Museum Core
กลองมโหระทึก พบใหม่ที่เพชรบุรี ทำไมจึงถูกนำมาสวมไว้บนศีรษะของผู้ล่วงลับในหลุมฝังศพ?
Museum Core
21 ก.ค. 69 4

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

               เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ (พ.ศ. 2569) มีการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เป็นการค้นพบกลองมโหระทึก จำนวน 6 ใบ ฝังร่วมอยู่ในหลุมฝังศพที่ดอนยายทอง ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

               ในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี การค้นพบครั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษว่า ทำไมคนโบราณ​เมื่อราว 2,000-1,500 ปีที่แล้ว จึงต้องนำเอาเครื่องประโคมอย่าง ‘กลองมโหระทึก’ มาฝังร่วมในหลุมฝังศพ?

               กลองมโหระทึก ทำขึ้นจาก ‘สำริด’ ซึ่งเป็นโลหะผสมที่ได้มาจากการนำ ‘ทองแดง’ ผสมเข้ากับ ‘ดีบุก’ ดังนั้นในด้านดนตรีวิทยา (musicology) สิ่งที่เรียกว่า ‘มโหระทึก’ ไม่ใช่กลอง เพราะไม่ได้ขึงหน้ากลองด้วยหนัง หรือวัสดุอย่างอื่นที่ไม่ใช่โลหะ และเป็นวัฒนธรรมการตีเครื่องโลหะจากภายนอกที่มีชื่อเรียกว่า ‘Gong’  หรือทับศัพท์เป็นคำว่า ‘ฆ้อง’ นั่นเอง (แตกต่างจากการตีภายในอย่างกระดิ่ง หรือระฆัง แบบที่มักพบเห็นตามโบสถ์คริสต์)

               เครื่องดนตรีประเภท ‘ฆ้อง’ จึงหมายถึงเครื่องตีที่ทำจากสำริด โดยพบวัฒนธรรมฆ้องกระจายตัวตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ภูมิภาคอุษาคเนย์ ทั้งพื้นที่หมู่เกาะ รวมถึงผืนแผ่นดินใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น เป็นต้น (มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมฆ้องมักพบคู่กับการตีกลองใบใหญ่ อย่างกลองไทโกะของญี่ปุ่น)

               ในสมัยโบราณ กลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท-ลาว มีชื่อเรียกกลองชนิดนี้ในหลายชื่อ เช่น กลองทอง กลองกบ ฆ้องบั้ง ฯลฯ โดยเฉพาะชื่อ ‘กลองทอง’ มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ทั่วไปสำริดจะมีส่วนผสมของดีบุกอยู่ราว 6-12% อย่างไรก็ตาม กลองมโหระทึกชนิดนี้มีการเพิ่มสัดส่วนของ ‘ดีบุก’ เป็นส่วนประกอบมากกว่าปกติ ภาษาเชิงเทคนิค เรียกว่า สำริดดีบุกสูง (high tin bronze) โดยสำริดชนิดนี้มีการผสมดีบุกเป็น 11-23% ทำให้สำริดที่ได้มีลักษณะวิบวับแวววาวคล้ายทองคำ

               แน่นอนว่า การผลิตกลองมโหระทึกด้วยวัสดุที่เป็นโลหะมีค่าอย่างสำริดที่มีส่วนผสมของตะกั่วในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติ จนถูกเรียกว่า ‘กลองทอง’ ย่อมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่เครื่องดนตรีเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็น “ของมีค่า หรือเครื่องสูง” ดังเห็นร่องรอยว่ายังมีการใช้กลองมโหระทึกเป็นเครื่องประกอบในงานพระราชพิธีสำคัญของไทยในปัจจุบันหลายครั้งด้วย

 

ภาพที่ 1: ชิ้นส่วนกลองมโหระทึก ที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จ. เพชรบุรี 

แหล่งที่มาภาพ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1254801753494388&set=pb.100068937246097.-2207520000&type=3&locale=th_TH

 

               คำว่า ‘ทอง’ ในเอกสารโบราณของไทยมักมีความหมายได้หลากหลาย ทั้งทองคำ ทองแดง ทองเหลือง หรือทองสำริด กรณีหากต้องการเน้นว่าหมายถึง ทอง มักเลือกใช้คำว่า ทองคำ (คำ แปลว่า ทอง) แทน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากดินแดนแถบอุษาคเนย์จะเคยถูกเรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’ เพราะเป็นแหล่งทองแดง หรือทองสำริดของโลกยุคโบราณ ไม่ได้เป็นแหล่งทองคำตามที่มักเข้าใจกัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็พบว่ามีปรากฏในภาษาอื่นด้วยเช่นกัน อาทิ ในภาษาอังกฤษ พบว่าบ่อยครั้งมีการเรียกเครื่องครัวที่ผลิตขึ้นจากสำริด (bronze) ว่า เครื่องครัวทองแดง (copper) ทั้งยังมีปรากฏในเอกสารวิชาการยุคเก่าเลือกใช้คำว่า ภาชนะหรือเครื่องครัวทองแดงแทนการเรียกว่า สำริด

               อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ในเอกสารพวกโรมัน จดหมายเหตุบันทึกเส้นทางการเดินเรือ ‘เพอริพลัส มาริส เออริทรีไอ’ (Periplus Maris Erythraei หรือ Periplus of The Erythraean Sea) เป็นบันทึกการเดินเรือในทะเลเอรีเธรียน ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ‘ทะเลแดง’ แต่ในความหมายของกรีก ทะเลแดงหมายรวมถึงอ่าวเปอร์เซีย และมหาสมุทรอินเดียด้วย) เขียนขึ้นโดยนักเดินเรือชาวกรีกเลือดผสมอียิปต์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงราว พ.ศ. 500 (เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาอิมพอร์ตแร่ ‘ดีบุก’ ส่วนหนึ่งจากโลกตะวันออกเข้ามาเพื่อนำมาแปรรูปสร้างเป็นเครื่องใช้สำริด และประติมากรรมต่างๆ

               โลกตะวันออกที่ปรากฎในเอกสารโรมันในที่นี้เดิมเข้าใจเป็นอินเดีย แต่ปรากฏว่ามีการค้นพบเอกสารโบราณอายุประมาณ 2,300 ปีที่ระบุว่า ชาวอินเดียไปหาซื้อดีบุกมาจากดินแดนทางตะวันออกของตนเอง หรือ ‘สุวรรณภูมิ’ อีกทอดหนึ่งเหมือนกัน อีกทั้งยังไม่ได้นำเข้าทองแดงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง ‘ทองแดง’ และเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตเครื่องใช้ที่เป็นสำริดดีบุกสูง ซึ่งเทคนิคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักทั้งโรมันและอินเดียในสมัยนั้น แต่รุ่งเรืองอย่างมากในดินแดนอุษาคเนย์ และมีกลองมโหระทึกเป็นตัวอย่างสำคัญ

               จากที่กล่าวไปข้างต้น การผสมดีบุกเข้ากับทองแดงทำให้สีของเครื่องสำริดกลายเป็นสีทองแวววาว ยิ่งไปกว่านั้น ดีบุกที่ผสมลงไปเป็นจำนวนมากยังช่วยให้สามารถขึ้นรูปทำเครื่องสำริดที่มีรูปทรงซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่มีคำเรียกเครื่องสำริดว่า ‘ทองสำริด’ ด้วย

               ด้วยเหตุนี้จึงอนุมานได้ว่า ในอินเดีย หรือโรมมีการผลิตเครื่องสำริดที่มีดีบุกผสมในปริมาณมากนั้น ล้วนมีหลักฐานการนำเข้าทั้งวัตถุดิบ และเทคโนโลยีการผลิตมาจากภูมิภาคอุษาคเนย์เป็นสำคัญ จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นเรียกภูมิภาคแห่งนี้ว่า ‘สุวรรณภูมิ’ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่มีการผลิตกลองมโหระทึกใช้งานทั่วไปในภูมิภาคแห่งนี้นั่นเอง

 

ภาพที่ 2: กำไลทองคำพบร่วมกับโครงกระดูกที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ​

แหล่งที่มาภาพ: https://www.matichon.co.th/region/news_5697303

 

               การผลิตกลองมโหระทึกขึ้นจากสำริดจึงแสดงให้เห็นถึงสถานภาพและความสำคัญในตัววัตถุเองอย่างชัดเจน จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดกลองมโหระทึกจึงถูกใช้ประโคมในพระราชพิธีสำคัญของรัฐ

               นอกจากนี้ การขุดค้นทางโบราณคดีที่พบว่ามีกลองมโหระทึกฝังร่วมกับโครงกระดูกในแหล่งโบราณคดีดอนยายทองอาจไม่ใช่แค่การฝังสิ่งของมีค่าร่วมลงไปในหลุมฝังศพเท่านั้น โดยมีสังเกตว่า ลักษณะการฝังแบบนี้ยังพบที่แหล่งโบราณคดีโปรเฮียร์ (Prohear) ในกัมพูชา ซึ่งมีการฝังกลองมโหระทึกไว้กับผู้ตาย คล้ายกับการฝังภาชนะเขียนสีไว้กับผู้ตายที่บ้านเชียง หรือเครื่องเซ่นผู้ตายที่พบในแหล่งโบราณคดีอื่นๆ  กลองมโหระทึกบางชิ้นในไทยก็พบว่าถูกฝังโดยมีภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกใส่เอาไว้ที่ข้างในตัวกลองมโหระทึกด้วย อีกทั้งยังพบว่าทั้งแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง และแหล่งโบราณคดีโปรเฮียร์ต่างก็มีการนำกลองกลองมโหระทึกวางครอบศีรษะของโครงกระดูกบางร่างเอาไว้เช่นเดียวกัน (น่าเสียดาย ขณะนี้ยังไม่มีภาพกลองมโหระทึกครอบทับศีรษะโครงกระดูกที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทองเผยแพร่ออกมา)

               ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า คติความเชื่อเกี่ยวกับกลองมโหระทึกสัมพันธ์กับพิธีศพด้วย แสดงให้เห็นอยู่บนลวดลายบนหน้ากลองมโหระทึก โดยตรงกลางของหน้ากลองมโหระทึกทุกใบมักมีรูปแฉกคล้ายรูปดาว หรือพระอาทิตย์อยู่ด้วย แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับลวดลายอื่นๆ บนกลองมโหระทึกที่มีลวดลายของการจำลองเครื่องจักสานอยู่มาก เช่น ลวดลายบนหูกลองมโหระทึก เป็นต้น จึงสันนิษฐานว่ารูปแฉกอาจเป็นลวดลายก้นของเครื่องจักสานที่เกิดจากการนำตอก (ไม้ไผ่ที่ฝานเป็นซี่ตอกใช้ทำเครื่องจักสาน) มาสาน ซึ่งลวดลายเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญในโลกสมัยโบราณที่ปรากฏในหลายวัฒนธรรม โดยมีศัพท์เรียกว่า ‘เงื่อนปมที่ไม่มีที่สิ้นสุด’ (endless knot) อันหมายถึงความรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ลวดลายการสานตอกนี้เป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลหรือโลกอีกใบที่ไม่มีที่สิ้นสุด หากนำเอากลองมโหระทึกคว่ำลงก็มีรูปทรงคล้ายกับภาชนะจักสาน

               อนึ่ง กรณีในไทยเรียกลายนี้ว่า ‘เฉลว’ หรือ ‘ตาเหลว’ ใช้เป็นวัตถุมงคล ให้โชคลาภ ขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ ในศาสนาผีของอุษาคเนย์ โดยมีความเชื่อว่าลวดลายเฉลวพยายามเลียนแบบ ‘ขวัญ’ (spirit) ซึ่งเป็นพลังงานที่ขับเคลื่อนให้เกิดพลังชีวิต (life power/life force) ทั้งชีวิตในโลกปกติ ชีวิตในโลกหลังความตาย และเชื่อว่าขวัญไม่ได้มีเฉพาะในสิ่งมีชีวิต รวมถึงตัวมนุษย์ไม่ได้มีเพียงขวัญเดียว แต่มีหลายขวัญ มีจำนวนแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ขวัญคือส่วนที่เส้นผมวนเป็นก้นหอย โดยขวัญที่สำคัญสุดเรียกว่า ‘จอมขวัญ’ สถิตอยู่ที่กลางกระหม่อม

               การนำกลองมโหระทึกที่มีรูปเฉลว สัญลักษณ์ของขวัญ หรือพลังชีวิตอยู่ที่บนหน้ากลองวางเหนือศีรษะ อวัยวะสำคัญที่มีจอมขวัญ หรือพลังชีวิตเพียงจุดเดียวที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมบนร่างกายของมนุษย์ ดังตัวอย่างที่ขุดค้นพบที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง และแหล่งโบราณคดีโปรเฮียร์ จึงเป็นรูปแบบที่สัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องโลกของผีบรรพชนในศาสนาผีพื้นเมืองอุษาคเนย์ ซึ่งคนตายก็ต้องการ ‘พลังชีวิต’ ไปใช้ในโลกของผีบรรพชนด้วยเช่นกัน การสวมกลองมโหระทึกไว้บนศีรษะของศพจึงมีนัยยะที่ชวนให้ขบคิดในเชิงพิธีกรรมความเชื่ออย่างน่าสนใจ

 

ภาพที่ 3: (ซ้าย) มโหระทึกจากหลุมฝังศพที่ถูกลักลอบขุดของชาวบ้านที่โปรเฮีย

(ขวา) ลายเส้นมโหระทึกที่พบจากหลุมฝังศพหมายเลข 4 ที่บรรจุกะโหลกศีรษะมนุษย์อยู่ภายใน

แหล่งที่มาภาพ: https://www.silpa-mag.com/history/article_163931

 

ภาพที่ 4: (ซ้าย) ตำแหน่งของกะโหลกศีรษะผู้หญิง และสิ่งของอุทิศบางส่วนที่ใส่อยู่ภายในกลองมโหระทึก

จากหลุมฝังศพหมายเลข 4 ที่แหล่งโบราณคดีโปรเฮียร์ หลังนำขึ้นมาทำความสะอาดแล้ว

(ขวา) หลุมฝังศพหมายเลข 4 พบมโหระทึกที่ภายในใส่กะโหลกศีรษะผู้หญิง ต่างหูบนหูคอและผมไว้ภายใน

บนกลองพบชิ้นส่วนเสื่อที่ทำจากไม้ไผ่ ด้านใต้กลองมีภาชนะดินเผาฝังร่วมอยู่ด้วย

แหล่งที่มาภาพ: https://www.silpa-mag.com/history/article_163931

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ