Museum Core
เมื่อ "ผ้าซับระดู" ถูกทำให้เป็น "ผ้าอนามัย"
Museum Core
13 ก.ค. 63 958

ผู้เขียน : สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

เมื่อ "ผ้าซับระดู" ถูกทำให้เป็น "ผ้าอนามัย"

 

ก่อนที่จะมีผ้าอนามัยจำหน่าย ผู้หญิงจัดการกับประจำเดือนอย่างไร ในหนังสือ Flow: The Cultural Story of Menstruation ที่เขียนโดย Elissa Stein และ Susan Kim ได้เล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไว้ว่า "เมื่อผู้หญิงเมื่อมีประจำเดือน เพื่อไม่ให้เปรอะเปื้อนก็ต้องหาแผ่นอะไรที่สามารถซึมซับได้มารองไว้ ส่วนใหญ่เป็นของใกล้ตัวจากธรรมชาติ นำสิ่งนั้นมาโยงลอดผ่านขา ใช้เชือกร้อยผูกมัดไว้กับเอว" โดยวัสดุที่ใช้มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ผู้หญิงสมัยอียิปต์ใช้เยื่อไม้ปาปิรุส (Papyrus) ผู้หญิงกรีกและโรมันใช้ผ้าสำลี (Lint) พันรอบแกนไม้เล็กๆ ผู้หญิงญี่ปุ่นใช้กระดาษนุ่มๆ เช่น กระดาษสา ผู้หญิงพื้นเมืองอเมริกัน ใช้ผิวหนังควายห่อหุ้มด้วยหญ้ามอส

 

สำหรับประเทศไทยนั้น มี "ผ้าซับระดู" ทำจากผ้าฝ้าย ขนสัตว์ ผ้าทอ ไหมพรมถัก หญ้าแห้ง ขุยมะพร้าวทุบ ตลอดจนผ้าเก่านุ่มทบพันหลายชั้น วิธีใช้คือจะต้องนำผ้ามาผูกไว้ตรงหว่างขา แล้วใช้เชือกผูกกับเอวให้แน่น เปรียบเสมือนการขี่ม้า จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ผ้าขี่ม้า"

หลังจากหลุยส์ ปาสเตอร์ เสนอว่าร่างกายคือเครื่องจักรที่ปราศจากเชื้อโรค ที่จะทำงานได้อย่างเหมาะสม นอกจากจะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามารุกราน ดังนั้นเมื่อมีเชื้อโรคชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดโรคเฉพาะสำหรับเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้น "เมื่อไม่มีเชื้อโรค ก็ไม่มีโรค" เมื่อกลายเป็นทฤษเชื้อโรค (germ theory of disease) คนทั่วโลกจึงตื่นกลัวเชื้อโรค เริ่มให้ความสำคัญกับสุขอนามัย อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมถึง "ผ้าซับระดู" ก็จำเป็นต้องมีความสะอาดถูกสุขอนามัยด้วยเช่นกัน

 

"ของจำเป็น" ในการทำหน้าที่ซึมซับประจำเดือนของผู้หญิงนั้น แต่เดิมนั้นในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Menstrual pads ของไทยก็ใช้คำว่าผ้าซับระดูดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่ามีความหมายเดียวกัน ต่อมาเมื่อมีการผลิตผ้าซับระดูแบบใช้แล้วทิ้ง (disposable pads) แทนผ้าอนามัยแบบซักได้ อันเป็นผลพวงความกลัวเชื้อโรคนั่นเอง แต่ว่ามีราคาค่อนข้างแพงจึงจำกัดในแวดวงคนมีฐานะ ไม่เป็นที่แพร่หลายทั่วไป

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการคิดค้นเซลลูคอตตอน (Cellucotton) ที่มีความสามารถในการซึมซับได้ดีกว่าผ้าคอตตอนทั่วไปถึง 5 เท่า ทำให้เซลลูคอตตอนถูกนำไปใช้เป็นผ้าพันแผลสำหรับเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บ เมื่อสงครามจบลงมีความพยามที่จะใช้ประโยชน์จากเซลลูคอตตอนให้มากขึ้น และก็พบว่ากลุ่มนางพยาบาลได้นำเซลลูคอตตอลมาใช้ซับเลือดในช่วงที่มีรอบเดือน

 

ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวมีความตื่นตัวกับ "สุขอนามัยสำหรับผู้หญิง" (feminine hygiene) ทำให้ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างโกเต๊กซ์-Kotex ใช้กลยุทธ์การตลาดดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยในสื่อโฆษณาของโกเต๊กซ์ ระบุว่าผลิตจากในวัสดุชนิดเดียวกันกับที่ใช้กันในโรงพยาบาลชั้นนำ รวมถึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์
ในประเทศไทยเมื่อผ้าซับระดูแบบใช้แล้วทิ้ง น่าจะเข้ามาในประทศไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 ต้นรัชกาลที่ 7 จำหน่ายในราคาโหลละ 3 บาท ซึ่งมีหลักฐานเก่าแก่สุดที่พบ เป็นโฆษณาขายผ้าซับระตู หรือ ผ้าซับระดูในหนังสือ "ข่ายเพ็ชร์" ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2468 ของร้านประเสริฐโอสถ ถนนบ้านหม้อ พระนคร ความว่า

 

"ถูกกว่าห้างฝรั่ง ผ้าซับระดูซึ่งซื้อขายกันที่ห้างฝรั่งเปนราคาโหล ๑ ตั้ง ๓ บาทนั้น ถ้าท่านไปซื้อที่ “ประเสริฐโอสถ” จะได้ถูกกว่าห้างฝรั่งตั้งครึ่งตัว รับรองได้ว่าเปนของดีเท่าทันกับห้างฝรั่งเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้น คนไทยควรจะไม่ลืมร้านของไทยเสียเลยมิใช่ฤา?…”

 

ในปี 2485 ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ยี่ห้อโกเต๊กซ์ (Kotex) ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ได้ผลิตสินค้าแบบที่มีห่วงคล้องกับเอว และมีตะขอเกี่ยวอยู่ด้านหลัง แม้จะมีขนาดและวิธีใช้จะไม่สะดวกสบายเท่าปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นก็นับว่าสะดวกสบายมากทีเดียว ในระยะแรกแพร่หลายเพียงในกลุ่มสตรีชั้นสูงที่อยู่ในเมืองเท่านั้น เพราะสินค้าประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งออกจะฟุ่มเฟือยเมื่อเทียบกับการใช้ผ้าประจำเดือนที่ใช้แล้วซักทำความสะอาด แต่ยี่ห้อโกเต็กซ์ได้รับความนิยมในเวลาต่อมาก จนเรียก "โกเต๊กซ์" แทนผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว สมดังความตั้งใจที่ตั้งสโลแกนว่า "Ask for them by name"

 

อย่างไรก็ตาม พบคำว่า "ผ้าอนามัย" เป็นครั้งแรกในโฆษณาของโกเต็กซ์ชิ้นหนึ่งที่คาดว่าอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2503 มีข้อความเขียนว่า "โกเต๊กซ์ ผ้าอนามัยเพื่อความสะดวก สบาย และปลอดภัย"

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้ผ้าอนามัยเป็นเครื่องสำอางควบคุม แบ่งเป็นสองชนิด คือ ชนิดที่ใช้ภายนอกที่ต้องทำให้สะอาดถูกสุขลักษณะ ไม่มีเชื้อราและแบคทีเรีย และชนิดสอด ต้องทำให้ปลอดเชื้อปราศจากจุลินทรีย์

 

เมื่อผ้าอนามัยต้องอยู่ใต้การควบคุมเรื่องสุขอนามัยเหมือนกันหมด ดังนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยี่ห้อต่างแข่งขันกันในด้านคุณสมบัติเสริมมากว่าคุณสมบัติพื้นฐานด้านการซึมซับประจำเดือน อาทิ ความบางกระชับ ความคล่องตัว เน้นความเย็นสบาย รวมถึงออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ แทน

 

สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

 

บรรณานุกรม

 

 

  • ชัญวลี ศรีสุโข, พญ. (27 กันยายน.2562). ย้อนรอย… ก่อนที่จะมีผ้าอนามัย. เข้าถึงจาก https://thestandard.co/sanitary-napkin-history/
  • ลงทุนแมน. (29 สิงหาคม 2561) .จากโกเต๊กซ์ สู่ Kleenex. เข้าถึงจาก https://www.longtunman.com/9386
  • ปิยะนุช เนียมทรัพย์. (ม.ป.ป.). บทนำและวิวัฒนาการของจุลชีววิทยา. เข้าถึงจาก http://www.biotech.mju.ac.th/Upload/Document/778_BI330_Microbioloy%20Intro_1.61.pdf
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2536 ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 เรื่อง ผ้าอนามัย. ราชกิจจานุเบกษา. (2537, 18 กุมภาพันธ์). เล่ม 111 ตอนพิเศษ 11ง . หน้า 12 - 13
  • ประวัติศาสตร์: แรกเริ่มไทยรู้จัก “ผ้าอนามัย” มีขายเกือบ 100 ปีก่อน เกิดอะไรขึ้นกันบ้าง.(16 ธันวาคม 2562). ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์. เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_42842
  • Cole Nemeth. (Oct 17, 2019). History of the Term “Feminine Hygiene. Retrieved from https://divacup.com/history-of-the-term-feminine-hygiene/
  • Kat Eschner. (AUGUST 11, 2017). The Surprising Origins of Kotex Pads. Retrieved from https://www.smithsonianmag.com/innovation/surprising-origins-kotex-pads-180964466/

 

 

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ