจากหอคอยพระราชวัง Tsemo ในเลห์ ชั้นที่สองสะท้อนศิลปะแคชเมียร์ยุคต้นพร้อมเสาทรงเซาะร่องที่ได้รับอิทธิพลจากแบคเตรีย ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนโบราณในเอเชียกลาง) อิทธิพลทางศิลปะดังกล่าวจึงสะท้อนการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของภูมิภาคเส้นทางการค้า ชั้นที่สามเป็นรูปแบบทิเบตคลาสสิก นับเป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของทิเบตที่พบในวัดและบ้านชนชั้นสูง โดยเน้นงานไม้และลวดลายแกะสลัก และชั้นบนสุดเป็นสไตล์บัลติสถาน อันหมายถึงศิลปะจากภูมิภาคภูเขาทางตอนเหนือของหิมาลัย ที่เด่นด้วยหัวเสาเรียวยาวและลายแกะสลักลายดอกไม้

กระบวนการออกแบบและก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เอเชียกลางดำเนินไปผ่านการทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่น โดยใช้แบบจำลองอาคารและวัสดุจริงเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความเห็น หน้างานจึงเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ออกแบบและชุมชน เพื่อให้รูปแบบสถาปัตยกรรมสอดคล้องกับภูมิปัญญาการก่อสร้างของลาดักห์
(ภาพ: Tibet Heritage Fund. (n.d.). Design workshop with local craftsmen for the Central Asian Museum [Photograph]. https://www.tibetheritagefund.org/_obj/?r=155&c=0&o=4&cc=210810145604)

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นวัสดุท้องถิ่น ได้แก่ หิน ไม้ และดิน ผนังก่อด้วยหินแกรนิตจากหมู่บ้านเชย์ ยึดด้วยปูนดินแบบดั้งเดิมที่ช่วยให้ผนังมีความยืดหยุ่นต่อแรงสั่นสะเทือน เนื่องจากภูมิประเทศแถบหิมาลัยเป็นเขตภูเขาสูงตามแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก จึงมีโอกาสเกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นระยะ รายละเอียดการแกะสลักทำในพื้นที่จริง มีการนำชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเก่าที่ชุมชนบริจาค เช่น ทับหลังและหน้าต่างโบราณ มาติดตั้งรวมอยู่ในอาคาร

วัตถุและความทรงจำ

ภายในนิทรรศการ การจัดแสดงนำเสนอเรื่องราวของเส้นทางการค้าภูเขาผ่านของสะสมที่สะท้อนชีวิตผู้คนในอดีต ทั้งเครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือหิน วัตถุโลหะสำริด เหรียญโบราณ ต้นฉบับ และภาพถ่ายหายาก วัตถุเหล่านี้ช่วยต่อภาพให้เห็นว่าเลห์เคยเป็น “ชุมทาง” สำคัญ ที่ผู้เดินทางจากหลายภูมิภาคนำสินค้า ความรู้ และวัฒนธรรมมาแลกเปลี่ยนกันข้ามเทือกเขาหิมาลัย เนื้อหาการจัดแสดงไม่ได้มองวัตถุเป็นเพียงของโบราณ แต่ใช้เป็นหลักฐานเพื่อเล่าชีวิต การเดินทาง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนบนเส้นทางการค้า

ข้อมูลและวัตถุจำนวนไม่น้อยเชื่อมโยงกับการลงพื้นที่สำรวจในช่วงปี 2009–2010 ของคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ ที่เดินทางไปยังหมู่บ้านตามเส้นทางการค้าเดิมสู่ยาร์คันด์ เช่น เขตนูบร้าและชุมชนปลายทางต่าง ๆ การเก็บข้อมูลเน้นทั้งเรื่องเล่าจากผู้คนในพื้นที่และของใช้จริงที่ยังคงเก็บรักษาอยู่ ทำให้เห็นภาพวัฒนธรรมการเดินทางที่ผู้คนต่างความเชื่อสามารถอยู่ร่วมและพึ่งพากันได้ในภูมิประเทศเดียวกัน หลายครอบครัวยังร่วมบริจาควัตถุมีค่าที่สืบทอดกันมา เพื่อให้เรื่องราวการค้ารุ่นก่อนถูกบอกเล่าต่อในพื้นที่สาธารณะ

พิพิธภัณฑ์ครัวลาดักห์จำลองพื้นที่ครัวแบบบ้านท้องถิ่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิตประจำวัน ภายในจัดวางเตาดินกลางห้อง ชั้นวางภาชนะโลหะ เครื่องครัว และพื้นที่นั่งล้อมเสา เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจบรรยากาศการใช้ชีวิต การต้อนรับ และวัฒนธรรมการดื่มชาแบบลาดักห์ผ่านประสบการณ์ใกล้ชิด
(ภาพจาก Tibet Heritage Fund. (n.d.). Ladakhi Kitchen Museum interior [Photograph]. https://www.tibetheritagefund.org/_obj/?r=155&c=0&o=36&cc=211014130927)

นอกจากพื้นที่จัดแสดงหลักแล้ว ภายในโครงการยังมีส่วน “พิพิธภัณฑ์ครัวลาดักห์” ที่ออกแบบให้เป็นครัวแบบบ้านท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศของพื้นที่ที่ถือเป็นหัวใจของชีวิตครอบครัวในภูมิภาคนี้ อาคารเป็นแบบชั้นเดียว สร้างด้วยวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในลาดักห์ ตามแนวคิดของนักวิชาการท้องถิ่นและทีมผู้ออกแบบ โดยจัดวางองค์ประกอบตามรูปแบบครัวพื้นบ้าน เช่น เตาดินกลางห้อง ชั้นวางเครื่องครัว ม้านั่งเตี้ย และพื้นที่นั่งล้อมเสา ภายในยังปรับให้ทำหน้าที่คล้ายเรือนรับรองขนาดย่อม ที่ผู้มาเยือนสามารถชิมชาและของว่างแบบท้องถิ่นได้ พร้อมมีลานดาดฟ้าและชานไม้เปิดโล่งสำหรับพักผ่อนกลางอากาศ

พิพิธภัณฑ์เอเชียกลางที่เลห์จึงไม่ใช่เพียงอาคารจัดแสดง แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่ทำงานเคียงข้างนักวิชาการและช่างฝีมือท้องถิ่น การเลือกใช้วัสดุพื้นถิ่น และการก่อสร้างโดยแรงงานในชุมชน ไปจนถึงการจัดเวิร์กช็อปฝึกอบรมเรื่องการบริหารพิพิธภัณฑ์และการจัดนิทรรศการ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถดูแลและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ได้ด้วยตนเอง  การมีส่วนร่วมของตัวแทนหลายกลุ่มชาติพันธุ์สะท้อนว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพื้นที่ร่วมของความรู้ ความทรงจำ และความภาคภูมิใจของชุมชนอย่างแท้จริง

ภาพปก: พิพิธภัณฑ์เอเชียกลาง เมืองเลห์ เป็นอาคารหอคอยหินสี่ชั้นทรงสอบ สร้างขึ้นในยุคปัจจุบันโดยอ้างอิงรูปแบบคฤหาสน์ประวัติศาสตร์จากลาซา และตั้งอยู่บนพื้นที่ค่ายคาราวานเดิม ภายในจัดแสดงบทบาทของเมืองเลห์ในเครือข่ายการค้าเส้นทางสายไหม ครอบคลุมภูมิภาคลาดักห์ เตอร์กิสถานจีน และทิเบต (Wikimedia Commons contributors. (n.d.). Central Asian Museum, Leh 01. Wikimedia Commons.https://commons.wikimedia.org/wiki/Category:Central_Asian_Museum#/media/File:Central_Asian_Museum,_Leh_01.jpg)

แหล่งข้อมูล

Asian Coalition for Housing Rights. (2015, December). Central Asian Museum inaugurated in Leh (PDF). http://achr.net/upload/files/THF%20Museum%20Dec%202015%20X_compressed.pdf

Central Asian Museum, Leh. (n.d.). Introductionhttps://www.centralasianmuseumleh.com

Stok Palace Heritage. (n.d.). Central Asian Museum, Lehhttps://stokpalaceheritage.com/blog/centeral-asian-museum-leh/

Tibet Heritage Fund. (n.d.). Central Asian Museum, Lehhttps://www.tibetheritagefund.org/page/?r=155

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ