Museum Core
แผนที่ทางธรรมชาติที่พาดผ่านมนุษย์ : การสะท้อนต่อแนวคิด Ecoregion ในนิทรรศการภูมินิเวศในประเทศไทย
Museum Core
13 ก.ค. 69 23
ประเทศไทย

ผู้เขียน : อารีรัตน์ ปานจับ

1. ภูมินิเวศของเรา

               ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่สนใจท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ อาจเคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระราม 9 พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องระบบนิเวศโลก โดยมีการแบ่งโซนจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บ้านของเรา (Our Home) ชีวิตของเรา (Our Life) และในหลวงของเรา (Our King) ซึ่งผู้เขียนมีความสนใจในโซนชีวิตของเราเป็นพิเศษ

               เนื้อหาของนิทรรศการโซนที่ 2 เล่าถึงชีวิตและสภาพแวดล้อมภายในชีวนิเวศ (Biome) ต่าง ๆ ได้แก่ ขั้วโลกใต้ (Antarctica) ขั้วโลกเหนือ (Arctic) ทุนดรา (Tundra) ไทกา (Taiga) ทะเลทราย (Desert) เขตอบอุ่น (Temperate) และเขตร้อน (Tropical) โดยส่วนท้ายของนิทรรศการมุ่งนำเสนอประเด็น ภูมินิเวศในประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ในส่วนที่ 1 จัดแสดงแผนที่ภูมินิเวศในประเทศไทย ทั้งภาพนิ่งแผนที่บนบอร์ดและคลิปวิดีโอแผนที่พร้อมเสียงบรรยาย นิยามความหมายของภูมิเวศ (Ecoregion) รวมถึงรายละเอียดพร้อมตัวเลขที่ระบุว่าประเทศไทยประกอบด้วย ภูนิเวศบก 15 เขต ภูมินิเวศน้ำจืด 6 เขต และภูมินิเวศทางทะเล 2 เขต รวมทั้งสิ้น 23 ภูมินิเวศ

               ตัวเลข 23 ทำให้ผู้เขียนหยุดนิ่งและพยายามคิดทบทวนถึงความรู้เดิมผ่านตำราเรียนสมัยเด็กที่ยังเป็นแนวคิดแบบเก่าที่แบ่งระบบนิเวศอย่างง่าย มีแค่ระบบนิเวศแบบบก กับระบบนิเวศแบบน้ำ เรื่องนี้นับเป็นความรู้ใหม่ที่ผู้เขียนเพิ่งได้ค้นพบจึงค่อนข้างรู้สึกตื่นเต้นดีใจเช่นทุกครั้งที่ได้เรียนอะไรใหม่ๆ

 

ภาพที่ 1 แผนที่แสดงภูมิเวศ (Ecoregion) ในประเทศไทย

 

               ถัดมาเป็นการจัดแสดงส่วนที่ 2 นำเสนอรายละเอียดของภูมินิเวศบนบกทั้งหมด 15 เขต ซึ่งเป็นการอธิบายขยายความให้ผู้ชมเข้าใจเกี่ยวกับป่าชนิดต่างๆ ในประเทศไทยว่ามีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไร ผ่านภาพถ่ายที่เป็นภาพชนิดพันธุ์พืช ชนิดพันธุ์สัตว์ และกิจกรรมของมนุษย์ที่แตกต่างกันตามสภาพของป่า รวมถึงเนื้อหาที่อธิบายถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในแต่ละบริเวณพื้นที่ป่า ภาพถ่ายเหล่านั้นเป็นภาพถ่ายที่เรียบง่ายในกรอบไม้สีกลมกลืนกับห้องนิทรรศการ และมีเพียงบางป้ายที่มีวัตถุจัดแสดงเป็นสัตว์สตัฟฟ์

 

2. เส้นแบ่งในแผนที่ธรรมชาติ

               ย้อนกลับไปที่ตัวเลข 23 ของภูมินิเวศในประเทศไทย ผู้เขียนมีความสงสัยว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่นั้นแตกต่างจากความเข้าใจเดิมเพราะใช้หลักการแบ่งระบบนิเวศด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างกัน แม้เราอยู่บนโลกใบเดิม แต่การแบ่งโลกธรรมชาติก็อาจไม่ได้ใช้เกณฑ์เดียวกันตลอด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้แบ่งและใช้หลักเกณฑ์นั้นเพื่อประโยชน์ใด

               หากทบทวน “เส้นแบ่ง” เกี่ยวกับธรรมชาติในอดีตจะพบว่ามนุษย์มีความพยายามที่จะเข้าใจธรรมชาติ โดยการใช้เกณฑ์หลายอย่าง เช่น การใช้อุณหภูมิเป็นตัวกำหนด แบ่งพื้นที่ที่มีภูมิอากาศแบบหนาวเย็นออกจากพื้นที่ที่มีภูมิอากาศแบบร้อน การใช้แนวคิดชีวนิเวศ (Biome) หมายถึง ชุมชนสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏในระดับพื้นที่ขนาดใหญ่และกำหนดโดยปัจจัยทางภูมิอากาศ หรือการแบ่งด้วยแนวคิดชีวภูมิศาสตร์ (Biogeography) หมายถึง การศึกษาการกระจายของชนิดพันธุ์และระบบนิเวศในมิติของพื้นที่และเวลา รวมถึงปัจจัยทั้งชีวภาพและกายภาพที่อยู่เบื้องหลัง จนถึงการแบ่งด้วยแนวคิดภูมินิเวศ (Ecoregion) ตามที่ปรากฎในนิทรรศการ

 

3. บ้านหลังใหญ่ของเราในเค้ก 867 ชิ้น

               สำหรับแนวคิดภูมินิเวศพบว่าถูกเขียนถึงในบทความ Terrestrial Ecoregions of the World: A New Map of Life on Earth: A new global map of terrestrial ecoregions provides an innovative tool for conserving biodiversity ซึ่งให้ความสำคัญกับการแบ่งโลกธรรมชาติออกตามแบบภูมินิเวศ โดยการแบ่งลักษณะนี้เป็นการลดขนาดของการแบ่งแต่ละหน่วยให้เล็กลง หมายความว่าในแต่ละพื้นที่สามารถแสดงลักษณะสำคัญเฉพาะถิ่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญกับความเป็นมาทางธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่ สิ่งนี้สำคัญต่อการกระจายตัวของพืชและสัตว์ในแต่ละพื้นที่มาก ทั้งนี้ ในเชิงพื้นที่แนวคิดการแบ่งแบบภูมินิเวศ (Ecoregion) มีขอบข่ายพื้นที่ประมาณ 150,000 ตารางกิโลเมตรต่อหน่วย ดังนั้น พื้นที่โลกจึงสามารถแบ่งออกเป็น 867 ส่วน หากอ้างอิงตามแผนที่ภูมินิเวศ และประเทศไทยมีพื้นที่อยู่ใน 23 ส่วน จาก 867 ส่วนนั่นเอง

 

4. แผนที่ธรรมชาติที่พาดผ่านมนุษย์

               นอกจากผู้เขียนจะรู้สึกประทับใจกับความพยายามขีดเส้นแบ่งในธรรมชาติที่ค่อนข้างละเอียดมากขึ้นกว่าในตำราเรียน และเป็นแผนที่ที่พยายามแบ่งโลกของธรรมชาติออกเป็นส่วนย่อยที่ทำให้มองเห็น ”ผู้คน” อยู่ด้วย

               ตัวอย่างเช่น ชีวนิเวศป่าดิบเขาคะยา-กระเหรี่ยง (Kayah-Karen Montane Rainforests) ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นแนวพรมแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา แม้ว่าคำอธิบายที่ปรากฏในแผนที่ดังกล่าวให้รายละเอียดถึงความหลากหลายของพืชและสัตว์ในพื้นที่โดยไม่ได้กล่าวถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นโดยตรง แต่การศึกษาแบบข้ามศาสตร์และการใช้ความรู้ด้านนิเวศวิทยาเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งผู้คน พืชพรรณ และสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันจำเป็นต้องถูกรับรู้ และจดจำในสถานะที่แท้จริงของตนเอง เพื่อลดทอนอคติที่อาจเกิดขึ้นบนสมรภูมิการต่อรองของการใช้ทรัพยากร และลดทอนภาวะที่มนุษย์ต้องเลือกรับบทเป็นเพียงผู้ปกป้องหรือผู้ทำลายแต่เพียงอย่างเดียว

               อีกกรณีหนึ่ง ในประเทศไทยมีเขตภูมินิเวศแบบป่าชายเลน แบ่งออกเป็น 2 เขต คือ ป่าชายเลนฝั่งพม่าและป่าชายเลนฝั่งอินโดจีน แม้ว่าสังคมพืชหลักในระบบนิเวศแบบป่าชายเลนจะมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทว่าภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ผู้คน วัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ทำให้การวางแผนการอนุรักษ์และดูแลแต่ละพื้นที่จึงถูกคิดขึ้นจากบริบทที่แตกต่างกัน

 

ภาพที่ 2 ป้ายนิทรรศการแสดงข้อมูลป่าดิบชื้น

 

ภาพที่ 3 เขาละมั่ง วัตถุจัดแสดงเขาแทนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าทุ่งหญ้าเขตร้อน

 

               หากแผนที่เป็นเครื่องมือในการสร้างรัฐชาติ แผนที่แสดงถึงการแบ่งในโลกของธรรมชาติย่อมเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าถึงการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต และแสดงถึงอำนาจของมนุษย์ในการกำหนดธรรมชาติด้วยเช่นกัน มิใช่เพียงแค่การกำหนดตำแหน่งแห่งที่ แต่ยังรวมถึงการกำหนดทิศทางในการรักษาและดูแลภูมินิเวศด้วย

               นอกจากโซนบอร์ดนิทรรศการภูมินิเวศในประเทศไทยแล้ว พิพิธภัณฑ์ยังจัดสรรพื้นที่จัดแสดงเป็นโซนวนนิเวศของไทย (Thai Forest Ecosystem) ตามแนวคิดแบบชีวนิเวศ (Biome) โดยนำพืชพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ มาปลูก (ของจริง) และจัดสร้างน้ำตกเพื่อจำลองบรรยากาศสภาพป่าแบบต่างๆ ให้ผู้ชมได้สัมผัสป่าด้วยตนเองในห้องแอร์ นับเป็นการออกแบบพื้นที่นิทรรศการให้เชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์จริงได้น่าตื่นตาตื่นใจมาก

 

ภาพที่ 4 ส่วนจัดแสดงวนนิเวศของไทย (Thai Forest Ecosystem)

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Cardoso D, Moonlight PW, Ramos G, Oatley G, Dudley C, Gagnon E, Queiroz LP, Pennington RT and Särkinen TE (2021) Defining Biologically Meaningful Biomes Through Floristic, Functional, and Phylogenetic Data. Front. Ecol. Evol. 9:723558. doi: 10.3389/fevo.2021.723558

 

Olson, David & Dinerstein, Eric & Wikramanayake, Eric & Burgess, Neil & Powell, George & Underwood, Emma & D'amico, Jennifer & Itoua, Illanga & Strand, Holly & Morrison, John & Loucks, Colby & Allnutt, Thomas & Ricketts, Taylor & Kura, Yumiko & Lamoreux, John & Wettengel, Wesley & Hedao, Prashant & Kassem, Kenneth. (2001). Terrestrial Ecoregions of the World: A New Map of Life on Earth. BioScience. 51. 933-938. 10.1641/0006-3568(2001)051[0933:TEOTWA]2.0.CO;2.

 

Violle C, Reich PB, Pacala SW, Enquist BJ, Kattge J. The emergence and promise of functional biogeography. Proc Natl Acad Sci U S A. 2014 Sep 23;111(38):13690-6. doi: 10.1073/pnas.1415442111. Epub 2014 Sep 15. PMID: 25225414; PMCID: PMC4183284.

 

เว็บไซต์

https://ecoregions.appspot.com/

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ