Fun Facts on Muse
อุโมงค์แห่งความหวัง : ทางรอดใต้รันเวย์
Fun Facts on Muse
18 ก.พ. 69 7

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

ใต้รันเวย์ของสนามบินนานาชาติในกรุงซาราเยโว มีทางเดินใต้ดินแคบระดับอกที่ครั้งหนึ่งเคยแบกรับความอยู่รอดของผู้คนทั้งเมือง เมืองหลวงของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แห่งคาบสมุทรบอลข่านนี้เคยถูกปิดล้อมยาวนาน จนแทบไม่เหลือทางเชื่อมกับโลกภายนอก เส้นชีวิตที่พลิกสถานการณ์คือ Tunnel of Hope หรือ อุโมงค์ที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า “ทูเนล สปาซา” สร้างขึ้นอย่างลับ ๆ เมื่อ พ.ศ. 2536 ทำหน้าที่เชื่อมพื้นที่ฝั่งโดบรินยาและบูทเมียร์ทางตะวันตกของเมือง ในการลำเลียงอาหาร ยา เชื้อเพลิง ข่าวสาร และการเคลื่อนย้ายผู้คนยังดำเนินต่อได้ท่ามกลางไฟสงคราม

ปัจจุบัน บ้านอันเป็นปากทางอุโมงค์ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ เรื่องราวของสถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้มีเพียงข้อมูลประวัติศาสตร์ หากยังเต็มไปด้วยประสบการณ์ของผู้คน และจุดจัดแสดงสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เราจะพาผู้อ่านไปรู้จักจุดกำเนิด แง่มุมที่สัมพันธ์กับผู้คน และไฮไลต์ที่น่าสนใจ สำหรับนักอ่านและนักสำรวจวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่มองหาเรื่องราวของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการดำรงชีวิต

เมืองที่ถูกตัดขาดและแผนลับที่ต้องลงไปอยู่ใต้ดิน

ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2535–2538 ระหว่างสงครามบอสเนีย เมืองหลวงในคาบสมุทรบอลข่านอย่างกรุงซาราเยโวถูกปิดล้อมยาวนานหลายปีจากกองกำลังติดอาวุธที่ยึดพื้นที่สูงโดยรอบ เส้นทางคมนาคมถูกตัด ระบบน้ำ ไฟฟ้า และเสบียงขาดแคลน การใช้ชีวิตประจำวันเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงปืนและการซุ่มยิง เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในการปิดล้อมเมืองที่ยาวนานและรุนแรงที่สุดในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในเมืองโดยแทบไม่มีทางออก

จุดที่ดูเหมือนจะเป็น “ประตู” ของเมืองคือเขตสนามบิน แต่ในเวลานั้นสนามบินอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังนานาชาติและเป็นกลาง เพื่อภารกิจทางทหารและมนุษยธรรม ภายในมีการติดตั้งเครื่องกีดขวางและข้อห้ามเข้มงวดเพื่อไม่ให้ฝ่ายใดใช้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์คือ พื้นที่ที่ควรเป็นช่องทางเชื่อมโลกภายนอก กลับกลายเป็นเขตอันตราย พลเรือนที่พยายามวิ่งข้ามรันเวย์เสี่ยงต่อการถูกซุ่มยิง และแทบไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางหลบหนีได้ เมื่อเส้นทางบนดินถูกปิดตาย ความคิดที่พลิกเกมจึงเกิดขึ้น ทางรอดอาจไม่ได้อยู่ข้างหน้า แต่อยู่ “ข้างใต้” พื้นดิน

ในพื้นที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์อุโมงค์ซาราเยโว ผนังแสดงภาพถ่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ช่วงการปิดล้อม ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียแบบฉายภาพและวัตถุประกอบฉาก เช่น โครงไม้ ราง และอุปกรณ์ลำเลียง ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศของพื้นที่ใต้ดินและการสัญจรในอุโมงค์จริง แสงสลัวและวัสดุผิวหยาบถูกใช้เพื่อคงอารมณ์ความทรงจำและบริบททางประวัติศาสตร์ของอุโมงค์แห่งนี้ (ภาพจาก Gadže, K. (2022, August 15). Tunnel of Hope: A means of survival during the Sarajevo siege. Balkan Diskurs. https://balkandiskurs.com/app/uploads/2022/08/iako-suradjuju-sa-skolama-tunel-spasa-rjedje-posjecuju-ucenici-skola-s-podrucja-hercegovine-ili-iz-entiteta-rs-960x720.jpg)

การขุดอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์จึงเกิดขึ้น แผนงานเริ่มต้นอย่างลับในต้น พ.ศ. 2536 ภายใต้รหัส “อ็อบเยกต์ บีดี” ทีมวิศวกรและทหารเริ่มขุดจากคนละฝั่งของเมือง คือโดบรินยาและบูทเมียร์ เชื่อมต่อกันใต้ชั้นดินโดยอาศัยการคำนวณและประสบการณ์ภาคสนาม งานออกแบบอยู่ภายใต้การนำของวิศวกรโยธา เนดฌัด บรานโควิช (Nedžad Branković) แต่โครงการนี้ไม่ใช่งานก่อสร้างที่มีความพร้อมครบถ้วน ไม่มีแบบรายละเอียดสมบูรณ์ ไม่มีเครื่องจักรทันสมัย และไม่มีเวลาสำรอง ความเร่งด่วนคือเงื่อนไขหลัก และการลงมือขุดด้วยจอบเสียมคือความพยายามเพื่อความอยู่รอด

หลายเดือนต่อมา เมื่อปลายอุโมงค์จากทั้งสองด้านเจาะทะลุถึงกัน ใต้พื้นดินที่มืดและชื้นนั้นเกิดการจับมือกันของทีมงานทั้งสองฝั่ง ช่วงเวลานั้นไม่เพียงหมายถึงความสำเร็จทางวิศวกรรม หากยังหมายถึงการเปิด “ประตูลับ” ที่เชื่อมเมืองซึ่งถูกตัดขาดกลับสู่โลกภายนอกได้อีกครั้ง อุโมงค์มีความยาวราว 800 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร และสูงเฉลี่ยเพียง 1.6 เมตร ผู้ที่ผ่านต้องก้มตัวเกือบตลอดเส้นทาง การเดินแต่ละครั้งจึงไม่ใช่เพียงการสัญจร แต่คือการฝ่าความอึดอัดเพื่อโอกาสในการมีชีวิตรอด

จากบ้านส่วนบุคคลสู่พื้นที่ความทรงจำมีชีวิต

หลังสงครามยุติเมื่อ พ.ศ. 2538 เจ้าของบ้านและชุมชนท้องถิ่นเริ่มเปิดพื้นที่ส่วนอุโมงค์ที่ยังคงสภาพให้ผู้คนเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเก็บรักษาความทรงจำของการปิดล้อมเมือง ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ 2540–2550 พื้นที่ถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น จนก่อรูปเป็นพิพิธภัณฑ์เต็มรูปแบบในราว พ.ศ. 2547 โดยเปิดส่วนอุโมงค์จริงประมาณหลายสิบเมตรให้เข้าชม พร้อมนิทรรศการถาวร เอดิส โคลาร์ (Edis Kolar) ผู้ทำหน้าที่ทั้งผู้เก็บรวบรวมวัตถุ พยานเหตุการณ์ และผู้เล่าเรื่องให้ผู้มาเยือนฟังโดยตรง ของจัดแสดงจำนวนมากจึงไม่ได้มาจากคลังสะสมทางการ หากมาจากสิ่งของจริงที่ถูกทิ้งไว้ในอุโมงค์ช่วงปลายสงคราม ตั้งแต่รถเข็น รางลำเลียง ภาพถ่าย ไปจนถึงอุปกรณ์สื่อสาร ครอบครัวเลือกเก็บสภาพบ้านที่เสียหายไว้ดังเดิม เพื่อให้ตัวอาคารเองเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

อาคารบ้านโคลาร์ ปากทางเข้าสู่อุโมงค์ลับ “ทูเนล สปาซา” ในกรุงซาราเยโว ซึ่งเคยเป็นจุดเชื่อมเส้นทางใต้ดินช่วงการปิดล้อมเมือง ปัจจุบันพัฒนาเป็นพื้นที่อนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์สงครามและความอยู่รอดของพลเมือง (ภาพจาก Anadolu Agency. (2023, July 27). Tunnel of Hope memorial house, Sarajevo [Photograph]. Daily Sabah. https://idsb.tmgrup.com.tr/ly/uploads/images/2023/08/01/285397.jpg)

ต่อมา โครงสร้างการบริหารได้รับการยกระดับเชิงสถาบัน เมื่อการดูแลถูกส่งต่อให้ Sarajevo Canton Memorial Fund เข้ามารับผิดชอบ ทำให้เกิดการพัฒนานิทรรศการ การอนุรักษ์ และระบบการเข้าชมอย่างเป็นทางการมากขึ้น มีการบูรณะช่วงอุโมงค์สำหรับผู้ชมใหม่ราว 130 เมตร เนื่องจากแนวอุโมงค์ดั้งเดิมใต้รันเวย์บางส่วนถูกปิดทับด้วยโครงสร้างสนามบินในเวลาต่อมา

หากยืนอยู่ในพื้นที่จัดแสดงของ “อุโมงค์แห่งความหวัง” วันนี้ ผู้ชมอาจเห็นเพียงอุโมงค์แคบ โครงไม้ค้ำ และรางลำเลียงเหล็กแบบแคบสำหรับรถเข็นขนเสบียงที่ดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังโครงสร้างนี้ คือปฏิบัติการวิศวกรรมในภาวะฉุกเฉินที่แทบไร้เครื่องจักร ทุกเมตรเกิดจากแรงแขน แรงใจ และแรงสู้ในการเอาชีวิตรอด

วิศวกรรมในความมืด

อุโมงค์เกิดขึ้นจากการขุดของคนด้วยจอบ เสียม และรถเข็น ดินทุกก้อนถูกลำเลียงด้วยมือ ทีมงานทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเป็นกะ ท่ามกลางเสียงระเบิดและการยิงถล่มจากด้านบน น้ำใต้ดินไหลทะลักเข้ามาเป็นระยะ ต้องใช้วิธีตักและวิดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า โครงไม้ค้ำยันได้รับการติดตั้งทีละช่วงเพื่อพยุงทางเดินไม่ให้พังทลาย ค่าตอบแทนของแรงงานในบางช่วงเวลามีเพียงบุหรี่วันละซอง ในเวลานั้นถือเป็นสิ่งล้ำค่าและใช้แลกเปลี่ยนในยามสงคราม

นอกจากรางแคบสำหรับรถเข็นลำเลียงสิ่งของและผู้บาดเจ็บ มีการติดตั้งท่อส่งเชื้อเพลิง เดินสายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์กลับเข้าเมืองที่ถูกตัดขาด พื้นที่อับชื้นใต้ดินจึงกลายเป็นทั้งเส้นทางลำเลียง เส้นทางสื่อสาร และเส้นทางยุทธศาสตร์ในเวลาเดียวกัน อาหาร ยา ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และยุทโธปกรณ์ เคลื่อนผ่านช่องทางแคบนี้อย่างต่อเนื่อง ผู้นำประเทศในขณะนั้น อาลิยา อิเซ็ตเบโกวิช (Alija Izetbegović) ก็ใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางออกไปสู่การเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศ

ทางลงทางเข้าอุโมงค์ด้านเหนือของอุโมงค์ซาราเยโว ภายในอาคารที่ดัดแปลงเป็นจุดเข้าถึงเส้นทางใต้ดินในช่วงการปิดล้อมเมือง แสดงโครงสร้างช่องเปิด บันได และพื้นที่ใช้งานจริงที่เชื่อมสู่ทางเดินอุโมงค์ (ภาพจาก Val69f. (2011, August 20). Sarajevo tunnel north entrance [Photograph]. Wikimedia Commons. https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Sarajevo_tunnel_north_entrance2.JPG)

เมื่อผู้ชมได้ลองก้มตัวเดินผ่านอุโมงค์ นาทีนั้นผู้ชมจะเข้าใจ “ประสบการณ์” ของผู้อยู่ในภาวะสงคมทันที ระยะทางไม่กี่สิบเมตร ช่วยอธิบายได้ดีกว่า ทั้งการขนของหนัก ฝ่าความมืด และเดินสวนกันในพื้นที่แคบเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร มีการประเมินในภายหลังว่าอุโมงค์ช่วยให้ผู้คนระดับหลายแสนชีวิตสามารถอยู่รอดได้ตลอดช่วงการปิดล้อมเมือง

มองจากภายนอก ที่นี่อาจเป็นเพียงบ้านหลังหนึ่งกับอุโมงค์ช่วงสั้น ๆ แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน คือเรื่องเล่าในการแก้ปัญหาภายใต้แรงกดดัน ความทรหดของพลเมือง และการยืนหยัดไม่ยอมให้เมืองเป็นเพียงสมรภูมิสงครามที่ไร้ความหวัง พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงอนุสรณ์สงคราม หากเป็นห้องเรียนในการปรับตัวของมนุษย์ และฟันฝ่าอุปสรรคด้วยความไม่ยอมแพ้

ภาพปก ทางเดินภายในอุโมงค์ใต้ดินที่สร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนในช่วงสงคราม แสดงโครงไม้ค้ำยันเป็นช่วง ๆ และพื้นที่แคบต่ำที่ผู้สัญจรต้องก้มตัวตลอดทาง ลักษณะทางกายภาพเช่นนี้ทำให้ผู้ชมเข้าใจสภาพจริงของเส้นทางลำเลียงลับในอุโมงค์แห่งความหวังของกรุงซาราเยโว ทั้งในมิติวิศวกรรมฉุกเฉินและประสบการณ์เชิงกายภาพของผู้ใช้งานพื้นที่ (ภาพจาก Anadolu Agency. (2023, July 27). Tunnel of Hope interior [Photograph]. Daily Sabah. https://idsb.tmgrup.com.tr/ly/uploads/images/2023/08/01/285398.jpg)

แหล่งข้อมูล

Daily Sabah. (2023, July 30). Sarajevo’s “Tunnel of Hope” commemorates 30 years since completion. https://www.dailysabah.com/life/sarajevos-tunnel-of-hope-commemorates-30-years-since-completion/news

Gadže, K. (2022, August 15). Tunnel of hope: A means of survival during the Sarajevo siege. Balkan Diskurs. https://balkandiskurs.com/en/2022/08/15/tunnel-of-hope/

Islamic Heritage. (n.d.). Tunnel of Hope. https://islamicheritage.co.za/tunnel-of-hope/

Sabina Tanović. (2023). Architecture and collective remembrance at the Tunnel D-B memorial site in Sarajevo. COT Journal. https://cotjournal.com/architecture-and-collective-remembrance-at-the-tunnel-d-b-memorial-site-in-sarajevo-sabina-tanovic/

Visit Sarajevo. (n.d.). Monument complex Tunnel D-B (Tunnel of Hope). https://www.visitsarajevo.ba/listings/monument-complex-tunnel-d-b/

Wikipedia contributors. (n.d.). Sarajevo Tunnel. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. Retrieved February 2026, from https://en.wikipedia.org/wiki/Sarajevo_Tunnel

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ