นักประวัติศาสตร์มักใช้คำว่า Passing (อำพราง) เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่บุคคลจากกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง พยายามปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ พฤติกรรม หรือสร้างประวัติของตนเองเสียใหม่ เพื่อให้สังคมรอบข้างเชื่อว่าตนเองสังกัดอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่า
แนวคิดนี้ปรากฏชัดเจนที่สุดในวรรณกรรมคนผิวดำช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ดังเช่นผลงานของ เนลลา ลาร์เซน (Nella Larsen) หรือเจมส์ เวลดอน จอห์นสัน (James Weldon Johnson) เป็นต้น ซึ่งเป็นบันทึกเรื่องราวของคนผิวดำที่มีสีผิวอ่อนจนสามารถอำพรางตนเป็นคนผิวขาวได้เพื่อหลีกหนีการกดขี่ แสวงหาความก้าวหน้าทางการงาน และไขว่คว้าสิทธิพื้นฐานที่สังคมสงวนไว้ให้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์ชาวเอเชียในอเมริกาก็มีเรื่องราวลักษณะนี้เช่นกัน โดยเฉพาะนักเขียนสตรีลูกครึ่งจีน-อังกฤษ คนหนึ่งที่จำเป็นต้องปรับภาพลักษณ์ให้กลายเป็นญี่ปุ่นเนื่องจากกระแสกีดกันคนจีนในอดีต

ภาพที่ 1 โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Passing (2021) กำกับโดย สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของเนลลา ลาร์เซน
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Passing_(film)#/media/File:Passing_(film).jpg
เด็กหญิงลูกครึ่ง วินนิเฟรด อีตัน
เด็กหญิงวินนิเฟรด อีตัน (Winnifred Eaton) เกิดปีค.ศ. 1875 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา บิดาเป็นพ่อค้าชาวอังกฤษ ชื่อ เอ็ดเวิร์ด อีตัน ส่วนมารดาเป็นหญิงชาวจีน ชื่อ เกรซ ทรีฟิวซิส ซึ่งทั้งสองพบรักระหว่างทำงานในเซี่ยงไฮ้ วินนิเฟรดเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึง 14 คน แม้ครอบครัวจะย้ายมาตั้งรกรากในอเมริกาเหนือ แต่สภาพแวดล้อมในยุคนั้นไม่ได้ต้อนรับผู้คนที่มีเชื้อสายจีนเลยแม้แต่น้อย
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สังคมอเมริกันตีตราแรงงานอพยพชาวจีนว่าเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและเป็นพาหะนำโรค ซึ่งอคตินี้รุนแรงจนนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายกีดกันคนจีน (Chinese Exclusion Act) ในปีค.ศ. 1882 ห้ามแรงงานชาวจีนอพยพเข้าประเทศและตัดสิทธิการเป็นพลเมืองอย่างเด็ดขาด บรรยากาศทางสังคมที่บีบคั้นเช่นนี้ทำให้ผู้ที่มีเชื้อสายจีนต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและเผชิญการเลือกปฏิบัติในทุกมิติ
กระนั้น สังคมตะวันตกกลับมีมุมมองต่อประเทศญี่ปุ่นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ญี่ปุ่นเพิ่งเปิดประเทศและรับแบบอย่างความเจริญจากตะวันตกไปพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ชัยชนะของญี่ปุ่นในสงครามจีนและญี่ปุ่นครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1894-1895) ทำให้ชาติตะวันตกหันมามองญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจใหม่แห่งเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น กระแสความนิยมศิลปะและสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น (Japonisme) ยังแพร่หลายในหมู่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงชาวอเมริกัน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้ ภาพพิมพ์ และการแต่งบ้านแบบญี่ปุ่นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรสนิยมดีและความทันสมัย

ภาพที่ 2 สตรีปารีเซียงในชุดญี่ปุ่น (La Parisienne japonaise) โดย อัลเฟรด สตีเวนส์
เป็นภาพสะท้อนความนิยมญี่ปุ่นในสังคมตะวันตก
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Japonisme#/media/File:Alfred_Stevens_-_La_Parisienne_japonaise.JPG
กำเนิด โอโนโตะ วาตันนะ
ความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างทัศนคติที่สังคมมีต่อคนจีนและคนญี่ปุ่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของวินนิเฟรด อีตัน เมื่อตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการน้ำหมึกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเธอรู้ดีว่าชื่อและรากเหง้าความเป็นจีนจะกลายเป็นกำแพงขวางกั้นความสำเร็จ จึงเลือกสร้างตัวตนใหม่ขึ้น

ภาพที่ 3 โอโนโตะ วาตันนะ
แหล่งที่มาภาพ: https://alchetron.com/Winnifred-Eaton-(writer)
ในเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1896 หนังสือพิมพ์ซินซินเนติ คอมเมอเชียล ทริบูน (Cincinnati Commercial Tribune) หนังสือพิมพ์รายวันที่สำคัญในเมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ แนะนำนักเขียนหน้าใหม่นามว่า “โอโนโตะ วาตันนะ” (Onoto Watanna) ซึ่งบรรณาธิการบรรยายประวัติว่าเป็นสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นผู้มีพรสวรรค์ และเขียนนิยายรักแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างยอดเยี่ยม สำนักพิมพ์ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยการตีพิมพ์ภาพเหมือน พร้อมลายเซ็นตัวอักษรที่ดูคล้ายภาษาญี่ปุ่น โดยวินนิเฟรดอาศัยรูปลักษณ์แบบเอเชียผสมผสานกับประวัติแต่งขึ้นใหม่ เพื่อทำให้สังคมอเมริกันเชื่อว่าเธอเป็นสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นจริง ๆ

ภาพ 4 หน้าปกหนังสือ A Japanese Nightingale (1903) ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Harper & Brothers
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Winnifred_Eaton_(writer)#/media/File:A_Japanese_Nightingale_by_Onoto_Watanna_1903.jpg
กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นามปากกา โอโนโตะ วาตันนะ กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผลงานนวนิยายของเธอได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีค.ศ.1899-1916 โดยเฉพาะนิยายรักเรื่อง อะ เจแปนนิส ไนติงเกล (A Japanese Nightingale, 1904) ที่ผสมผสานกลิ่นอายความแปลกใหม่แบบตะวันออก (Orientalism) โด่งดังมากจนได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดในชื่อเดียวกัน ยิ่งทำให้วินนิเฟรดกลายเป็นนักเขียนชื่อดังและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพด้วยอัตลักษณ์ที่สร้างขึ้นเอง
ความจำเป็นที่ต้องสวมหน้ากากเพื่อความทัดเทียมทางอารยธรรม
นักวิจารณ์วรรณกรรมในยุคหลังมักพูดถึงวินนิเฟรดในแง่ลบ วิพากษ์ว่าเธอฉวยโอกาสทางวัฒนธรรมเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า และนำไปเปรียบเทียบกับพี่สาวแท้ๆ คือ อีดิธ อีตัน (Edith Eaton) ผู้ใช้นามปากกา ซุย ซิน ฟาร์ (Sui Sin Far) ซึ่งเลือกเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากของชุมชนคนจีนในอเมริกาอย่างตรงไปตรงมา มีบางคนตราหน้าวินนิเฟรดว่าเป็นคนทรยศต่อรากเหง้าของตนเอง แม้แต่วินนิเฟรดเองก็เคยเขียนบันทึกในภายหลังด้วยความรู้สึกผิดว่า “เธอได้ขายจิตวิญญาณและสายเลือดของตนเองเพื่อแลกกับความสำเร็จอันฉาบฉวย”
อย่างไรก็ตาม บทความวิชาการของจูเลีย เมแกน วอลตัน (Julia Meghan Walton) ได้เสนอมุมมองที่เป็นธรรมต่อการพรางตัวของวินนิเฟรดมากขึ้น โดยวอลตันวิเคราะห์ว่างานเขียนของโอโนโตะไม่ได้ขายภาพจำแบบตะวันออกอย่างดาดดื่น แต่ยังซ่อนนัยยะทางสังคมไว้ด้วย เพียงแต่วินนิเฟรดใช้หน้ากากสาวญี่ปุ่นเพื่อสร้าง "ความทัดเทียมทางอารยธรรม" (Civilizational Equivalence)
อีกทั้งในเวลานั้น ชาวตะวันตกเชื่อมั่นในทฤษฎีลำดับชั้นทางอารยธรรม วินนิเฟรดจึงใช้นวนิยายรักเป็นเครื่องมือในการท้าทายกรอบคิดนี้ เนื้อหาของนิยายมักนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างชายอเมริกันและหญิงญี่ปุ่น และไม่ได้สร้างภาพให้สตรีญี่ปุ่นเป็นเพียงหญิงรับใช้ที่อ่อนแอ หรือเป็นเหยื่อของสังคมปิตาธิปไตยตามที่ชาวตะวันตกมักเข้าใจ แต่สร้างให้ตัวละครหญิงเหล่านี้มีเกียรติ มีความเฉลียวฉลาด และมีสิทธิอำนาจในการจัดการครอบครัวทัดเทียมกับสตรีชาวตะวันตก
นอกจากนิยายแล้ว วินนิเฟรดยังเขียนบทความสารคดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่น โดยเปรียบเทียบขนบธรรมเนียม ประเพณี และทัศนคติของชาวญี่ปุ่นกับชาวอเมริกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าทั้งสองวัฒนธรรมมีคุณค่า มีค่านิยมครอบครัว และมีความเป็นมนุษย์ที่คล้ายคลึงกัน เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของสตรีญี่ปุ่นและการเชื่อมโยงความคล้ายคลึงระหว่างสองทวีป ซึ่งคือกลวิธีที่วินนิเฟรดใช้ยืนยันว่าอารยธรรมตะวันออกมีความเจริญก้าวหน้าและควรค่าแก่การเคารพเทียบเท่ากับชาติตะวันตกด้วย

ภาพที่ 5 บทความ "ชีวิตในบ้านและสังคมของชาวญี่ปุ่น" (Home and Social Life of the Japanese)
โดย โอโนโตะ ในวารสาร The Woman’s Home Companion (1901)
แหล่งที่มาภาพ: https://winnifredeatonarchive.org/HomeSocialLife1.html
แม้การพรางอัตลักษณ์ของวินนิเฟรดเริ่มต้นจากแรงจูงใจเพื่อความอยู่รอดในสังคม แต่ท้ายที่สุด ผลงานของเธอกลับทำหน้าที่ประสานรอยร้าวและลดช่องว่างระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ทำให้ผู้อ่านชาวอเมริกันมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวชาวเอเชียผ่านตัวอักษรที่พรรณนาภายใต้นามปากกา โอโนโตะ วาตันนะ นั่นเอง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Walton, J. M. (2025, November 5). “Passing” as Japanese at the Turn of the Century: On Civilizational Equivalence in Onoto Watanna’s Oeuvre. JHI Blog. https://www.jhiblog.org/2025/11/05/passing-as-japanese-at-the-turn-of-the-century-on-civilizational-equivalence-in-onoto-watannas-oeuvre/
Watanna, O. (1901, February). Home and social life of the Japanese. The Woman’s Home Companion. https://winnifredeatonarchive.org/JapaneseGirl1.html