ในการอ่าน สายตาของผู้อ่านมักจับจ้อง "เนื้อหาหลัก" และไล่เรียงตามบรรทัดที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเพื่อเสพรับเรื่องราวที่ผู้เขียนได้เรียบเรียงมาแล้วอย่างสมบูรณ์ แต่ด้านล่างสุดของหน้ากระดาษ มีพื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยตัวเลขและตัวอักษรขนาดจิ๋วที่ผู้อ่านมักมองข้าม หรือบางคนอาจเห็นเป็นสิ่งรกตาในหน้ากระดาษ เรียกว่า "เชิงอรรถ" (Footnote) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่จำเป็นต้องอ้างถึงในงานเขียนยุคปัจจุบันที่มิอาจละเลยได้
ในหนังสือชื่อ เดอะฟุตโน้ต อะ คิวเรียส ฮีสทรี (The Footnote: A Curious History) แอนโธนี กราฟตัน (Anthony Grafton) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้ตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครใคร่ถามว่า “เชิงอรรถมีที่มาอย่างไร” โดยเขาได้สืบค้นหาที่มาที่ไปของการใช้เชิงอรรถในงานเขียนและถ่ายทอดออกมาได้สนุกจนเหลือเชื่อ ซึ่งการริเริ่มเขียนเชิงอรรถมีต้นตอที่คาดไม่ถึง และต่อมาก็กลายเป็นความจำเป็นในวัฒนธรรมการเขียน

ภาพที่ 1 (ซ้าย) หน้าปกหนังสือเรื่อง The Footnote: A Curious History (1997) และ (ขวา) แอนโธนี กราฟตัน
ศิลปะแห่งการซุบซิบและอาวุธของปัญญาชน
กราฟตันเปิดฉากการสำรวจโดยย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 ยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) ซึ่งเชิงอรรถยังไม่ได้ทำหน้าที่ดังที่เข้าใจกันในปัจจุบัน ในเวลานั้นเชิงอรรถเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นที่แพรวพราวและเจ็บแสบที่สุดของเอ็ดเวิร์ด กิบบอน (Edward Gibbon) ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน (The History of the Decline and Fall of the Roman Empire) ซึ่งเขาใช้เชิงอรรถเป็นพื้นที่อิสระสำหรับใช้เพื่อล้อเลียนเสียดสีสังคม

ภาพที่ 2: Portrait of Edward Gibbon (1737–1794)
ที่มาของภาพ: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%
ขณะที่เนื้อหาหลักของหนังสือพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่และความเสื่อมถอยของจักรวรรดิโรมันด้วยภาษาที่สละสลวยราวกวีนิพนธ์ เชิงอรรถด้านล่างกลับทำหน้าที่เป็นมุมติฉินนินทา โดยกิบบอนใช้พื้นที่ของเชิงอรรถวิพากษ์วิจารณ์คริสตจักร เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวทางเพศของชนชั้นนำ และแทรกมุกตลกที่ร้ายกาจเกินกว่าจะเขียนไว้ในเนื้อหาหลัก อาทิเช่น เรื่องจักรพรรดิ มาร์คัส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius) กล่าวขอบคุณเทพเจ้าสำหรับภรรยาผู้ซื่อสัตย์ แต่กิบบอนกลับใช้เชิงอรรถเพื่อบอกเล่าความจริงอีกด้านว่า "โลกทั้งใบต่างหัวเราะเยาะความหูเบาของมาร์คัส" และอ้างอิงหลักฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ตรงกับความซื่อสัตย์ของพระนาง
เชิงอรรถในยุคสมัยนี้จึงเปรียบเสมือน "งานศิลปะชั้นสูง" (High form of literary art) ที่ผู้อ่านต้องมีความรู้รอบตัวจึงจะเข้าถึงความบันเทิงที่ซ่อนอยู่ และเป็นพื้นที่ที่ผู้เขียนใช้แสดงตัวตน ความคิดเห็น และอคติส่วนตัวได้อย่างโจ่งแจ้ง โดยอาศัยข้ออ้างของการ "อ้างอิงหลักฐาน" มาใช้ประกอบการเขียน
สิ่งที่คุณอ่านอยู่นี้มาจากการตีความ: ประวัติศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 เมื่อศูนย์กลางของโลกวิชาการย้ายจากอังกฤษและฝรั่งเศสไปสู่เยอรมนี พร้อมกับการก้าวขึ้นมาของ ลีโอโปลด์ ฟอน รังเคอ (Leopold von Ranke) บิดาแห่งประวัติศาสตร์สมัยใหม่ รังเคอมีความใฝ่ฝันที่จะทำให้ประวัติศาสตร์หลุดพ้นจากความเป็นวรรณกรรมและก้าวเข้าสู่ความเป็น "วิทยาศาสตร์" (Wissenschaft) และประกาศเจตนารมณ์ที่จะเล่าอดีต "อย่างที่มันเกิดขึ้นจริง" (wie es eigentlich gewesen)

ภาพที่ 3: ภาพถ่ายของรังเคอ ในปี ค.ศ. 1877
ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Leopold_von_Ranke#/media/File:Leopold_Von_Ranke_1877.jpg
ภายใต้กรอบวิธีคิดใหม่นี้ เชิงอรรถได้เปลี่ยนรูปแบบจากการแทรกความคิด อคติของผู้เขียนให้กลายเป็น "เครื่องรับรองความถูกต้อง" (Certificate of authenticity) ทั้งนี้ กราฟตันชี้ให้เห็นว่า การทำงานของรังเคอและลูกศิษย์เป็นนักประวัติศาสตร์ที่อุทิศทั้งเวลา ฝ่าฝุ่นและเชื้อราเข้าไปในหอจดหมายเหตุ (Archives) เพื่อขุดค้นเอกสารที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงอรรถมีความละเอียดและอ้างอิงเอกสารชั้นต้นมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้งานเขียนชิ้นนั้นดูมีความเป็นวิชาชีพและน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้รังเคอจะพยายามสร้างภาพลักษณ์ของนักวิทยาศาสตร์ผู้ไร้อารมณ์ แต่รูปแบบการเขียนกลับยังคงความเป็นวรรณกรรมแบบโรแมนติกไว้อย่างเปี่ยมล้น การมีอยู่ของเชิงอรรถจึงสร้างสภาวะ "เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า" (Double narrative) ในงานเขียนประวัติศาสตร์ ทำให้เชิงอรรถกลายเป็นสิ่งที่คอยขัดจังหวะการอ่าน (Interrupt a narrative) เพื่อเตือนสติว่า "สิ่งที่กำลังอ่านอยู่นี้มาจากการตีความ ไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์"
รากเหง้าแห่งความยุ่งเหยิง

ภาพที่ 4 ตู้สารภัณฑ์ที่เก็บของสะสมของกลุ่มนักสะสมของโบราณ
เพื่อค้นหารากเหง้าที่แท้จริงของการอ้างอิง กราฟตันพบว่ากำเนิดของเชิงอรรถนั้นผูกพันอยู่กับความขัดแย้งทางความคิดสองกระแสที่ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 17 โดยกระแสแรกคือพวก "นักโบราณคดี" (Antiquarians หรือ “นักสะสมของโบราณ”) คนกลุ่มนี้หมกมุ่นกับการเก็บรวบรวมรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ว่าจะเป็นจารึกบนหลุมศพ เหรียญกษาปณ์ หรือบันทึกไร้สาระ ความบ้าคลั่งในรายละเอียดนี่เองที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของระบบอ้างอิงที่แม่นยำ
กระแสที่สองคืออิทธิพลจากปรัชญาเหตุผลนิยมของเรอเน เดการ์ต (René Descartes) ที่เน้นความชัดเจนแจ่มแจ้ง ความต้องการแยกแยะ "ข้อเท็จจริง" ออกจาก "ความคิดเห็น" และแยก "เนื้อหา" ออกจาก "หลักฐาน" นำไปสู่การจัดวางหน้ากระดาษแบบใหม่ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน เชิงอรรถจึงทำหน้าที่เหมือนท่อระบายน้ำที่คอยรองรับสิ่งปฏิกูลทางข้อมูล เพื่อให้เนื้อหาหลักคงความสะอาดและเป็นระเบียบ
ประชาธิปไตยบนหน้ากระดาษ
ตอนท้ายกราฟตันได้เขียนบทสรุปที่ทรงพลังไว้ว่า หากพิจารณาการเขียนประวัติศาสตร์มิติด้านจริยธรรมและการเมือง การมีอยู่ของเชิงอรรถเป็นสัญลักษณ์ของ "ประชาธิปไตยทางความรู้" ในสังคมยุคก่อนสมัยใหม่ ผู้อ่านมีหน้าที่เพียงเชื่อฟังถ้อยคำของผู้มีอำนาจหรือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์โดยห้ามโต้แย้ง แต่เชิงอรรถได้เปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ไปตลอดกาล
เชิงอรรถเป็นการประกาศความถ่อมตัวของผู้เขียนและเป็นการยอมรับว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้รู้ทุกอย่างด้วยตนเอง" และความรู้นี้มีที่มาที่ไปเพื่อส่งมอบลายแทงให้กับผู้อ่านได้สามารถย้อนรอยกลับไปตรวจสอบต้นตอของข้อมูลได้ด้วยตนเอง เชิงอรรถเปลี่ยนผู้อ่านจากผู้รับสารที่เชื่อง่ายให้กลายเป็น "ผู้ตรวจสอบ" ที่มีอำนาจทัดทานผู้เขียนได้
การทำงานของนักเขียนจึงเสมือนงานกลุ่มที่รวมคนหลากหลายไว้เบื้องหลังแม้จะมีชื่อติดไว้ข้างหน้าเพียงคนเดียว ขณะที่ยุคปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับข่าวปลอม หนังสือเล่มนี้ของกราฟตันจึงน่าสนใจและน่าอ่านยิ่งขึ้นด้วยการชวนให้ผู้อ่านมอง "ความจริง" ทางประวัติศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎขึ้นได้เอง แต่ถูกประกอบสร้างขึ้นผ่านกระบวนการคัดเลือกและตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งเชิงอรรถคือพยานหลักฐานของความพยายามนั้น